“โมจตาบา คาเมเนอี” ตัวเต็งผู้นำสูงสุดอิหร่าน หลังบิดาถูกสังหาร
“โมจตาบา คาเมเนอี” บุตรชายของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ถูกจับตาเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่าน หลังการโจมตีของอิสราเอล
วันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 10.36 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถูกจับตามองมานานว่าอาจเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศ แม้ว่าเขาไม่เคยดำรงตำแหน่งที่มาจากการเลือกตั้งหรือได้รับการแต่งตั้งในรัฐบาลมาก่อนก็ตาม
ความเป็นไปได้นี้ถูกพูดถึงมากขึ้น หลังการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี วัย 86 ปี ที่สำนักงานผู้นำสูงสุดในกรุงเตหะราน รวมถึง ซะห์รา ฮัดดัด อาเดล ภรรยาของโมจตาบา ซึ่งมาจากตระกูลที่มีบทบาทสำคัญในระบอบศาสนาธิปไตยของอิหร่าน
โมจตาบา คาเมเนอี ซึ่งเป็นบุคคลลึกลับในระบบการเมืองอิหร่าน ไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา และเชื่อว่ายังคงมีชีวิตอยู่ แต่กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ ขณะที่อิหร่านยังคงเผชิญการโจมตีทางอากาศจากสหรัฐและอิสราเอล โดยสื่อของรัฐบาลอิหร่านยังไม่รายงานตำแหน่งที่อยู่ของเขา
โอกาสขึ้นสู่ตำแหน่งเพิ่มขึ้นหลังเหตุโจมตี
ชื่อของโมจตาบายังคงถูกพูดถึงในฐานะตัวเลือกสำหรับตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ แม้ในอดีตแนวคิดดังกล่าวจะถูกวิจารณ์ว่าอาจทำให้ระบบศาสนาธิปไตยของอิหร่านมีลักษณะคล้าย ราชวงศ์สืบทอดอำนาจ
อย่างไรก็ตามหลังจากบิดาและภรรยาของเขาถูกฝ่ายอนุรักษนิยมมองว่าเป็นมรณสักขีในสงครามกับสหรัฐและอิสราเอล โอกาสของโมจตาบาอาจเพิ่มขึ้นในสายตาของสมาชิก สภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ซึ่งมี 88 คน และมีหน้าที่เลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ของประเทศ
ผู้ที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดจะได้รับอำนาจควบคุมทั้ง กองทัพอิหร่านที่กำลังอยู่ในภาวะสงคราม รวมถึงคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงที่สามารถใช้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ หากผู้นำตัดสินใจอนุมัติ
องค์กรเฝ้าระวังในสหรัฐอย่าง United Against Nuclear Iran ระบุว่า โมจตาบามีบทบาทคล้ายกับ อะห์หมัด โคไมนี บุตรชายของอยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี ผู้นำสูงสุดคนแรกของอิหร่าน โดยทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ช่วย คนสนิท ผู้ควบคุมการเข้าถึงผู้นำ และผู้มีอิทธิพลทางอำนาจเบื้องหลัง
เติบโตท่ามกลางการปฏิวัติ
โมจตาบา คาเมเนอี เกิดในปี 1969 ที่เมืองมาชฮัด ก่อนการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ซึ่งล้มล้างระบอบกษัตริย์ของชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี
ชีวประวัติของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ระบุว่า ในช่วงหนึ่งตำรวจลับของระบอบกษัตริย์ (SAVAK) บุกเข้าค้นบ้านและทำร้ายบิดาของเขา หลังเหตุการณ์นั้น ครอบครัวได้บอกลูก ๆ ว่าบิดาจะไปพักผ่อน แต่ผู้นำคาเมเนอีเลือกที่จะบอกความจริงกับลูก ๆ ว่าเขากำลังถูกจับกุม
หลังการปฏิวัติ ครอบครัวคาเมเนอีย้ายไปยังกรุงเตหะราน และโมจตาบาเข้าร่วมรบในสงครามอิหร่าน–อิรัก กับกองกำลัง Habib ibn Mazahir Battalion ซึ่งเป็นหน่วยหนึ่งของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC)
หลายสมาชิกของหน่วยดังกล่าวในเวลาต่อมาได้ขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในหน่วยข่าวกรองของ IRGC ซึ่งเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอำนาจของครอบครัวคาเมเนอี
เมื่อบิดาของเขาขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดในปี 1989 ครอบครัวคาเมเนอีจึงมีอิทธิพลเพิ่มขึ้น พร้อมเข้าถึงทรัพย์สินและธุรกิจจำนวนมหาศาลผ่าน บอนยาด (bonyads) หรือมูลนิธิขนาดใหญ่ของรัฐ
อิทธิพลเบื้องหลังอำนาจ
อำนาจของโมจตาบาเพิ่มขึ้นควบคู่กับบิดา โดยทำงานใกล้ชิดภายในสำนักงานผู้นำสูงสุดในกรุงเตหะราน เอกสารทางการทูตของสหรัฐที่เผยแพร่โดย WikiLeaks เคยเรียกเขาว่า“the power behind the robes” หรือผู้มีอำนาจเบื้องหลังชุดนักบวช รายงานบางฉบับกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้ควบคุมการเข้าถึงผู้นำสูงสุด และกำลังสร้างฐานอำนาจของตนเองภายในประเทศ
เอกสารการทูตในปี 2551 ระบุว่า โมจตาบาถูกมองว่าเป็นผู้บริหารที่มีความสามารถ แม้จะยังขาดคุณสมบัติทางศาสนาและมีอายุยังน้อย แต่ด้วยทักษะ เครือข่าย และทรัพยากรทางการเงิน ทำให้หลายฝ่ายมองว่าเขาอาจมีบทบาทในผู้นำประเทศในอนาคต เขายังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) รวมถึงกองกำลัง Quds Force และกองกำลัง Basij ซึ่งเคยถูกใช้ปราบปรามการประท้วงภายในประเทศ
สหรัฐได้ประกาศคว่ำบาตรโมจตาบา คาเมเนอีในปี 2562 ในช่วงรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยกล่าวหาว่าเขามีบทบาทสนับสนุนการดำเนินนโยบายที่สร้างความไม่มั่นคงในภูมิภาคและการปราบปรามภายในประเทศ
อำนาจของผู้นำสูงสุด
ตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 1979 อิหร่านมีการเปลี่ยนผู้นำสูงสุดเพียงครั้งเดียว คือหลังการเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี ในปี 1989 ผู้นำสูงสุดถือเป็นศูนย์กลางอำนาจของรัฐศาสนาธิปไตยชีอะห์ของอิหร่าน โดยมีอำนาจสูงสุดเหนือทุกสถาบันของรัฐ รวมถึงทำหน้าที่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ของกองทัพและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ
IRGC ซึ่งมีบทบาทสำคัญในเครือข่ายพันธมิตรทางทหารของอิหร่านในตะวันออกกลาง หรือที่เรียกว่า “Axis of Resistance” ยังควบคุมทรัพย์สินจำนวนมาก รวมถึงโครงการขีปนาวุธของประเทศ
ดังนั้น การเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของอิหร่าน ทั้งในด้าน สงครามกับอิสราเอล ความสัมพันธ์กับสหรัฐ และอนาคตของโครงการนิวเคลียร์ของประเทศ
อ้างอิง : asia.nikkei.com