โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

สืบ “สารหนู” ในคนลุ่มน้ำกก นักวิชาการเสนอแผนความเสี่ยง สุขภาพ-สิ่งแวดล้อม-เศรษฐกิจ

Thai PBS

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

หลังการเผยแพร่งานวิจัย ม.แม่ฟ้าหลวง ผลการเก็บตัวอย่างเล็บของชาวบ้านพบค่าสารหนูเกินค่ามาตรฐาน จำนวน 16 คน บริเวณหมู่บ้านที่อาศัยริมแม่น้ำกก บริเวณต้นน้ำ ใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และ 3 ตำบล กลางน้ำและปลายน้ำก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขง จ.เชียงราย ได้สร้างความกังกลให้กับหลายฝ่าย และจังหวัดเชียงรายได้เรียกประชุมด่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลพร้อมกับนำเสนอข้อมูลเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ ซึ่งในงานวิจัยชิ้นนี้ยังไม่ระบุชัดว่า สารหนูมาจากแหล่งกำเนิดไหน
อ่านเพิ่มเติม : นักวิชาการพบ "สารหนู" ในกลุ่มตัวอย่างคนริมน้ำกก หลังตรวจเล็บ-เส้นผม www.thaipbs.or.th/news/content/502579

ทีมข่าวไทยพีบีเอสภาคเหนือได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อพูดคุยกับชาวบ้านที่พบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน พบปัจจัยเสี่ยงที่อาจเป็นสาเหตุของการพบสารหนูในเล็บในกลุ่มตัวอย่าง 90 คนชาวบ้านริมแม่น้ำกก

ภาพ : บ้านสบกก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย แม่น้ำกก ไหลลงสู่แม่น้ำโขงบริเวณนี้

บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงรายเป็นหมู่บ้านปลายแม่น้ำกกที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง ชาวบ้านมีอาชีพเกษตรกรรมและหาปลาเป็นอาชีพหลัก ชาวบ้านที่ถูกเก็บตัวอย่างเล็บ เปิดเผยกับไทยพีบีเอสว่า ตัวเองหาปลาบริเวณปากแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงและแม่น้ำกก ตอนนี้ปลาลดลงตั้งแต่สร้างท่าเรือเชียงแสนก่อนหน้าที่จะข่าวตรวจพบหาสารพิษในแม่น้ำกก (เม.ย.69) ในอดีตหมู่บ้านเป็นแหล่งปลาชุกชุมเพราะเป็นบ้านปากแม่น้ำกก (สบกก) ไหลลลสู่แม่น้ำโขง เป็นแหล่งปลาอุดมสมบูรณ์ แหล่งปลูกยาสูบและน้ำท่วมถึงพื้นที่ชุ่มน้ำ นับตั้งแต่สำรวจและการก่อสร้างท่าเรือเชียงแสน (ปี 2550) บริเวณปากแม่น้ำกก เกือบ 400 กว่าไร่ปลาก็ลดลง

ชาวบ้านเล่าย้อนอีกว่าในอดีตหมู่บ้านสบกก เป็นแหล่งปลูกและทำยาสูบสำคัญ เคยมีการใช้สารเคมีจำนวนมากในการปลูกและใช้ถ่านหินลิกไนต์บ่มยาสูบโดยโรงงานตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน และเลิกกิจการเมื่อปี 2549 ช่วงที่มีการสำรวจทำท่าเรือเชียงแสน

ปัจจุบันชาวบ้านสบกกส่วนใหญ่และตัวเองเปลี่ยนมาปลูกข้าวโพด และพืชสวนครัวริมแม่น้ำกก และใช้สารเคมีทางการเกษตรเช่น พ่นยาคลุมหญ้า เดือนละประมาณ 1 -2 ครั้ง ส่วนชาวบ้านคนอื่นที่ทำการเกษตรโดยเฉพาะการปลูกข้าวโพด รอบๆหมู่บ้าน มีการใช้สารเคมี 3-4 ครั้งต่อการปลูกหนึ่งรอบเก็บเกี่ยว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึง แหล่งน้ำในการเกษตร และใช้ในชีวิตประจำวัน ชาวบ้านบอกว่าน้ำที่ใช้น้ำอุปโภค เช่น การอาบ ล้างจะใช้น้ำประปาหมู่บ้าน ส่วนน้ำที่ใช้ดื่ม บริโภคคือน้ำบรรจุขวด ที่ซื้อมากว่า 20 ปีแล้ว ขณะที่ภาคการเกษตรจะใช้น้ำจากแม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำหลัก ขณะที่ชาวประมงที่หาปลา จะต้องลงน้ำเป็นปกติและกินปลาเป็นประจำเช่นเดียวกัน

ภาพ : น้ำประปาของหมู่บ้านที่เคยสูบน้ำจากแม่น้ำโขง-กก ผลิตน้ำประปา

ชาวบ้านสบกก ยังกล่าวว่า หลังมีข่าวตรวจพบสารพิษในแม่น้ำกก หน่วยงานด้านนสาธารณสุขลงมาตรวจสุขภาพ ชาวบ้านอย่างน้อย 2 ครั้ง โดยครั้งแรกตรวจปัสสาวะ ซึ่งผลตรวจยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ และครั้งที่สองมาตรวจเล็บ โดยนักวิจัยได้ขอให้ตัดเล็บผ่านทางประธานอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ในหมู่บ้านเข้ามาเก็บตัวอย่างเล็บ ซึ่งผลการตรวจของตัวเองพบสารหนูเกือบเกินค่ามาตรฐาน ขณะที่คนในหมูบ้าน จำนวน 6 คนพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน

การตรวจพบสารหนู ตัวเองลงแม่น้ำหาปลา กินปลา และใช้สารเคมีทางเกษตร ตอนนี้จึงไม่รู้ว่ารับสารพิษจากไหน

ด้านนายมนัสชัย ใจแดง ผู้ใหญ่บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย กล่าวว่า ปกติน้ำที่ชาวบ้านบริโภคจะซื้อน้ำจากโรงงานน้ำดื่ม ส่วนน้ำอุปโภคเป็นน้ำบาดาลใต้ดินขุดลึกประมาณ 50 เมตร ช่วงน้ำไม่พอใช้จะสูบน้ำจากแม่น้ำโขง บริเวณปากแม่น้ำกกมาใช้ ชาวบ้านเลิกใช้น้ำจากแม่น้ำโขงเมื่อมีข่าวตรวจพบสารหนูในแม่น้ำกกเมื่อเดือน เม.ย.68 ที่ผ่านมาหน่วยงานด้านสาธารณสุขจะมาตรวจน้ำประปาและแม่น้ำโขง หน่วยงานบอกว่า แม่น้ำโขงมีสารพิษบางครั้งเกินและบางครั้งไม่เกิน น้ำบาดาลหมู่บ้านที่ตรวจเกินค่ามาตรฐานอาจเพราะเครื่องกรองไม่ค่อยจะดี และพบสารตะกั่วในน้ำ

ภาพ : นายมนัสชัย ใจแดง ผู้ใหญ่บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ให้ข้อมูลกับไทยพีบีเอส ถึงน้ำประปาหมู่บ้านที่ปนเปื้อนสารพิษชาวบ้าน

ส่วนการตรวจเล็บที่พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานจำนวน 6 คนในหมู่บ้าน ตัวเองจึงไม่แน่ใจว่าเกิดจากน้ำประปาหรือไม่ ขณะเดียวกันชาวบ้านก็ไม่ได้ดื่มหรือกินน้ำประปาหมู่บ้าน

ชาวบ้านหาปลา ทำการเกษตร โดยทำเป็นอาชีพทั้งสองอย่าง จึงไม่รู้ว่าสารพิษมาจากแม่น้ำหรือสารเคมีทางการเกษตร หรือประปา

ผู้ใหญ่บ้านสบกก กล่าวว่า ตอนนี้อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจหาแหล่งที่มาของสารพิษให้แน่ชัดอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง เพราะตอนนี้ชาวบ้านมีความกังวล โดยอยากให้มาแก้ให้เร็วที่สุดคือน้ำประปาของหมู่บ้านเพราะชาวบ้านจะต้องใช้น้ำทุกวัน เพราะศักยภาพของชุมชนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ อย่างน้อยก็ต้องมีการกรองสารพิษก่อนแจกจ่ายไปใช้ในครัวเรือน

หมู่บ้านริมแม่น้ำกกในตำบลดงมหาวัน อ.เวียงรุ้ง จ.เชียงราย เป็นอีกหนึ่งพื้นที่มีการเก็บตัวอย่างเล็บ ชาวบ้าน ต.ดงมหาวัน เปิดเผยว่า ทีมวิจัยมาเก็บตัวอย่างเล็บเมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมาของคนในหมู่บ้าน 10 คน แต่ตัวเองเป็น 1 ใน 2 คนที่ตรวจพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ต่อมาทางสาธารสุขจังหวัดเชียงราย มาสอบสวนโรคและบอกว่าสารหนูไม่เกินค่ามาตรฐาน

ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า สารหนูมาจากไหน? ชาวบ้าน ต.ดงมหาวัน ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อนำน้ำประปาและปลาไปตรวจทุกเดือน ซึ่งผลก็อยู่ในเกณฑ์ปกติไม่เกินค่ามาตรฐาน ตัวเองไม่ได้ลงแม่น้ำกกมาเป็นปี นับตั้งแต่ตรวจพบ เพราะกลัวสารพิษ และปลาก็ไม่ได้กิน ตัวเองมีอาชีพเกษตรกรรมปลูกข้าวโพด กว่า 40 ไร่ มานานกว่า 15 ปี ใกล้กับแม่น้ำกกและสัมผัสสารเคมีทางการเกษตรเป็นบางครั้ง แม้ปัจจุบันมีการใช้โดรนฉีดพ่นสารเคมีแทน แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้จะต้องลงแปลงเกษตรหลังพ่นยา บางครั้งก็ต้องผสมสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเอง ส่วนน้ำที่ใช้ในการเกษตรปัจจุบันได้ใช้น้ำบาดาลแทน แต่บ่อน้ำก็อยู่ใกล้แม่น้ำกก รัศมีไม่เกิน 20-30 เมตร

ภาพ : แปลงข้าวโพดกว่า 5,000 ไร่ริมแม่น้ำกก ใน ต.เวียงเชียงรุ้ง อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย

เมื่อถามว่า ได้มีการป้องกันตัวเองจากสารเคมีอย่างไรบ้าง? เช่น การสวมถุงถือ หรือหน้ากากหรือไม่ ระหว่างพ่นสารเคมี ชาวบ้านยกมือและเล็บ ให้ทีมข่าวดู ที่ได้เก็บตัวอย่างเล็บไปตรวจ

เล็บที่นำไปตรวจ ไม่ได้สวมถุงมือระหว่างผสมสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และนิ้วมือที่เป็นแผลก็มาจากการซ่อมรถ เพราะตัวเองเปิดร้านซ่อมรถด้วย

เมื่อสอบถามว่า คาดว่าตัวเองอาจได้รับสารหนูจากไหน? ชาวบ้าน กล่าวว่าตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเองอาจได้รับจากการใช้สารเคมีจากการปลูกข้าวโพด หรือ จากแหล่งน้ำอาจมาจากประปาหมู่บ้าน แต่ก็ไม่ได้ใช้ดื่มกิน ส่วนแม่น้ำกกไม่ได้สัมผัสมานานนับปี จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งมาสำรวจหาแหล่งที่มาของสารพิษทางการเกษตร

