โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'เมื่อเกิดช่องโหว่กลางน่านฟ้า' ชวนดูผลกระทบของสงคราม สหรัฐฯ อิสราเอล - อิหร่าน ที่ส่งผลต่อธุรกิจการบิน

The MATTER

อัพเดต 05 มี.ค. เวลา 09.23 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. เวลา 09.21 น. • Brief

นอกจากสงครามจะส่งผลโดยตรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่แล้ว การโจมตีผ่านน่านฟ้ายังส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารโดยเครื่องบินและธุรกิจการบินต่างๆ ด้วยเช่นกัน ทั้งการยกเลิกเที่ยวบินและการปรับเปลี่ยนเส้นทางการบินใหม่

สิ่งนี้ได้ส่งผลให้เกิดช่องโหว่ขนาดใหญ่บนน่านฟ้าของหลายๆ ประเทศในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งเดิมเคยเป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างการเดินทางข้ามทวีปยุโรป แอฟริกา และเอเชีย

ทำไมถึงมีการปิดน่านฟ้าหลังเกิดเหตุโจมตีทางอากาศ

ปัจจุบัน น่านฟ้าของโลกถูกแบ่งออกเป็นเขตข้อมูลการบิน (Flight Information Regions, FIRs) ซึ่งส่วนใหญ่จะขนานไปกับพรมแดนระหว่างประเทศ โดยปกติจะมีรัฐบาลของประเทศนั้นๆ เป็นผู้รับผิดชอบในเขตพื้นที่น่านฟ้าเหนือดินแดนของตน พร้อมบริการควบคุมการจราจรทางอากาศด้วย

เมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤต เช่น สงครามระดับภูมิภาค หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะแจ้งเตือนเครื่องบินว่า พวกเขากำลังจำกัดหรือปิดเขต FIRs ของตน โดยจะออกประกาศที่เรียกว่า ‘Notice to Air Missions (Notam)’ ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มมีการทิ้งระเบิดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เขต FIRs หลายแห่งในตะวันออกกลางได้ถูกสั่งปิด

ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ถึง 2.8 ล้านตารางกิโลเมตรบนน่านฟ้าตะวันออกกลางคลบคลุมพื้นที่ประเทศอิหร่าน อิสราเอล อิรัก กาตาร์ บาห์เรน คูเวต ซีเรีย และพื้นที่บางส่วนของประเทศจอร์แดน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เลบานอน และซาอุดีอาระเบีย

อย่างไรก็ตาม ช่องว่างทางอากาศที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้มาจากการประกาศปิดน่านฟ้าของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการพยายามหลีกเลี่ยงเส้นทางของสายการบินต่างๆ ด้วย

สายการบินต่างๆ แก้ปัญหาการปิดน่านฟ้าอย่างไร

น่านฟ้าของประเทศแถบตะวันออกกลาง เป็นเส้นทางสำคัญในการเดินทางข้ามทวีป แต่เมื่อเกิดเหตุโจมตีที่อิหร่าน สายการบินต่างๆ ได้เปลี่ยนเส้นทางการบินทันที ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนการรับมือที่ถูกเตรียมไว้อยู่แล้ว โดยหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านน่านฟ้าของประเทศที่เป็นจุดเสี่ยง ซึ่งเครื่องบินส่วนใหญ่จะติดตั้งระบบนำทางไว้อยู่แล้ว

ทั้งนี้ สายการบินต่างๆ ต้องเผชิญกับทางเลือกในการเปลี่ยนเส้นทางบินหลักสองทาง

ทางแรก คือ บินเลี่ยงขึ้นเหนือไปยังเทือกเขาคอเคซัส แต่ต้องผ่านน่านฟ้าของยูเครนที่ถูกปิดอยู่ ทางที่สอง คือ บินลงใต้ผ่านอียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย และโอมาน ซึ่งกำลังประสบกับการโจมตีเป็นระยะๆ

แม้เส้นทางเหล่านี้จะช่วยรองรับปริมาณการจราจรได้จำนวนหนึ่ง แต่ก็ยังสร้างปัญหาคอขวดจากการต้องจัดการจราจรทางอากาศ ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าและการยกเลิกเที่ยวบินเพิ่มขึ้น

ทำไมบางเที่ยวบินยังเปิดให้บริการ? และผลกระทบจากการปิดน่านฟ้า

หลังเกิดเหตุโจมตี สนามบินที่ขึ้นชื่อเรื่องความพลุกพล่าน และมีความสำคัญด้านการขนส่งระหว่างประเทศอย่างดูไบได้ปิดทำการมาหลายวันแล้ว ทำให้หลายสายการบินได้รับผลกระทบอย่างหนัก เช่น Emirates, Qatar Airways และ Etihad Airways

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้บางสายการบินเริ่มกลับมาดำเนินการอีกครั้ง สำหรับการส่งตัวกลับประเทศและการขนส่งที่จำเป็น นี่จึงเป็นเหตุผลที่เรายังเห็นเที่ยวบินเหนือน่านฟ้าที่ควรจะปิดอยู่บนเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน

การปิดน่านฟ้าจากสงครามทำให้เกิดความล่าช้าและการยกเลิก ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินมหาศาล นอกจากนั้น การปรับเปลี่ยนเส้นทางการบินยังเพิ่มค่าใช้จ่ายในการใช้พลังงานเชื้อเพลิงสำหรับการบินด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเกิดสงครามก็ไม่รู้ว่าจะน่านฟ้าเหล่านี้จะต้องปิดไปถึงเมื่อไหร่

อ้างอิงจาก

theguardian.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...