โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บัวแก้วดีดปาก‘กูรู’ กระทบความปลอดภัย! คนไทยในพื้นที่การสู้รบ

ไทยโพสต์

อัพเดต 6 มีนาคม 2569 เวลา 4.49 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"นายกฯ” เชิญ "วันนอร์" ประเมินสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำท่าทีไทยวางตัวเหมาะสม-เป็นกลาง ด้าน “ทร.” เตรียมแผนสองอพยพคนไทยในอิหร่านทางเรือ แจงแผนเฉพาะกิจส่งเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ลำเลียงได้ 1,000 คน พร้อมเรือคุ้มกัน "สีหศักดิ์” ปัดข่าวสหรัฐขอใช้สนามบินอู่ตะเภา ย้ำจุดยืนไทยยึดสันติภาพ ไม่สบายใจบรรดา "กูรู" หาไทยไม่มีจุดยืน ลั่นไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้ง ต้องการเห็นการแก้ปัญหาโดยสันติบนกฎหมายระหว่างประเทศ รองโฆษก กต.เตือนนักวิเคราะห์ต้องอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบ หวั่นกระทบความปลอดภัยคนไทยในพื้นที่

เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 5 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม นำนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย บนตึกไทยคู่ฟ้า โดยนายวันนอร์เปิดเผยก่อนเข้าพบว่า นายกฯ เชิญมาหารือถึงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม แต่อาจจะมีผลกระทบ ในฐานะที่ตนพอจะรู้เรื่องประเทศมุสลิม นายกฯ จึงเชิญมาหารือว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม ชาวมุสลิมในประเทศไทยไม่ต้องกังวลอะไร เนื่องจากประเทศไทยมีท่าทีที่เป็นกลาง และพร้อมที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงของสหประชาชาติและอาเซียน เชื่อว่าไม่มีปัญหา เพราะสนับสนุนการเจรจาเพื่อให้เกิดสันติภาพ

นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ไม่มีใครทราบได้ว่าเหตุการณ์สู้รบจะยืดเยื้อหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องของ 2-3 ประเทศที่เกี่ยวข้อง แต่การกำหนดท่าทีของรัฐบาลในการดูแลประชาชนในประเทศเหล่านั้นให้มีความปลอดภัย หรือประชาชนมีความประสงค์จะเดินทางกลับไทย ก็ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องรีบดูแล มองว่าขณะนี้ทางอาเซียนมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศแล้ว และมีการวางท่าทีและบทบาทที่เหมาะสม รวมไปถึงเป็นประโยชน์ต่ออาเซียน เชื่อมั่นว่าหลายประเทศพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับประเทศไทยในการให้ความช่วยเหลือคนไทย เพราะทุกครั้งที่เกิดปัญหาทุกประเทศที่เกี่ยวข้องเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่สันติสุขสันติภาพ และเราไม่มีปัญหากับประเทศใด เขาก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

"คนไทยส่วนใหญ่ที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง 80% เป็นนิกายสุหนี่ แต่อิหร่านเป็นนิกายชีอะห์ กว่า 90% ความเห็นในด้านศาสนาจะแตกต่าง แต่ความเป็นอยู่ก็ใกล้เคียง ไม่ได้มีความขัดแย้งในทางนิกายที่จะนำไปสู่ความไม่สงบสุขได้ อยู่ด้วยกันได้ไม่มีปัญหา ซึ่งในประเทศไทยเองนิกายชีอะห์มีอยู่ประมาณ 10%" นายวันมูหะมัดนอร์กล่าว

ด้ายนายพิพัฒน์ให้สัมภาษณ์ว่า จากกรณีที่นายกฯ ได้ขอคำแนะนำจากนายวันมูหะมัดนอร์ ว่าขณะที่มีเหตุการณ์รุนแรงในตะวันออกกลางเราควรวางตัวอย่างไร โดยนายวันมูหะมัดนอร์ได้บอกว่าการวางตัวของนายกฯ ของประเทศไทยเหมาะสมที่สุด ซึ่งเราต้องวางตัวเป็นกลาง และต้องดูสถานการณ์ที่จะก้าวต่อไป ถ้าเหตุการณ์รุนแรงมากขึ้นนายกฯ อาจต้องเชิญนายวันมูหะมัดนอร์ มาปรึกษาอีกครั้ง โดยขณะนี้นายวันมูหะมัดนอร์ได้แนะนำให้เราทำตัวนิ่งๆ เพื่อดูแนวโน้มเหตุการณ์จะไปทิศทางใด

