โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก ภาวะมดลูกแตก ภาวะฉุกเฉินที่คุณแม่ควรรู้

INN News

อัพเดต 04 ก.พ. เวลา 09.16 น. • เผยแพร่ 30 ม.ค. เวลา 07.00 น. • INN News

มดลูกแตก ภาวะที่อันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์

ถ้าพูดถึง “ภาวะมดลูกแตก” เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน และสงสัยว่าคืออะไร เนื่องจากภาวะนี้เป็นภาวะที่ไม่ได้พบบ่อย แต่ถ้าหากพบจะมีความรุนแรง และอันตรายสูงมาก ดังนั้น ในบทความนี้จึงอยากจะมาให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะมดลูกแตก ว่าคืออะไร เกิดจากอะไร ใครที่มีความเสี่ยงบ้าง รวมถึงป้องกัน และรักษาได้อย่างไร เพื่อให้รู้เท่าทันต่อภาวะมดลูกแตก และสามารถรับมือได้อย่างเหมาะสม

มดลูกแตก คืออะไร

มดลูกแตก (Uterine Rupture)คือภาวะที่ผนังมดลูกฉีกขาดทะลุทุกชั้น ส่งผลให้โครงสร้างของมดลูกไม่สมบูรณ์ ทำให้ทารก เลือด หรือรก มีโอกาสหลุดออกนอกโพรงมดลูก เป็นภาวะฉุกเฉิน ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รับการรักษาอย่างเร่งด่วน อาจก่อให้เกิดการเสียเลือดรุนแรง เสี่ยงทั้งต่อแม่และเด็กในครรภ์เป็นอย่างมาก

มดลูกแตกเกิดจากอะไร

มดลูกแตก เกิดขึ้นได้จากสาเหตุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น

  • การใช้ยากระตุ้นการบีบตัวของมดลูก: การใช้ยากระตุ้นการคลอด ถ้าหากได้รับในปริมาณที่ไม่เหมาะสม มากเกินไป หรือน้อยเกินไป อาจส่งผลให้มดลูกบีบตัวแรง จนผนังมดลูกรับแรงกระแทกมากเกินไป ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะมดลูกแตกได้
  • มดลูกขยายตัว: มดลูกที่ขยายตัวผิดปกติ จากการตั้งครรภ์แฝด หรือทารกที่ตัวใหญ่ อาจทำให้ผนังมดลูกตึง หรือฉีกขาดได้
  • ความผิดปกติของมดลูกที่มีอยู่เดิม: ในบางกรณี ผู้หญิงบางคนอาจมีความผิดปกติของมดลูกอยู่แล้วแต่ไม่รู้ตัว เช่น มดลูกมีขนาดเล็ก หรือรูปร่างผิดปกติ เมื่อเกิดการตั้งครรภ์ มดลูกจึงไม่สามารถขยายตัวได้ตามปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการฉีกขาด
  • มดลูกได้รับแรงกระแทกรุนแรง: กรณีที่เคยประสบอุบัติเหตุรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อมดลูก จนทำให้เสี่ยงต่อภาวะมดลูกแตกได้
  • การคลอดติดขัด: กรณีที่การคลอดติดขัด หรือใช้เวลาคลอดนานกว่าปกติ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เสี่ยงต่อภาวะมดลูกแตกได้

ใครที่มีความเสี่ยงมดลูกแตก

มดลูกแตก ถือเป็นภาวะที่ไม่ได้พบบ่อยนัก แต่ส่วนใหญ่จะพบใน “คุณแม่ที่เคยผ่าคลอดมาก่อน” โดยเฉพาะผู้ที่เคยผ่าตัดคลอดในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน และมีแผลผ่าตัดแนวตั้งที่มดลูก, ผู้ที่คลอดทางช่องคลอดหลังจากมีประวัติผ่าตัดคลอดมาก่อน รวมถึงผู้ที่ได้รับยากระตุ้นการคลอด หรือผู้ที่ตั้งครรภ์หลายครั้งมาก

นอกเหนือจากนี้ ก็อาจสามารถเกิดขึ้นได้จากปัจจัยอื่น เช่น การใช้ยาเร่งคลอดปริมาณมากหรือนานเกินไป, เคยขูดมดลูก หรือผ่าตัดเนื้องอกมดลูก ,เกิดอุบัติเหตุกระแทกหน้าท้องอย่างรุนแรง หรือมดลูกขยายตัวมากเกินไป จากการตั้งครรภ์แฝด หรือทารกที่ตัวใหญ่มาก เป็นต้น

สัญญาณเตือนมดลูกแตกที่สังเกตได้

สำหรับอาการหรือสัญญาณเตือนภาวะมดลูกแตก จะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่โดยทั่วไปจะมีสัญญาณที่สังเกตได้ ดังนี้

  • ปวดท้องรุนแรง และปวดตลอดเวลา เหมือนกับมีอะไร “ฉีกขาด” ในช่องท้อง
  • มดลูกหดรัดตัวผิดจังหวะ หรือหยุดหดรัดตัวกะทันหัน
  • อ่อนเพลีย หน้ามืด ใจสั่น
  • เลือดออกทางช่องคลอดมากกว่าปกติ
  • กรณีตั้งครรภ์อยู่ การเต้นหัวใจของทารกอาจผิดปกติ

มดลูกแตกสามารถป้องกันได้ไหม

หลังจากอ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนคงจะตระหนักถึงความอันตรายของภาวะมดลูกแตกมากขึ้น และคงจะสงสัยว่าภาวะนี้สามารถป้องกันได้ไหม คำตอบคือ “ได้” โดยแนะนำให้หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น

  • ฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ และแจ้งประวัติการผ่าตัดมดลูกให้แพทย์ทราบ
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เรื่องวิธีคลอด
  • หากมีอาการผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ หรือใกล้คลอด แนะนำให้เข้าพบแพทย์ทันที

มดลูกแตก รักษาอย่างไร

มดลูกแตก ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน และควรได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ดังนั้น ถ้าหากมีอาการผิดปกติใด ๆ ควรเข้าพบแพทย์ทันที เพื่อให้แพทย์ประเมินปัญหา และพิจารณาการรักษา กรณีที่รอยแตกไม่รุนแรง แพทย์อาจเย็บซ่อมแซม แต่ถ้าหากเลือดออกไม่หยุดหรือแผลฉกรรจ์ แพทย์อาจมีความจำเป็นต้อง "ตัดมดลูก" เพื่อรักษาชีวิตของคุณแม่ไว้

สิ่งสำคัญในการรักษาภาวะมดลูกแตกคือ “ความเร็ว” ถ้าหากตรวจพบได้เร็วและเข้ารับการรักษาจากแพทย์อย่างเหมาะสม ก็จะเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ปลอดภัยสูงขึ้น

มดลูกแตก ยังสามารถมีลูกได้ไหม

หลายคนอาจสงสัยว่าถ้าเผชิญกับภาวะมดลูกแตกแล้ว ยังสามารถมีลูกได้ไหม ไม่ต้องกังวลไป เพราะถ้าหากมดลูกยังไม่ถูกตัดออก คุณแม่ก็ยังสามารถมีลูกได้ อย่างไรก็ตาม แนะนำให้เว้นระยะการมีบุตรออกไปอย่างน้อย 1-2 ปี เพื่อให้แผลหายสนิท และการตั้งครรภ์ครั้งถัดไป จะต้องคลอดด้วยวิธีผ่าคลอดเท่านั้น เพื่อป้องกันแผลปริแตกซ้ำ

ภาวะมดลูกแตก เป็นอีกความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะคนที่วางแผนจะมีลูก หรือคุณแม่ตั้งครรภ์ แนะนำให้ฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน กรณีที่มีอาการผิดปกติใด ๆ ควรเข้าพบแพทย์ทันที

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

thairath

praram9

sanook

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...