ถ้าพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นผลดีกับหุ้นตัวไหนบ้าง
หุ้นไทยหลังเลือกตั้ง นักวิเคราะห์เปิดหุ้นรับประโยชน์นโยบายเศรษฐกิจ"พรรคภูมิใจไทย" หลังชนะที่ 1 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
วันที่ 8 ก.พ. เวลาประมาณ 22.00 น. บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้นไทยรับรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยจากผลการนับคะแนนเลือกตั้งล่าสุด
จากรายงานผลคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ (วันที่ 8 ก.พ. 2569 เวลา 21.13 น. นับแล้ว 13%) พบว่าพรรคภูมิใจไทย มีคะแนนนำเป็นอันดับหนึ่ง โดยคาดได้จำนวน ส.ส. รวม 198 คน (แบ่งเป็น สส. เขต 178 คน และ สส. บัญชีรายชื่อ 20 คน) ทำให้มีโอกาสสูงที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ตามด้วยพรรคประชาชนที่ 97 คน (70+27) และพรรคเพื่อไทยที่ 86 คน (67+19)
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่าฉากทัศน์นี้จะส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้น เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพทางการเมืองมาก เพราะมีโอกาสเกิดการรวมตัวของขั้วอำนาจเดิมที่พลิกจากรัฐบาลเสียงข้างน้อยเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก และกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะเป็นไปตามไทมไลน์ที่ กกต. วางไว้ (กกต. ใช้เวลาอนุมัติ 30 วันและเปิดสภาอีก 15 วัน นั่นคือช่วงกลาง เม.ย. 2569)
“ประเมินว่านโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย เบื้องต้นจะสร้างผลกระทบต่อ GDP ที่ +0.50% โดยเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและการลงทุนผ่านเมกะโปรเจกต์ต่อเนื่องจากรัฐบาลเดิม เช่น Landbridge, Smart City เป็นต้น ”
ขณะที่ระยะสั้นมองตลาดหุ้นไทยมีโอกาสตอบสนองเชิงบวก (Bullish) เพราะชอบความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วและความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบาย โดยประเมิน SET มีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบ 1400 ทั้งนี้ระยะถัดไปมอง Fund Flow จะไหลเข้าต่อเนื่องหรือไม่ ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลใหม่จะสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนได้เพียงใด
กลยุทธ์ลงทุนระยะสั้นสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไรหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แนะนำ
- กลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง (STECON CK SCC)
- กลุ่มธนาคาร (BBL KTB KBANK) กลุ่มนิคม (WHA AMATA)
- กลุ่มสื่อสาร (ADVANC TRUE)
- กลุ่มโรงไฟฟ้า (GULF GUNKUL BANPU)
- กลุ่มค้าปลีก (CPALL BJC CRC CPN)
- กลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยว (BDMS AOT CENTEL ERW)
บล.พาย มองมีความเป็นไปได้สูงค่อนข้างมากที่พรรคภูมิใจไทยจะชนะการเลือกตั้งเป็นอันดับแรกและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่ได้เคยหาเสียงไว้ประกอบไปด้วย (ที่เกี่ยวกับตลาดหุ้น) คนละครึ่งพลัส ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท
และคาดว่าภายใต้กระทรวงการคลังจะอยู่ภายในการดูแลของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส (Quick big win) ที่มักจะชูโรงกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านคนละครึ่งดีกับหุ้นในกลุ่มค้าปลีก (BJC CPAXT CPALL) เครื่องดื่ม (ICHI OSP CBG) รวมไปถึงกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (STECON) กลุ่ม Non bank (MTC SAWAD TIDLOR)
ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ก็เป็นไปได้สูงว่าจะเป็นที่ของ คุณศุภจี ที่เน้นเปิดตลาดต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งจะดีกับหุ้นในกลุ่มส่งออก (ITC TU)
ณ ข้อมูลช่วง 20.44 นับคะแนนไปแล้ว 16% ภูมิใจไทยครองเสียงมากถึง 200 เสียง (คิดเป็น 40% ของจำนวนเสียงในสภา) ต้องการอีกเพียง 50 เสียงก็จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากได้ไม่ยาก ต้องถือว่าเสียงของรัฐบาลแข็งแกร่งและมีอำนาจค่อนข้างเต็มในการเดินนโยบาย (คาดว่าตลาดหุ้นจะตอบรับเชิงบวกจากความแข็งแกร่งของรัฐบาล)
บล.ซีจีเอสฯ คาดดัชนีหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นแรงหลังพรรคภูมิใจไทย ชนะการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ ดันดัชนีมีลุ้น 1,400 จุดในปีนี้
โบรกเกอร์รายนี้ยังระบุว่าชัยชนะที่ชัดเจนสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน เนื่องจากจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลราบรื่นและนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง
“คาดว่าเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) จะไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย หลังความเสี่ยงทางการเมืองลดลง”
สำหรับกลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์โดยตรงคือกลุ่มที่เชื่อมโยงกับพรรคแกนนำ (เช่น STEC, PTG) และกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน