โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กัลฟ์ ชี้พลังงานสะอาดต้องหาจุดสมดุล เตือนเร่งเร็วเกินไปดันค่าไฟสูง

Khaosod

อัพเดต 28 ม.ค. เวลา 08.09 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. เวลา 08.09 น.

กัลฟ์ ชี้พลังงานสะอาดต้องหาจุดสมดุล เตือนเร่งเร็วเกินไปดันค่าไฟสูง กระทบความสามารถในแข่งขัน

เวลา 10.00 น. ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ เชตราชเทวี กรุงเทพฯ นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จํากัด (มหาชน) หรือ GULF กล่าวในหัวข้อ พลังงานสะอาด เพื่อความยั่งยืน ในงานสัมมนา "Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย" จัดโดยเครือมติชน ว่า การทำพลังงานสะอาดต้องพยายามหาจุดสมดุล

โดยมีโจทย์สำคัญ 2 ข้อ คือ 1. ต้องทำให้ประชาชนได้ใช้ไฟในราคาถูก และ 2. ต้องหาพลังงานที่มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ ซึ่งประเทศไทยมีการบริหารค่อนข้างดีเทื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เมียนมา ลาว หรือกัมพูชา นอกจากนี้ภาคพลังงานยังมีส่วนช่วยในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะฉะนั้นต้องทำให้มีความบาลานซ์ทั้งด้านราคาและการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นายสมิทธ์ กล่าวว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเราได้พยายามผลักดันในเรื่องพลังงานสีเขียว ซึ่งเป็นพลังงานที่ไม่สามารถพึ่งพิงได้เนื่องจากไม่มีความแน่นอน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ที่ดีแต่ในช่วงเวลากลางคืนก็ไม่สามารถที่จะผลิตได้ พลังงานลมที่มีลมบ้างไม่มีลมบ้าง หรือหากต้องการพลังงานจากน้ำจากเขื่อนจะให้ปล่อยเข้ามาช่วยแต่ฝนตกหนัก พื้นที่ใต้น้ำเกิดน้ำท่วมอยู่ จะให้เขื่อนปล่อยน้ำลงมาซ้ำเติมประชาชนก็ไม่ได้

ซึ่งสิ่งนี้เป็นจุดอ่อนของพลังงานสีเขียว นอกจากนี้ ยังพบว่า พฤติกรรมการใช้ไฟเปลี่ยนไป อย่างในอดีตการใช้พลังงานไฟฟ้าของไทยสูงสุดคือช่วงบ่ายคือช่วงที่ร้อนที่สุดบ้านก็เปิดแอร์ ห้างสรรพสินค้าก็เปิดแอร์จึงมีการใช้ไฟสูงสุด แต่การใช้ไฟในปัจจุบันกลับสูงสุดในช่วงหัวค่ำระหว่างเวลา 18.00 น. - 22.00 น. สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ไฟที่เปลี่ยนแปลงไป

ทั้งนี้ พบว่าเทรนด์สีเขียวเปลี่ยนไปหลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ถอนตัวจากหลายสมาคมที่ผลักดันเกี่ยวกับพลังงานสีเขียวและมีแนวโน้มถดถอยลงในปี 2569 อย่างไรก็ตาม ทางภาครัฐได้ร่วมกับกัลฟ์ในการผลักดันพลังงานสีเขียวว่าจะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ปริมาณเท่าไหร่ภายในปี 2050 เพราะฉะนั้น ทางภาครัฐยังก็ยังคงดำเนินนโยบายและผลักดันพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ส่วนหนึ่งยังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากภาคอุตสาหกรรม EV ซึ่งปัจจุบันจะเห็นรถ EV ที่หนาแน่นบนท้องถนน

นายสมิทธ์ กล่าวว่า การผลิตไฟฟ้าภายในประเทศถ้าหากเปรียบเทียบกับจุดตั้งต้น คือการผลิตไฟฟ้าโดยใช้เชื้อเพลิง อาทิ ก๊าซธรรมชาติ หรือ ถ่านหิน ซึ่งใช้ประมาณ 70% เศษของระบบและอีกประมาณ 20% เป็นการผลิตแบบไม่ใช้เชื้อเพลิง หรือที่เรียกว่าพลังงานสะอาด ซึ่งเราพยายามที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้มากขึ้น เพื่อลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ซึ่งมีผลกระทบต่อการการนำเข้าและส่งออกของเงินคงคลังและแบงก์ชาติ

แต่จุดอ่อนของพลังงานสีเขียวเหมือนอย่างที่เรียนไว้ข้างต้นว่ามีข้อจำกัดหลายด้าน ทำให้การใช้พลังงานเชื้อเพลิงจึงยังมีความสำคัญอยู่ ทั้งนี้ ภาครัฐได้ใช้หลักการว่า ถ้าหากต้นทุนหรือราคาพลังงานงานสะอาดเท่ากับพลังงานเชื้อเพลิงจะเลือกใช้พลังงานสะอาด

