โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ถอดสูตร 18 ปี ‘หมู-อาซาว่า’ จากผู้ปลุกปั้นอาณาจักรแฟชั่น-อาหาร สู่ก้าวใหม่ในบทบาท ‘ผู้จัดละคร’

Positioningmag

อัพเดต 05 ก.พ. เวลา 07.04 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. เวลา 07.03 น. • TopTen

หากพูดถึงชื่อ หมู-อาซาว่า หรือ พลพัฒน์ อัศวะประภา เชื่อว่ามีน้อยคนที่จะไม่รู้จัก เพราะ หมู-อาซาว่า ถือเป็นดีไซเนอร์ผู้ทรงอิทธิพลและผู้ก่อตั้ง Asava Group อาณาจักรไลฟ์สไตล์ที่เติบโตมานานกว่า 18 ปี ดังนั้น Positioning จะพาไปพูดคุยถึงแนวคิดการทำธุรกิจให้อยู่รอดในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และก้าวต่อไปจากนี้

จากแบรนด์แฟชั่น สู่อาณาจักรไลฟ์สไตล์ครบวงจร

หมู-อาซาว่า เริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นอาณาจักรว่า ครั้งแรกที่ก่อตั้งแบรนด์ Asavaคือ วันที่ 8 เดือน 8 ปี 2008 จากวันนั้นถึงวันนี้ 18 ปี ผ่านไป จากแบรนด์แฟชั่นก็ได้ขยายเป็นอาณาจักร Asava Groupประกอบด้วย 6 แบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอ ครอบคลุมธุรกิจแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และร้านอาหาร ได้แก่

  • Asava:แบรนด์แฟชั่นที่ถือเป็นพี่ใหญ่ ปัจจุบันสร้างรายได้ราว 30% ของกลุ่ม

  • ASV:น้องสาวคนรอง แต่มีการเติบโตโดดเด่นสุดในกลุ่ม คิดเป็นสัดส่วนรายได้ราว 20%

  • Uniform by Asava:แบรนด์ผู้ผลิตชุดยูนิฟอร์ม คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 30% เป็นอีกแบรนด์ที่ยังมีโอกาสเติบโต

  • White Asava:แบรนด์จัดชุดเจ้าสาว - เพื่อนเจ้าสาว และลูกค้าที่ต้องการชุด Customize ไว้ใช้ในโอกาสพิเศษ

  • MOO:แฟชั่นผู้ชายสไตล์สตรีท เพิ่งเติบโตได้แค่ 4 ปี และเปิดมาในช่วง COVID-19 ทำให้ปัจจุบันพึ่งค้นทางเจอว่ากลุ่มลูกค้าผู้ชายมองหาอะไร

  • Sava All Day Dining:ธุรกิจร้านอาหาร ปัจจุบันมี 2 สาขาที่เอ็มโพเรียม และเซ็นทรัล ชิดลม แม้จะมีแค่ 2 สาขา แต่สามารถสร้างรายได้ถึง 20% ของทั้งกลุ่ม


ต่างแบรนด์ก็ต่างโจทย์ที่ต้องแก้

หมู-อาซาว่า ยอมรับว่า ในปีที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่ท้าทาย เพราะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งภาวะเศรษฐกิจ สงคราม ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็มีโจทย์ที่ต้องแก้ เริ่มจาก Asava แบรนด์พี่ใหญ่ที่ต้องปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
“ตอนนี้ไม่ใช่แค่ไทย แต่สถานการณ์ทั่วโลก หลายประเทศเจอปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งมันส่งผลต่อธุรกิจรวมแฟชั่น จะเห็นว่าซูเปอร์แบรนด์ทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 15 แบรนด์ ขยับดีไซน์เนอร์หมด แต่เรายังถือว่าโชคดี แม้จะไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้เมื่อ 5 ปีก่อน แต่ก็เติบโตทุกปี”
โดยในปีนี้ Asava จะปรับปรุง Headquarter ที่สุขุมวิท 45 และจะเปิด Flagship store ใหม่ในรูปแบบ Stand-alone ใจกลางเมือง เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มองหา "Journey & Experience" พวกเขาต้องการสัมผัสตัวตนของแบรนด์ ต้องการคอมมูนิตี้ อีกทั้งต้องการยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ให้มีความเป็น Global luxury
“ประเทศรอบนอกเราพยายามพาแบรนด์แฟชั่นในประเทศเป็น Global luxury เราก็ต้องไปทางนั้น และตอนนี้ผู้บริโภคคนไทยอยากเดินร้านที่มีมิติ ไม่ใช่ Shop in Shop แบบในห้างฯ ซึ่งเหมาะกับกลุ่มนักท่องเที่ยวมากกว่า”
นอกจากนี้ กำลังมองหาโอกาสการเติบโตใหม่ ด้วยการขยายไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในตะวันออกกลาง เพราะมีกำลังสูง และเดินทางมาไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ


ASV น้องสาวคนรอง ต้องปรับให้จับต้องง่ายขึ้น

ในส่วนของแบรนด์ ASV เป็นอีกแบรนด์ที่เติบโตมากที่สุด ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มGen Z และ Millennialsโดยปีนี้ แบรนด์จะมีการ ปรับราคา ให้เข้าถึงง่ายขึ้น จากเดิมเริ่มต้นที่ 2,000 บาท อาจจะปรับเหลือ 1,000 ปลาย ๆ และจะเน้นที่ Concept, Mood Tone มากขึ้น
"พอพูดถึง Gen Z-Millennial ยังมีปัญหาเรื่องราคาอยู่ และลูกค้ากลุ่มนี้ ไม่วิ่งตามกระแสแฟชั่น แต่หาไวบ์ หาลุคที่ต้องการ ดังนั้น การสร้างไวบ์เป็นสิ่งสำคัญ หาของที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ กับไวบ์ที่ต้องการพรีเซ็นต์ตัวเอง ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปที่ความสบาย ความรีแล็กซ์ ดังนั้น แบรนด์เราต้องเปลี่ยนไปตามกลุ่มลูกค้าที่หวัง"


Uniform ยังไปได้ แต่กังวลแรงงานที่ลดลง

ในส่วนของ Uniform by Asava ถือเป็นอีกธุรกิจเด่นของกลุ่ม โดย หมู-อาซาว่า มองว่า จุดแข็งของ Uniform by Asava ที่ทำให้หลายบริษัทเลือกใช้บริการ คือ การที่เป็น Service Identity Designให้กับแบรนด์นั้น ๆ เข้าไปช่วยองค์กรสร้างอัตลักษณ์ผ่านตัวพนักงาน ตั้งแต่การวางคอนเซปต์กับทีมการตลาด ออกแบบให้สะท้อนภาพลักษณ์องค์กร
“ย้อนไป 15 ปีก่อน เราถือเป็นเจ้าแรก ๆ ที่เป็นดีไซน์เนอร์แบรนด์มาทำยูนิฟอร์ม จนตอนนี้สถาบันการเงินเกือบทุกแห่งในไทยเป็นลูกค้าเรา และเราก็พัฒนาเป็น One-stop Shop ที่ครบวงจร ลูกค้าสามารถวัดตัวออนไลน์ได้ สั่งซื้อออนไลน์ได้ เรามีไซส์ 200 ไซส์ ทั้งบนและล่าง"
อย่างไรก็ตาม หมู-อาซาว่า เองยอมรับว่า ธุรกิจนี้กำลังเผชิญความท้าทายด้าน ความยั่งยืนเนื่องจากโลกที่เปลี่ยนไป คนก็ลดลงหลายองค์กรปรับลดจำนวนพนักงาน ดังนั้น เขาเองก็เริ่มมองหาธุรกิจอื่น ๆ มาเสริม
“ลูกค้าเราส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่ต้องสัมผัสหรือติดต่อกับลูกค้า ต้องเป็น Front line เช่น ธุรกิจโรงแรม ธนาคาร โรงพยาบาล ไม่ใช่พนักงานโรงงานทั่วไป ซึ่งนี่ก็เป็นอีกความท้าทายของเราในอนาคต”


ร้านอาหารไม่ได้ทิ้ง ยังเป็นลูกรัก

ในส่วนของธุรกิจร้านอาหาร SAVA THAI THAI FLAVOURทาง หมู-อาซาว่า บอกว่าก็เป็นอีก ลูกรักและมองถึงโอกาสในการขยายสาขา โดยต้องการเปิดแบบ Stand-alone แต่ด้วย ราคาที่จับกลุ่มลูกค้ากลุ่มกลาง-บน ทำให้หาทำเลที่เหมาะสมได้ยาก ในส่วนของการขยายไปต่างประเทศ มีวางแผนไว้ โดยคุยกับพาร์ทเนอร์ที่จีน, ไต้หวัน และฮ่องกง แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจของโลก มองว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของธุรกิจอาหาร นอกเหนือจาก SAVA THAI THAI FLAVOUR แล้ว ทาง หมู-อาซาว่า ก็ได้ร่วมกับ ยูกิ-ศรีกาญจนา เจ้าของแบรนด์ NARA Thai Cuisine ในการเปิดแบรนด์ Co-Limited (โค ลิมิเต็ด) ร้านอาหารอีสานและสตรีทฟู้ดพรีเมียม ซึ่งในส่วนของแบรนด์ Co-Limited กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในตลาดต่างประเทศ ทั้งฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และอินโดนีเซีย และมีแผนจะขยายสาขาเพิ่มอีก


เข้าสู่ธุรกิจบันเทิง ด้วยแพชชั่นที่ไม่เคยใช้

แม้ว่า Asava Group จะมีแบรนด์ถึง 6 แบรนด์ในเครือ แต่ หมู-อาซาว่า ก็ยังไม่หยุดที่จะหา ธุรกิจใหม่โดยล่าสุด เขาได้สยายปีกสู่โลกแห่งคอนเทนต์และบันเทิง ด้วยบทบาท ผู้จัดละครภายใต้บริษัท Asava Studio และธุรกิจบริหารศิลปินภายใต้บริษัทMJ Managementอย่างไรก็ตาม 2 บริษัทนี้จะไม่ได้อยู่ใน Asava Group
"พี่ชายเป็นประธาน MONO29 และเราก็เป็นกรรมการ แต่ช่องเขาไม่มีละครวัยรุ่น เพราะตอนนี้คนที่จ่ายเงินให้แพลตฟอร์มจะดูซีรีส์วาย ดูซีรีส์วัยรุ่น เพราะโตขึ้นไปไม่ค่อยจ่าย ชินกับการดูฟรี ถ้าจะให้ช่องโต ต้องมีซีรีส์วัยรุ่นช่วยขับเคลื่อน แต่ในช่องไม่มีคนที่ถนัดกลุ่มนี้ เน้นเรื่องบู๊ ผี เขาเลยโยนให้เราทำ"
การทำซีรีส์ไม่ใช่แค่โอกาสทางธุรกิจ เพราะตอนนี้ตลาดซีรีส์แนว Y และ Yuri ที่กำลังเป็นที่ต้องการของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและกลุ่มผู้ชมรุ่นใหม่ แต่ หมู-อาซาว่า อธิบายว่า มันคือการกลับมา หยิบแพชชั่นที่เคยฝังไว้มาใช้
"เรามองว่าเราชอบ เพราะจบการแสดง เป็นหนึ่งในแพชชั่นที่ไม่ได้ใช้ ประกอบกับโอกาสที่เข้ามา เลยมองว่าเป็นอีกช่องทางที่เราทำได้ ทุกธุรกิจที่เราทำ ไม่ใช่ว่าทำเพื่อให้พอร์ทโต แต่ทำเพราะอยากทำ ชอบ"
โดย หมู-อาซาว่า มองว่า ในปีนี้จะผลิตคอนเทนต์ประมาณ 3-4 เรื่อง ป้อนช่อง MONO29 และขายไปญี่ปุ่น ไต้หวัน


ความยากคือ บาลานซ์ความชอบและการเติบโต

จากธุรกิจแฟชั่น สู่อาณาจักรไลฟ์สไตล์ และกำลังกระโดดสู่ธุรกิจบันเทิง สิ่งหมู-อาซาว่า มองว่ายากที่สุดในการทำธุรกิจ คือ การบาลานซ์ระหว่างการเติบโตของธุรกิจกับความชอบส่วนตัวให้มันควบคู่กัน โดยที่ เราไม่ขยะแขยงงานตัวเอง
"สิ่งที่ถูกใจเรามันมีมูลค่าทางธุรกิจด้วย ดังนั้น เราต้องบาลานซ์ เราเอาความชอบเรานำไม่ได้ หรือพนันกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ต้องคิดถึงลูกน้อง ความมั่นคงของลูกน้อง"
สุดท้าย หมู-อาซาว่า มองว่า Asava Group ไม่ได้ต้องการเติบโตอย่างก้าวกระโดดเหมือนในอดีต แต่ต้องเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่องทุกปีก็พอ
"ตอนนี้เป็นช่วงต่อยอดแล้ว ผ่านช่วงวิ่งไล่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดมาแล้ว เราต้องการโตอย่างมั่นคงมากกว่า เพราะโอกาสพลาดพลั้งน้อย ดำเนินธุรกิจด้วยความไม่ประมาท มีสติมากขึ้น บริหารความเสี่ยงต่อบริษัท อะไรเสี่ยงมาก เราก็ต้องคิดให้หนัก" หมู-อาซาว่า ทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...