ภาพ : มือและเล็บของชาวบ้าน อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย ที่นักวิจัยนำไปตรวจพบสารหนูในเล็บ

ทีมข่าวยังสำรวจรอบบ้านและร้านซ่อมรถของชาวบ้าน ที่พบค่าสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ยังพบภาชนะบรรจุสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ขณะเดียวกันรอบหมู่บ้านเป็นแหล่งปลูกข้าวโพดขนาดใหญ่ริมแม่น้ำกก มากกว่า 5,000 ไร่

ภาพ : บรรจุภัณฑ์สารเคมีทางการเกษตร พบเห็นของชาวบ้านที่ตรวจพบสารหนูในเล็บ ต.ดงมหาวัน อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย

ด้าน ดร.ศิริวรรณ กันติสินธุ์ หัวหน้าอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ม.แม่ฟ้าหลวง ทีมคณวิจัย เคยเปิดเผยว่างานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาผลกระทบเบื้องต้นของประชาชนริมแม่น้ำกก มีการเก็บตัวอย่างเส้นผมของเด็กระหว่างอายุ 8 -12 ปี และเก็บตัวอย่างเล็บ อายุ 18 ปีขึ้นไป

ผลการศึกษาพบว่าการตรวจพบสารหนูในตัวอย่างเล็บบ่งบอกว่ามีการสัมผัสกับสารพิษเป็นเวลานานระยะหนึ่ง ซึ่งจะคืนข้อมูลให้ชุมชน เพื่อเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย

ด้านนายแพทย์เอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย กล่าวว่าหลังทราบคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ร่วมกับศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย ลงพื้นสอบสวนเบื้องต้นใน 3 ตำบลในเชียงราย พร้อมลงเก็บตัวอย่างปัสสาวะชาวบ้านที่ตรวจเล็บพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน เพื่อเฝ้าระวังและหาแหล่งที่มาให้ชัดเจนถึงต้นกำเนิดของการพบสารหนูครั้งนี้

นายแพทย์เอกชัย ยังกล่าวถึงการเฝ้าระวังสารหนูในช่วงที่ผ่านมาของจังหวัดเชียงราย เมื่อเดือน ก.ค.68 เคยมีการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงราว 2 พันคน มีกลุ่มเสี่ยงราว 300 คน พบ 7 คนสารหนูเกินค่ามาตรฐาน พบ 1 คน มีสารหนูอนินทรีย์ที่อันตราย หลังจากนั้นตรวจซ้ำยังพบ 1 คนที่ยังเกินค่า เมื่อสำรวจพื้นที่รอบบ้านและกิจกรรมการเกษตรมีการใช้สารเคมีจำนวนมาก ส่วนการตรวจพบในเล็บล่าสุด (24 ก.พ.69) งานวิจัย ม.แม่ฟ้าหลวงจจำนวน 16 คนที่มีค่าสารหนูเกินค่าจากงานวิจัย ถ้ายึดตามตัวเลของค์การอนามัยโลกจะมีผู้ตรวจพบเกินค่าเพียง 1 คน

รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ สกสว.เสนอว่าหลังการตรวจพบควรทำแผนที่ความเสี่ยง โดยนำผู้ตรวจพบลงในแผนที่เพื่อกำหนดพื้นที่เสี่ยง และระบุให้ชัดเจนว่าสารหนูที่ตรวจพบมีค่าเป็นพิษ หรือไม่เป็นพิษ เพื่อเฝ้าระวังในชุมชน

สอดคล้องกับ ผศ.ว่าน วิริยา คณะวิทยาศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ระบุว่าสารหนูมีในทั้งธรรมชาติ หรือมาจากเหมืองแร่ อาจมาจากหลายแหล่งด้วย ที่ผ่านมามีการเก็บตัวอย่าง น้ำ พืช ปลาในแม่น้ำโขง อ.เชียงของ เห็นด้วยกับการทำแผนที่ความเสี่ยงเฝ้าระวัง

