ทะลุมิติเป็นบุตรสาวดยุคพร้อมระบบเซียนเกม
ข้อมูลเบื้องต้น
อารีย์ เกมเมอร์หญิงที่เสพติดเกมและความท้าทายได้ทะลุมิติโดยไม่ทราบสาเหตุและพบว่าตัวเองกลายเป็นอลิเซีย เด็กหญิงวัยแปดขวบที่มีค่าสถานะสุดโกงพร้อมกับระบบเซียนเกม
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย เกมจันทราสีเลือดมีตัวละครแบบนี้อยู่ด้วยงั้นเหรอ ค่าสถานะแบบนี้จะจอมมารหรือราชามังกรก็ไม่ใช่ปัญหา แต่แบบนี้จะไปสนุกอะไรกันเล่า โธ่เอ้ยยย!!
แจ้งผู้อ่านทุกท่าน
จะทำการติดเหรียญหลังจากตอนที่ 31 เป็นต้นไป(ตอนละ 3 เหรียญจ้ะ)
บทนำ บุตรสาวของดยุคเวอร์มิลเลียน
“บ้าเอ้ย” เสียงสบถที่ไม่มีความดุร้ายแม้แต่น้อยเพราะเจ้าของเสียงนั้นเป็นเพียงเด็กหญิงวัยแปดขวบปี เด็กหญิงตัวน้อยสวมชุดกระโปรงยาวสีเหลืองครีมสดใส ดวงตากลมโตสีแดงเปล่งประกายสดใสราวกับทับทิมล้ำค่าเช่นเดียวกับเส้นผมสีเงินที่ดูสว่างไสวเมื่อสัมผัสแสงแดด ลักษณะเหล่านี้คือจุดเด่นของสายเลือดตระกูล ‘เวอร์มิลเลียน’ ตระกูลของดยุคผู้ปกครองอาณาเขตเวอร์มิลเลียน พื้นที่สำคัญของอาณาจักรเรเวนมาตลอดทุกยุคสมัย
ตระกูลดยุคเวอร์มิลเลียนถือเป็นตระกูลเก่าแก่ที่แม้แต่ราชวงศ์เรเวนนอร์ก็ยังให้ความเกรงใจ ทว่าแม้จะมีชาติตระกูลที่ยอดเยี่ยมมากเพียงใดแต่ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ทุกคนล้วนแต่ต้องพบเจอปัญหาที่น่าหนักใจเป็นของตัวเองกันทั้งสิ้น
แม้แต่แม่หนูน้อย ‘อลิเซีย เวอร์มิลเลียน’ บุตรีและหลานสาวคนเล็กของบ้านเวอร์มิลเลียนเองก็กำลังพบเจอปัญหาไม่ต่างกัน
“ไอ้เรื่องการทะลุมิติเข้าไปในโลกเกมเนี่ย ปกติแล้วมันจะต้องส่งไปอยู่ในร่างของตัวละครสำคัญอย่างตัวเอกหรือไม่ก็ตัวร้าย อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะเป็นตัวประกอบของเรื่องไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมฉันที่อุตส่าห์ได้มีโอกาสทะลุมิติมาทั้งทีถึงได้มาโผล่ในร่างของตัวละครที่ไม่เคยแม้แต่จะถูกกล่าวถึงในเกมแบบนี้กันละ เป็นสมาชิกของตระกูลตัวประกอบไม่พอตัวละครของฉันยังไม่สำคัญจนไม่เคยถูกเรียกชื่อออกมาเลยสักครั้งด้วยซ้ำ”
“ที่น่าปวดหัวยิ่งกว่าก็คือ ไอ้ตระกูลตัวประกอบที่ว่ามันดันเป็นตระกูลที่โดนตัดบทตั้งแต่ก่อนเนื้อเรื่องเกมจะเริ่มด้วยซ้ำ เป็นแค่ชื่อตระกูลที่ถูกพูดถึงอยู่บ้างแค่นั้น” เด็กหญิงพองแก้มบ่นด้วยความเบื่อหน่าย
“ที่สำคัญที่สุดก็คือ ไอ้ค่าสถานะนี่มันบ้าอะไรมิทราบ!?”
