แบล็กร็อก จำกัดถอนเงินออกจากไพรเวทฟันด์ หลังนักลงทุนแห่ไถ่ถอนหนีตลาดผันผวน
แบล็กร็อก จำกัดถอนเงินออกจากไพรเวทฟันด์ หลังนักลงทุนแห่ไถ่ถอนหนีตลาดผันผวนจากความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอ สงครามตะวันออกกลาง การเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี AI และความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานเมื่อวันที่ 6 มี.ค.2569 ว่า แบล็กร็อก (BlackRock) บริษัทจัดการกองทุนรายใหญ่ที่สุดของโลก เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (6 มี.ค.)ว่า บริษัทได้จำกัดการถอนเงินจากกองทุนสินเชื่อส่วนบุคคล (Private Credit Fund) ของบริษัท หลังมีนักลงทุนแห่ทำรายการขอไถ่ถอนคืน (Redemptions) เป็นจำนวนมากจนเกินเพดานที่กำหนดไว้ ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนต่ออุตสาหกรรมสินเชื่อเอกชนมูลค่าราว 2 ล้านล้านดอลลาร์
หุ้นของแบล็กร็อกร่วงลง 6.7% ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (6 มี.ค.)ท่ามกลางแรงเทขายในตลาดโดยรวม หลังตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐออกมาแย่กว่าคาด และสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่านที่ทวีความตึงเครียด
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นต่อสินเชื่อเอกชนเริ่มอ่อนตัวลง โดยนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากเริ่มขอถอนเงินจากกองทุน เช่น กองทุน HPS Corporate Lending Fund มูลค่า 26,000 ล้านดอลลาร์ของแบล็กร็อก ซึ่งถูกออกแบบมาให้เปิดรับนักลงทุนรายบุคคลที่มีฐานะมั่งคั่ง
Greggory Warren นักวิเคราะห์หุ้นอาวุโสจากมอร์นิ่งสตาร์ กล่าวว่า “เรื่องนี้ควรเป็นสัญญาณเตือนต่ออุตสาหกรรมและหน่วยงานกำกับดูแล ถึงความเสี่ยงของกองทุนที่สภาพคล่องต่ำสำหรับนักลงทุนรายย่อย”
ปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นยังมาจากเหตุล้มละลายในปีที่ผ่านมา ทั้งซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนรถยนต์ในสหรัฐ บริษัทปล่อยสินเชื่อรถยนต์ซับไพรม์ รวมถึงการล่มสลายของผู้ให้กู้จำนองในสหราชอาณาจักรเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ
ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์เดียวกัน บริษัทคู่แข่งอย่าง Blackstone ได้ปรับเพิ่มเพดานการไถ่ถอนจาก 5% เป็น 7% สำหรับกองทุนมูลค่า 82,000 ล้านดอลลาร์ หลังคำขอถอนเงินเพิ่มขึ้น โดยบริษัทและพนักงานยังลงทุนเพิ่มอีก 400 ล้านดอลลาร์เพื่อรองรับคำขอถอนทั้งหมด ขณะที่ Blue Owl Capital ได้เข้าซื้อคืน 15.4% ของกองทุนหนึ่งในเดือนมกราคม
สำหรับกองทุน HLEND ของแบล็กร็อก มีคำขอถอนเงินรวม 1,200 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก คิดเป็นราว 9.3% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV)ของกองทุน อย่างไรก็ตาม กองทุนระบุว่าจะจ่ายคืนได้เพียง 620 ล้านดอลลาร์ ตามรอบการไถ่ถอนรายไตรมาส ซึ่งแตะเพดาน 5% ที่ผู้จัดการกองทุนสามารถจำกัดการถอนเพิ่มเติมได้
นักวิเคราะห์มอร์นิ่งสตาร์ระบุว่า ความเสี่ยงใหญ่ของผู้จัดการสินทรัพย์ทางเลือก คือหากอัตราการผิดนัดชำระหนี้ของผู้กู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จะกระทบต่อผลตอบแทนการลงทุน และส่งผลต่อการระดมทุนในอนาคต
ปัญหาโครงสร้างสภาพคล่อง
กองทุน HLEND เป็นบริษัทพัฒนาธุรกิจ (BDC) ที่แบล็กร็อกเข้าซื้อพร้อมผู้จัดการกองทุน HPS Investment Partners ในดีลมูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2024 เพื่อรุกตลาดสินเชื่อเอกชน
กองทุนระบุว่าคำขอถอนเงินที่เกิน 5% ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งกองทุน
โครงสร้างของ BDC คือการระดมเงินจากนักลงทุนที่ส่วนใหญ่เป็นรายย่อย แล้วนำไปปล่อยกู้ให้บริษัทขนาดกลาง ซึ่งสินเชื่อเหล่านี้มักขายออกได้ยาก หากมีนักลงทุนจำนวนมากต้องการถอนเงินพร้อมกัน
Jon Gray ประธานของ Blackstone กล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า นักลงทุนสถาบันยังคงจัดสรรเงินลงทุนเข้าสู่สินเชื่อเอกชนอย่างต่อเนื่อง
HLEND ระบุว่า การจำกัดการไถ่ถอนที่ระดับ 5% มีเป้าหมายเพื่อป้องกัน “ความไม่สอดคล้องเชิงโครงสร้าง” ระหว่างเงินทุนของนักลงทุนกับระยะเวลาของสินเชื่อเอกชนที่กองทุนถืออยู่
นักวิเคราะห์จากมอร์นิ่งสตาร์อธิบายว่าการจำกัดการถอนเงินช่วยให้ผู้จัดการกองทุนไม่ต้องถูกบังคับขายสินทรัพย์ ซึ่งอาจทำให้ผลตอบแทนของนักลงทุนที่เหลืออยู่ลดลง เนื่องจากสินทรัพย์ในกองทุนประเภทนี้มักมีสภาพคล่องต่ำและข้อมูลไม่โปร่งใสมากนัก
ในไตรมาสแรก กองทุนมีเงินลงทุนใหม่เข้ามา 840 ล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่ามูลค่า 1,200 ล้านดอลลาร์ที่นักลงทุนต้องการถอนออก
เสี่ยงจากหุ้นซอฟต์แวร์และความผันผวนตลาด
HLEND ระบุว่าสินเชื่อส่วนใหญ่ปล่อยให้บริษัทเอกชนที่มีธุรกิจเติบโตและกระแสเงินสดมั่นคง และถูกออกแบบให้ได้รับชำระคืนก่อนในกรณีที่ผู้กู้ล้มละลาย โดยกองทุนจ่ายเงินปันผลรายเดือน
เอกสารของบริษัทระบุว่า 19% ของพอร์ตการลงทุนเกี่ยวข้องกับธุรกิจซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นภาคส่วนที่เผชิญแรงขายอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าบริษัทสตาร์ทอัพที่พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นหลักอาจเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน นักลงทุนจำนวนมากกำลังย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย หลังตลาดทั่วโลกเผชิญความผันผวนสูงในปีนี้ จากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว ความขัดแย้งยืดเยื้อในตะวันออกกลาง การเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี AI และความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้
ด้าน HPS ระบุในแถลงการณ์ว่า ความผันผวนของตลาดในปัจจุบันยังเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถเข้าลงทุนได้มากขึ้นเช่นกัน
อ้างอิง : reuters.com