ภาพ : ผศ.ดร.เสถียร ฉันทะ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มรภ.เชียงราย ทีมคณะวิจัยฯ

กระบวนการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Health Impact Assessment) (จากกรณีมีการตรวจพบสารหนูสะสมในเล็บและผมของกลุ่มตัวอย่าง งานวิจัยของทีม มฟล.+มร.ชร.) มีดังนี้

1.ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านสุขภาพ

1) รัฐโดยหน่วยงานทางด้านสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรมีการจัดทำแผนบริหารจัดการความเสี่ยงทางสุขภาพ (Arsenic contaminate and health risk management) และการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงทางสุขภาพของชุมชน (Health risk mapping of community) โดย

1.1 การนำเอาข้อมูลกลุ่มเสี่ยงที่มีการตรวจพบสารหนูในร่างกายมาจัดทำแผนการบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงทางสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำที่มีการรายงานการปนเปื้อนสารหนู

1.2 ควรจัดให้มีการตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่มี (หรืออาจมี) ผลกระทบต่อสุขภาพและระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะที่เป็น ประโยชน์ในการรักษาและสร้างเสริมสุขภาพสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย

2.รัฐควรมีการสื่อสารความเสี่ยงทางสุขภาพที่จำเป็น (Health risk communication) และเหมาะสมดังนี้

2.1 การจัดทำสื่อและช่องการสื่อสารความเสี่ยงทางสุขภาพที่เหมาะสมแก่ประชาชนทุกช่องทาง

2.2 การจัดทำระบบศูนย์บริหารจัดการข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการด้านต่างๆ โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูลที่สามารถนำเอาไปใช้ประโยชน์ในการสื่อสาร การบริหารจัดการแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้น ได้อย่างเหมาะสม

2.3 การพัฒนาศักยภาพของชุมชน “ชุมชนจัดการตนเอง” ในการจัดการความเสี่ยงทางสุขภาพ เป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้เรียนรู้โดยการส่งเสริมสนับสนุนจากภาครัฐ อปท. ภาคีเครือข่ายในการเรียนรู้ รับมือ ปรับตัวต่อสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นและอยู่ร่วมกับปัญหาได้อย่างปลอดภัย

3. การจัดทำมาตรการทางด้านการแพทย์และสุขภาพ

3.1 ควรมีการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานค่าสารหนูสะสมในร่างกายในการเฝ้าระวังทางสุขภาพของประเทศเพื่อให้เป็นแนวทางในการนำไปใช้ในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาเพื่อลดผลกระทบด้านต่างๆที่เกิดขึ้น

3.2 การประกาศโรคพิษสารหนูเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เสี่ยง และหลักการทางระบาดวิทยาจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขต้องนำมาใช้ในการสอบสวน ติดตาม เฝ้าระวังโรคพิษสารหนูในพื้นที่เสี่ยง

4.การสร้างและพัฒนากลไกการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานกระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายในการแก้ไขปัญหาสารหนูที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงดังนี้

4.1 รัฐควรสนับสนุนในการเพิ่มขีดความสามารถ และบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรชุมชนในการป้องกันปัญหาคุกคามสุขภาพ โดยการจัดทำระบบและแผนปฏิบัติการเฝ้าระวังผลกระทบทาง สุขภาพและสิ่งแวดล้อม การจัดทำแผนพัฒนาชุมชนพื้นที่เสี่ยงและการสนับสนุนให้มีกิจกรรมทางสังคมต่างๆ ภายในชุมชนและระหว่างชุมชนลุ่มน้ำ