อย่างไรก็ตาม พลังงานเชื้อเพลิงที่มาจากโรงไฟฟ้าก๊าซหรือโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะค่อย ๆ ผันตัวจากการผลิตหลักไปเป็นแบคอัพใช้เป็นไฟฟ้าสำรอง เพราะฉะนั้น ปัจจุบันในตอนกลางวันในช่วงที่มีแดดดี ๆ ระบบก็จะใช้ไฟจากแผงโซลาร์หรือใช้ไฟจากวินเทอร์บาย ซึ่งโรงไฟฟ้าที่เดิมทีเป็นแกนหลักในการในผลิตไฟที่เดินนิ่งๆ จะเป็นซัพพอร์ตหรือเป็นแบ็คอัพในช่วงที่ฝนตกไม่มีแดด เพื่อไม่ให้ระบบล่มหรือไม่ให้ไฟดับ

ฉะนั้นการวางแผนในลักษณะนี้ จะทำให้ก้าวหรือเปลี่ยนผ่านเข้าสู่พลังงานสะอาดที่สมดุล ซึ่งการใช้พลังงานเชื้อเพลิงของไทยอยู่ที่ประมาณ 70%-80% โดยส่วนใหญ่มาจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งใช้ถ่านหินเพียง 6-7% ถือว่าน้อยมาก และหากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านเรายกตัวอย่างมาเลเซียที่หลายคนมักจะเอาไปเปรียบเทียบว่าค่าไฟถูกกว่าบ้านเรา

อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือเวียดนาม ที่มีการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน มากกว่าไทยเพราะการนำเข้สก๊าซธรรมมรราคาที่สูง ซึ่งของเรายังโชคดีที่ยังมีก๊าซธรรมชาติในอ่าวอยู่บ้าง แต่ก็ต้องบอกว่าเราใช้มา 30 กว่าปี หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าปัจจุบันสำรองที่อยู่ในอ่าวไทยถ้าเราใช้ในอัตราปัจจุบันเหลือไม่ถึง 5 ปี เราต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือที่เรียกว่า LNG เข้ามาเสริมเพื่อรักษาทรัพยากรในอ่าวไว้ในยามจำเป็นหรือฉุกเฉิน เช่นสงครามเรือมาไม่ได้เราต้องพยายามปรับสัดส่วน นายสมิทธ์ กล่าว

นายสมิทธ์ กล่าวว่า แผนพลังงานความมั่นคงของประเทศไทยที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็น 51% ภายในปี 2037 และ 74% ในปี 2050 มีความเป็นไปได้และควรเดินหน้าตามจังหวะที่เหมาะสมมากกว่าการเร่งให้เร็วเกินแผน เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน ค่าไฟฟ้า และความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ โครงสร้างค่าไฟฟ้าของไทยกว่าครึ่งหนึ่งมาจากต้นทุนเชื้อเพลิง โดยแม้ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตในอ่าวไทยจะเป็นพลังงานในประเทศ แต่ราคายังอ้างอิงตลาดโลกบางส่วน ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งเป็นราคาตลาดโลก 100% ทำให้เมื่อราคาพลังงานโลกปรับตัวสูง ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเพิ่มขึ้น การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดอย่างค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยลดการนำเข้าพลังงาน สร้างเสถียรภาพให้ระบบไฟฟ้าในระยะยาว

แต่หากเร่งลงทุนเร็วเกินไป โดยเฉพาะในเทคโนโลยีที่ยังมีต้นทุนสูง เช่น ระบบแบตเตอรี่ที่ต้องนำเข้า อาจสะท้อนกลับมาเป็นค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิตและการส่งออก และหากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งทางเศรษฐกิจในภูมิภาค เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งยังใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไทยมีต้นทุนพลังงานสูงกว่า เนื่องจากพึ่งพาก๊าซธรรมชาติซึ่งมีราคาสูงกว่า แต่มีข้อดีคือสะอาดกว่า โดยโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงราว 0.4–0.5 เท่า เมื่อเทียบกับถ่านหิน

ทั้งนี้ ถ้าเราใช้เชื้อเพลิงที่แพงกว่าและผันตัวไปสู่พลังงานสีเขียวเร็วเกินไป ประเทศอาจเสียความสามารถในการแข่งขันเล็กน้อย โดยไทยควรเดินหน้าสู่พลังงานสะอาดในอัตราที่สอดคล้องกับคู่แข่งอาทิ เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและต้นทุนพลังงานที่ภาคธุรกิจยังสามารถแข่งขันได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กัลฟ์ ชี้พลังงานสะอาดต้องหาจุดสมดุล เตือนเร่งเร็วเกินไปดันค่าไฟสูง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...