โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เผยภาพนาทีประวัติศาสตร์! นักดาราศาสตร์พบดาวฤกษ์ยักษ์ดับแสง พลิกทฤษฎีกลายเป็น “หลุมดำ” โดยไม่เกิดซูเปอร์โนวา

SPACEMAN

อัพเดต 15 ก.พ. เวลา 10.35 น. • เผยแพร่ 15 ก.พ. เวลา 03.35 น. • SPACEMAN มนุษย์อวกาศ

ทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติประสบความสำเร็จในการไขปริศนาปรากฏการณ์หายากในห้วงอวกาศ เมื่อตรวจพบดาวฤกษ์มวลมหึมาในกาแล็กซีแอนดรอเมดาดับสูญลงและยุบตัวกลายเป็นหลุมดำโดยตรง โดยไม่มีการระเบิดครั้งใหญ่ที่เรียกว่า "ซูเปอร์โนวา" อย่างที่เคยเชื่อกันมาตลอดว่าต้องเกิดขึ้น ซึ่งการค้นพบครั้งนี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีมานานหลายทศวรรษแต่หาชมได้ยากยิ่ง

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2557 กล้องโทรทรรศน์ NASA ได้บันทึกภาพดาวฤกษ์ดวงหนึ่งในกาแล็กซีแอนดรอเมดาที่ค่อย ๆ สว่างขึ้นในย่านรังสีอินฟราเรด โดยดาวดวงนี้ส่องสว่างต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 3 ปี ก่อนที่แสงจะหม่นลงอย่างรวดเร็วและหายวับไป ทิ้งไว้เพียงกลุ่มฝุ่นที่ลอยฟุ้งกระจายอยู่รอบบริเวณ แม้เหตุการณ์นี้จะถูกบันทึกไว้ได้ในขณะนั้น แต่กลับไม่มีใครสังเกตเห็นจนกระทั่งทีมนักวิจัยนำโดยศาสตราจารย์ คิชาเลย์ เด จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้นำข้อมูลเก่าจากหอจดหมายเหตุมาวิเคราะห์อย่างละเอียด จนพบว่านี่คือนาทีการให้กำเนิดหลุมดำรูปแบบใหม่ที่นักดาราศาสตร์เฝ้าติดตามมานาน

ดาวฤกษ์ดวงนี้มีชื่อรหัสว่า M31-2014-DS1 ตั้งอยู่ในกาแล็กซีแอนดรอเมดาซึ่งเป็นกาแล็กซีเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุดของทางช้างเผือก อยู่ห่างจากโลกประมาณ 2.5 ล้านปีแสง เดิมทีดาวดวงนี้เป็นดาวฤกษ์มวลมหึมาประเภทยักษ์ใหญ่ที่สูญเสียไฮโดรเจนไปเกือบหมด โดยในช่วงก่อตัวมันมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 13 เท่า แต่ก่อนที่จะดับสูญ มวลของมันลดลงเหลือประมาณ 5 เท่าของดวงอาทิตย์เนื่องจากสูญเสียมวลผ่านลมดาวฤกษ์ที่พัดกระโชกอย่างรุนแรงตลอดอายุขัย

ตามทฤษฎีดาราศาสตร์ดั้งเดิม ดาวฤกษ์ที่มีมวลขนาดนี้ควรจะจบชีวิตลงด้วยการระเบิดซูเปอร์โนวาที่สว่างไสวไปทั่วทั้งกาแล็กซี ก่อนที่แกนกลางจะยุบตัวลงเป็นดาวนิวตรอนหรือหลุมดำ แต่ในกรณีของ M31-2014-DS1 กลับเกิดสิ่งที่เรียกว่า "การยุบตัวโดยตรง" ซึ่งหมายถึงแกนกลางของดาวไม่ได้ถูกแรงดันจากการระเบิดผลักออกไป แต่กลับถล่มลงเข้าหาตัวเองทั้งหมดด้วยแรงโน้มถ่วงมหาศาล จนหายไปจากสายตาและกลายเป็นหลุมดำอย่างเงียบเชียบ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนภายในตัวดาวที่แรงโน้มถ่วง ความดันก๊าซ และคลื่นกระแทกอาจมีปฏิสัมพันธ์กันในรูปแบบที่คาดเดาได้ยาก

การค้นพบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวงการดาราศาสตร์ เพราะแม้เราจะรู้จักหลุมดำมานานกว่า 50 ปี และตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงจากพวกมันมาแล้วมากมาย แต่กระบวนการก่อตัวที่แน่นอนของหลุมดำจากดาวฤกษ์แต่ละประเภทนับเป็นเรื่องที่ยังถกเถียงกันอยู่ ข้อมูลจากการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การดับสูญของดาวฤกษ์โดยไม่เกิดการระเบิดอาจเกิดขึ้นบ่อยกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยประเมินไว้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการทำความเข้าใจจำนวนประชากรดาวฤกษ์และการหมุนเวียนของสสารในจักรวาล

สำหรับก้าวต่อไปของการศึกษานี้ ทีมนักวิจัยวางแผนที่จะใช้ข้อมูลจากภารกิจ NEOWISE ของนาซา และการสังเกตการณ์ในย่านรังสีอินฟราเรดเพื่อค้นหาดาวฤกษ์ดวงอื่น ๆ ที่อาจมีจุดจบแบบเงียบสงบเช่นนี้อีก โดยนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ายังมีดาวฤกษ์อีกจำนวนมากที่หายไปจากท้องฟ้าโดยที่เราไม่ทันสังเกตเห็น และการทำความเข้าใจกระบวนการนี้จะช่วยเติมเต็มจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญเกี่ยวกับวัฏจักรชีวิตของดวงดาวในเอกภพได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ข้อมูลอ้างอิง: Columbia University

  • View Yet of a Star Collapsing Into a Black Hole
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...