อลิเซีย เวอร์มิลเลียน อายุ 8 ปี
ความแข็งแกร่ง C(SSS)
ความเร็ว C(SSS)
สติปัญญา A(SSS)
พลังเวทมนตร์ B(SSS)
พรสวรรค์ SSS
“เด็กแปดขวบบ้านไหนมีค่าสถานะสูงขนาดนี้มิทราบ แถมยังมีระบบเซียนเกมเป็นของแถมมาอีก นี่มันน่าเบื่อเกินไปแล้ว ถ้าจะให้ฉันมาอยู่ในโลกเกมจีบหนุ่มความยากระดับนรกก็ส่งฉันไปอยู่ในร่างของตัวหลักหรือไม่ก็ตัวร้ายเซ่ ให้เป็นตัวหลักที่มีภูมิหลังรันทดหดหู่ต้องผ่านความยากลำบากและหายนะนับไม่ถ้วน หรือไม่ก็ตัวร้ายที่ไร้ประโยชน์ ค่าสถานะอ่อนแอยิ่งกว่าสไลม์และมีดีแค่การอวดอ้างบารมีของตระกูลเต็มไปด้วยรูทมรณะ แบบนั้นสิถึงจะน่าสนใจน่ะ”
ใช่แล้ว อลิเซีย เวอร์มิลเลียนหรือตัวจริงก็คือ ‘อารีย์ ชาติวิริยะ’ หญิงสาววัยยี่สิบสี่ที่เป็นโอตาคุตัวยง ไม่ว่าจะเป็นเกม อนิเมะ มังงะและนิยาย ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับความแฟนตาซีล้วนเป็นสิ่งที่เธอชื่นชอบทั้งสิ้น ทว่าความชื่นชอบของเธอนั้นยังมีสิ่งที่ถูกเรียกว่า ‘ชื่นชอบเป็นพิเศษ’ รวมอยู่ด้วยเช่นกัน
ความชื่นชอบพิเศษของเธอก็คือการท้าทายเกมที่มีระดับความยากสูงกว่าเกมทั่วไป ยิ่งเกมไหนที่ขึ้นชื่อว่ายากเธอก็ยิ่งชื่นชอบ ถึงขนาดที่เรียกได้ว่าเสพติดการเล่นเกมที่มีความยากระดับนรกเลยทีเดียว
เพราะแบบนั้น ทั้งที่อุตส่าห์ได้ทะลุมิติมาแบบงงๆอย่างที่ฝันเอาไว้ อีกทั้งยังได้ทะลุมาอยู่ในเกม ‘จันทราสีเลือด’ เกมจีบหนุ่มที่ยากที่สุดในโลก แต่กลับกลายเป็นว่าตัวเธอไม่ถูกส่งไปอยู่ในร่างตัวละครหลัก แต่กลับถูกส่งมาอยู่ในตัวละครที่ไม่เคยถูกกล่าวถึงเสียได้
เรื่องที่น่าเจ็บปวดที่สุดก็คือ ตัวละครที่ไม่เคยถูกกล่าวถึงนี้กลับกลายเป็นตัวละครที่แข็งแกร่งมาก อีกทั้งยังมีของแถมอย่าง ‘ระบบเซียนเกม’ ติดตัวมาด้วยทำให้ตัวเธอไม่ต่างจากผู้เล่นที่เข้าเกมมาพร้อมสูตรโกง สำหรับคนที่เสพติดเกมระดับยากเป็นชีวิตจิตใจแล้วนี่เป็นเรื่องที่เธอรู้สึกรับไม่ได้อย่างมาก
อารีย์ที่บัดนี้อยู่ในร่างของอลิเซียหลับตาลงก่อนจะครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ‘ไม่สิ ถึงแม้ร่างนี้จะแข็งแกร่งมากแต่ตามเนื้อเรื่องของเกมแล้วตระกูลเวอร์มิลเลียนจะเป็นเพียงตระกูลที่ล่มสลายและเหลือแค่สุสานเพื่อเอาไว้ใช้ล่าสมบัติเท่านั้น นั่นหมายความว่าตัวละครของเราเองก็คงไม่รอดเพราะเหตุการณ์บางอย่างเช่นกัน’
ดวงตาของเด็กหญิงเปล่งประกาย ‘เหตุการณ์ที่ทำให้ตระกูลเวอร์มิลเลียนถึงคราวล่มสลายคืออะไรกันนะ ถ้าจำไม่ผิดในเกมมีการกล่าวถึงเรื่องการบุกโจมตีของแม่ทัพปีศาจที่ทำให้เขตปกครองเวอร์มิลเลียนเสียหายอย่างรุนแรงสินะ แม่ทัพปีศาจตัวไหนกันที่สามารถทำลายตระกูลเวอร์มิลเลียนที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรเรเวนได้สำเร็จ ช่างเถอะ จะเป็นตัวไหนก็ช่างแต่นี่หมายความว่ายังมีความท้าทายที่น่าตื่นเต้นเฝ้ารอเราอยู่!’