4.2 รัฐควรส่งเสริม สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรชุมชนเพื่อศึกษาหารูปแบบในการจัดตั้งและการดำเนินการของคณะกรรมการกลางที่เหมาะสม โดยมีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบเฝ้าระวัง ตรวจสอบ แก้ไขและฟื้นฟู และชดเชยผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการหารูปแบบและแนวทางในการจัดตั้งและการบริหารกองทุนคุ้มครองและฟื้นฟูสุขภาพสำหรับประชาชนในพื้นที่ และการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสมแต่ละพื้นที่ เช่น การสนับสนุนงบจากกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น การนำเสนอการทำงานในคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบลระดับอำเภอ (พชต./พชอ.) เป็นต้น

5.มาตรการลดความเสี่ยงสำหรับประชาชนที่ตรวจพบสารหนูในร่างกายควรมีมาตรการและแนวทางในการดูแลจากหน่วยงานรัฐ โดยกระทรวงสาธารณสุขควรมีมาตรการดำเนินการดังนี้

5.1 ระบบการตรวจคัดกรองซ้ำ การตรวจยืนยันผลและส่งต่อผู้สัมผัสสารหนูที่ตรวจพบ (Referral system) เข้าสู่ระบบการดูแลรักษาพยาบาล โดยผลการตรวจจากงานวิจัยเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเพื่อคัดกรอง ประชาชนกลุ่มเสี่ยงซึ่งรัฐโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำการตรวจยืนยันโดยวิธีการตามมาตรฐานทางการแพทย์เพื่อการดูแลรักษาตามกระบวนการที่เหมาะสมต่อไป

5.2 ดำเนินการจัดตั้งระบบการเฝ้าระวังและสอบสวนโรคพิษสารหนู หรือดำเนินการทางระบาดวิทยาและประกาศให้พื้นที่เสี่ยงจากพิษสารหนูเป็นพื้นที่ต้องเฝ้าระวังและรายงานโรคตามหลักเกณฑ์โรคจากการ ประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ตามพระราชบัญญัติโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2562 เพื่อให้เกิดการติดตาม เฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงจากการปนเปื้อนสารโลหะหนักเป็นพื้นที่ต้องเฝ้าระวังเป็นกรณีพิเศษจนกว่าแหล่งกำเนิดมลพิษจะได้รับการแก้ไขระบบนิเวศแม่น้ำที่ปนเปื้อนได้รับการฟื้นฟูกลับสู่สภาวะปกติ

2.ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านสังคมและเศรษฐกิจ

1) รัฐ สถาบันวิจัย และสถาบันการศึกษาที่เข้าไปศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบทางสุขภาพและสภาวะสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ควรมีการเปิดเผยข้อมูลและผลการศึกษาให้กับประชาชนในพื้นที่และสาธารณชนได้รับทราบและควรเปิดโอกาสให้ประชาชน และภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาวิจัยมากกว่าการให้ข้อมูลแต่เพียงอย่างเดียว

2) รัฐควรมีมาตรการรองรับและเยียวยาผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจของประชาชน และผู้ประกอบการในพื้นที่เสี่ยงที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำ เช่น มีแผนรับมือผลกระทบและแนวทางการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางด้านการเกษตร การประมง การท่องเที่ยว เป็นต้น

3)รัฐควรมีมาตรการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจของประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่เสี่ยงโดยมีแผนงาน มาตรการที่ยืดหยุ่น เหมาะสมทั้งในระยะเร่งด่วน และระยาว โดยมีการประกันความมั่นใจในความปลอดภัยแก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว เช่น การตรวจวัดความเข้มข้นของสารหนูในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวโดยการมีหน่วยตรวจวัดชั่วคราวตรวจประจำวันเพื่อสร้างความมั่นใจของประชาชน ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวเป็นต้น

ภาพ : พื้นที่เกษตรกรรมริมน้ำ เกษตรกรยังใช้แม่น้ำกก เป็นแหล่งน้ำหลักในการเกษตร แม้จะตรวจพบสารพิษในแม่น้ำ