เมื่อถามถึงความชัดเจนในการรับคนไทย 200 คนจากอิหร่านไปยังที่ตุรกีเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย นายพิพัฒน์กล่าวว่า ขณะนี้เป็นช่วงการตัดสินใจของผู้ที่จะเดินทางว่าพร้อมหรือไม่ เพราะระยะทางไกล 1,000 กิโลเมตรไม่ได้ง่าย อาจมีด่านรวมถึงผู้ที่ประสงค์ดีและประสงค์ไม่ดี ซึ่งไม่สามารถไปคาดการณ์ได้ จึงต้องประเมินสถานการณ์ให้ดูแล้วปลอดภัยที่สุดถึงจะเคลื่อนย้าย และจากที่นายกฯ พูดคุย จะใช้เครื่องบินพาณิชย์เหมาลำที่บินผ่านน่านฟ้าตุรกีเข้ามาที่ไทย ซึ่งค่าใช้จ่ายจะถูกกว่านำเครื่องของทหารอากาศไปรับ จะมีเรื่องของการขออนุญาตและเรื่องความมั่นคง การประกันภัยที่จะยุ่งยากมากกว่า

ทางด้าน พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในประเทศอิหร่านว่า เบื้องต้นกองทัพอากาศจะเป็นหน่วยงานหลักในการเตรียมการตามนโยบายของรัฐบาล กองทัพเรือได้เตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในประเทศอิหร่าน หากเกิดสถานการณ์ไม่พึงประสงค์รุนแรงจนไม่สามารถอพยพทางอากาศได้ พร้อมวางแผนสำรองใช้เรือในการเคลื่อนย้ายประชาชน โดยได้เตรียมแผนรองรับไว้เช่นกัน ในกรณีที่เกิดสถานการณ์เลวร้ายหรือไม่พึงประสงค์ เช่น มีการปิดน่านฟ้าจนไม่สามารถใช้เครื่องบินในการเคลื่อนย้ายประชาชนได้ โดยกองทัพเรือได้เตรียมแผนสอง ด้วยการใช้เรือในการอพยพคนไทยออกจากพื้นที่

แผน 2 อพยพคนไทยทางเรือ

พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ทร.ได้วางแผนการปฏิบัติการในการอพยพทางทะเลผ่านท่าเรือที่อยู่ในเขตปลอดภัยและใกล้เคียงเขตการสู้รบ สะดวกในการเคลื่อนย้ายประชาชนชาวไทยจากจุดรวมพลต่างๆ ทั้งนี้ การดำเนินการในขั้นปฏิบัติขึ้นอยู่กับการประสานงานของกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศต่างๆ ในด้านการจัดกำลัง กองทัพเรือได้เตรียมเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ ซึ่งมีขีดความสามารถรองรับการลำเลียงประชาชนได้ประมาณ 1,000 คน พร้อมเรือคุ้มกัน ประกอบกำลังเป็นหมู่เรือเฉพาะกิจ โดยจะใช้ระยะเวลาเดินทางถึงพื้นที่ประมาณ 2 สัปดาห์

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่มีข้อจำกัดด้านการใช้ห้วงอากาศ ส่งผลให้การอพยพทางเรืออาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่้ง แม้จะใช้ระยะเวลามากกว่า แต่สามารถรองรับกำลังคนได้จำนวนมาก และมีความอ่อนตัวในการปฏิบัติมาก กองทัพเรือขอย้ำว่า แผนดังกล่าวเป็นการเตรียมความพร้อมในขั้นต้น และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์จริง โดยพร้อมสนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาลในการคุ้มครองประชาชนคนไทยในต่างประเทศ และพร้อมปฏิบัติทันทีเมื่อได้รับการสั่งการ

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงกระแสข่าวเมื่อวันที่ 4 มี.ค. นายฌอน เค. โอนีล เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารในการสู้รบกับอิหร่านว่า ขอยืนยันเมื่อวันที่ 4 มี.ค. ไม่มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ แต่เป็นการพูดคุยถึงความสัมพันธ์ อัปเดตสถานการณ์ การเจรจาการค้าภาษีนำเข้า และความร่วมมือในการป้องกันประเทศ ทั้งนี้ ความร่วมมือในการใช้สนามบินของเราเป็นความร่วมมือตามปกติทางด้านความมั่นคงอยู่แล้ว อย่างการบินผ่าน การเติมเชื้อเพลิง ซึ่งเราก็ทำกับหลายประเทศ

“แต่การที่จะให้ความร่วมมือเป็นฐานปฏิบัติการโจมตีอีกประเทศหนึ่งที่เรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ผมคิดว่าไม่ได้อยู่ในนโยบายของเรา” นายสีหศักดิ์กล่าว

เมื่อถามว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นี้ได้มีการพูดคุยกับทางเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านประจำราชอาณาจักรไทยแล้วหรือยัง นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ได้มีการหารือกัน ซึ่งสิ่งที่เราเป็นห่วงที่สุดคือการที่เราจะนำคนไทยที่อิหร่านประมาณกว่า 200 คน อพยพทั้งหมด โดยจะขึ้นอยู่ว่าใครพร้อมที่จะอพยพวันไหน เราก็จะนำออกมาจากกรุงเตหะราน เดินทางทางบกมาที่ชายแดนตุรกี ส่วนจะอพยพเมื่อไหร่นั้นเรามีแผนอยู่แล้ว ทั้งนี้ เราได้ประสานกับสถานทูตอิหร่านในไทยและสถานทูตไทยในอิหร่านดูแลความปลอดภัย รวมถึงการประสานทั้งทางสหรัฐและอิสราเอล ถึงเส้นทางและวัน และรายละเอียดในการอพยพจากเตหะรานไปชายแดนตุรกี เพราะเราถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องมนุษยธรรม ควรเป็นเส้นทางที่ปลอดจากภัยการสู้รบ

บัวแก้วไม่สบายใจ 'กูรู'

"ขณะที่มีบางคนบอกว่าประเทศไทยไม่มีจุดยืน ซึ่งจุดยืนอันดับแรกของเราคือ ความปลอดภัยของคนไทย อันดับที่ 2 เราไม่ใช่คู่กรณีในความขัดแย้งครั้งนี้ อันดับที่ 3 เราต้องการเห็นการแก้ไขโดยสันติ การเจรจาทางการทูต ตรงนี้ก็เป็นจุดยืนของเรา ที่ไม่ใช่การแก้ไขโดยวิธีทางการทหาร และอันดับ 4 การแก้ไขบนพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ ที่ทุกท่านก็ทราบอยู่แล้วว่ากำหนดไว้อย่างไรบ้าง ซึ่งเราก็มีความชัดเจนอยู่แล้ว แต่ผมเป็นห่วงกรณีที่ผู้เชี่ยวชาญ อดีตข้าราชการ ที่มาวิจารณ์ว่าเราไม่มีความชัดเจนนั้น เรามีความชัดเจน เราอยากเห็นสันติภาพ ถ้าคนที่เชี่ยวชาญเรื่องการต่างประเทศอ่านสิ่งที่เราแถลงออกไป มันมีความชัดเจนพอสมควร มีความพอดี มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ และเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของเรา ซึ่งขณะนี้คือการดูแลประชาชนคนไทยที่มีอยู่ประมาณแสนกว่าคนที่อยู่ในแถบนั้น" นายสีหศักดิ์กล่าว

ที่กระทรวงการต่างประเทศ ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลาง นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศแสดงความไม่สบายใจ และมีความกังวลว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังมีความเปราะบาง การดำเนินการใดๆ ของไทย ต้องมีความสมดุลและเหมาะสมกับสถานการณ์ ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ และที่สำคัญต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ของไทยในขณะนี้ นั่นก็คือความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

"ฉะนั้น ในช่วงสถานการณ์ที่ท้าทายขณะนี้ ทุกฝ่ายจากทุกวงการ โดยเฉพาะผู้สันทัดด้านการต่างประเทศ จะต้องเข้าใจว่าทุกท่านวิจารณ์ได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบ คำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องคนไทยที่อยู่ในพื้นที่เป็นสำคัญ อาจกระทบความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่" นายปาณิดลกล่าว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...