3.ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม

1) รัฐควรเร่งแก้ปัญหาสารโหะหนัก (สารหนู) ปนเปื้อนในแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำโดยเร่งด่วน ทั้งในแง่ของการช่วยเหลือด้านการจัดการจัดหาน้ำสะอาด การพัฒนาระบบการผลิตน้ำประปาในชุมชนหรือประปาหมู่บ้านที่ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย

2) รัฐควรเร่งแก้ปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำ โดยเร่งหาสาเหตุของการปนเปื้อน การจัดทำระบบเฝ้าระวังและควบคุม กำจัดมลพิษที่แหล่งกำเนิด และการป้องกันแหล่งน้ำมิให้ได้รับการปนเปื้อนจากมลพิษโดยผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน

3)รัฐควรให้ความสำคัญกับปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนัก (สารหนู) ในแม่น้ำและสิ่งแวดล้อมและกำหนดหลักเกณฑ์บนฐานการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อประกาศเป็นเขตภัยพิบัติที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมต่อประชาชน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามแผนป้องกันภัยฉุกเฉินร่วมกับชุมชนในพื้นที่เสี่ยงเพื่อให้เกิดความเข้าใจและลดผลกระทบทางสุขภาพจากการสารโลหะหนัก (สารหนู) ที่ปนเปื้อน

4) เนื่องจากผลกระทบทางสุขภาพจากข้อมูลการวิจัยเป็นการสะท้อนจากชุมชน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชนในพื้นที่ศึกษา พบประเด็นความกังวลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดมลพิษภายในพื้นที่เอง โดยเฉพาะการใช้สารเคมีทางการเกษตร การจัดการขยะอันตรายและของเสียมีพิษในชุมชนร่วมด้วยมิใช่เฉพาะปัญหาการปนเปื้อนสารหนูจากแม่น้ำเท่านั้น การดำเนินการหามาตรการในการควบคุม กำกับ และจัดการมลพิษในชุมชนจึงเป็นประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่รัฐจะต้องดำเนินการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาต้นเหตุของแหล่งกำเนิดมลพิษในชุมชน รวมถึงมาตรการแนวทางการดำเนินการแบบมีส่วนร่วมและการสนับสนุนทรัพยากรทั้งงบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ องค์ความรู้อย่างเพียงพอในการจัดปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อลดผลกระทบทางสุขภาพของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ภาพ : แม่น้ำรวก-แม่น้ำโขง สีขุ่นเข้มในช่วงฤดูแล้ง สะท้อนพื้นที่ต้นน้ำยังปล่อยตะกอนดิน ที่อาจเกิดจากการทำเหมืองไหลลงสู่แม่น้ำโขงต่อเนื่อง

ปัญหาสารพิษในจังหวัดเชียงราย เป็นปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ล่าสุดภาคประชาชนได้ยื่นหนังสือกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อเสนอให้รัฐบาลไทยเร่งเจรจาแก้ปัญหาเหมืองแร่ในต้นน้ำประเทศเมียนมาที่คาดว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของสารพิษในแม่น้ำ การตรวจพบสารหนูในร่างกายคนไม่ว่าจะมาจากแหล่งใด กลายเป็นปัญหาภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมของคนลุ่มแม่น้ำกกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากภาครัฐไม่เร่งแก้ปัญหา
โกวิทย์ บุญธรรม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสภาคเหนือ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

เปิดสถิติฉ้อโกงเดือน ก.พ. 69 พบคนไทยโดนหลอกเฉียดพันล้าน

38 นาทีที่แล้ว

คณะผู้เชี่ยวชาญของอิหร่าน บรรลุฉันทามติเลือก "ผู้สืบทอดคาเมเนอี"

50 นาทีที่แล้ว

ชาวอินเดียประท้วงปรับขึ้นราคา "แก๊สหุงต้ม" เหตุสู้รบตะวันออกกลาง

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันสตรีสากล 2569 : สถานการณ์ ‘ผู้ต้องขังหญิงไทย’ ในเรือนจำ ยังสูงเป็นอันดับต้นของโลก

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ภูมิภาค อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...