‘ฮึๆ ถึงจะไม่ใช่ตัวละครที่ต้องการแต่ก็ยังเป็นตัวละครที่ถูกปักธงเดธแฟลกเอาไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว พอคิดแบบนี้ก็รู้สึกว่าน่าสนใจขึ้นมาไม่น้อยเลยแฮะ’
“คุณหนู คุณหญิงต้องการพบกับคุณหนูเจ้าค่ะ” ขณะที่กำลังครุ่นคิดอะไรเพลินๆเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงของสาวใช้คนสนิทที่ชื่อว่าเรมิ
อลิเซียทะลุมิติมาอยู่ในเกมจันทราสีเลือดได้หนึ่งสัปดาห์แล้วดังนั้นเธอจึงเริ่มคุ้นเคยกับวิถีชีวิตในฐานะคุณหนูอลิเซีย เวอร์มิลเลียนอยู่พอประมาณ ช่วงแรกเธอต้องใช้เวลาทำความเข้าใจอยู่พักใหญ่จนได้รู้และแน่ใจว่าตัวเองทะลุมิติมาอยู่ในเกมนี้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
ช่วยไม่ได้ เพราะชื่ออลิเซีย เวอร์มิลเลียนไม่เคยอยู่ในหัวของเธอและแม้แต่ชื่อตระกูลเวอร์มิลเลียนก็ยังเป็นแค่ตัวประกอบที่ถูกกล่าวถึงแต่ไม่เคยโผล่ออกมาอย่างจริงจังในเกมด้วยเช่นกัน ต้องขอบคุณการพยายามศึกษาค้นคว้าข้อมูลทำให้เธอได้เจอกับชื่อที่คุ้นเคยอย่างเช่นอาณาจักรเรเวนและราชวงศ์เรเวนนอร์ หลังจากขยายผลอีกเล็กน้อยเธอก็มั่นใจแล้วว่าตัวเองอยู่ในโลกของเกมจันทราสีเลือดจริงๆ ส่วนเรื่องที่ว่าอยู่ในช่วงเวลาไหน เธอคาดเดาว่าน่าจะอยู่ในช่วงประมาณห้าปีก่อนที่เนื้อเรื่องของเกมจะเริ่มต้นขึ้น
ถ้าจะถามว่าอ้างอิงจากอะไร ก็คงต้องบอกว่าอ้างอิงจากอายุของตัวละครสำคัญอย่าง วินเซนต์ เรเวนนอร์ หนึ่งในพระเอกของเกมจันทราสีเลือด ดูจากนามสกุลก็บอกได้เลยว่าอีกฝ่ายเป็นสมาชิกของราชวงศ์ผู้ปกครองอาณาจักร และสถานะของวินเซนต์ก็คือองค์ชายลำดับที่สอง มีอำนาจเป็นรองรัชทายาทและจะกลายเป็นรัชทายาทคนต่อไปหลังจากเหตุการณ์หลายๆอย่างที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ช่วงเริ่มต้นของเกมผู้เล่นจะได้รับบทเป็นหญิงสาวที่มีสายเลือดขุนนางแต่เพราะมารดาเป็นเพียงหญิงสาวสามัญชนจึงไม่ได้รับการยอมรับ หลังจากบิดาเดินทางกลับไปที่เขตปกครองของตนเองนางเอกของเรื่องก็จะถูกทิ้งให้อยู่กับมารดาจนกระทั่งอายุครบสิบสามปี ในตอนนั้นพลังเวทในตัวของนางเอกจึงตื่นขึ้นพร้อมกับพรสวรรค์ที่หาได้ยากจึงถูกทาบทามให้เข้าเรียนในโรงเรียนการ์เดียน โรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ปกครองพิเศษซึ่งเป็นกลางจากทุกฝ่าย เป็นสถานศึกษาที่รวบรวมเอาอัจฉริยะของทุกอาณาจักรมาไว้ในที่เดียวกัน แม้แต่รุ่นเยาว์จากเผ่าพันธุ์อื่นๆเองก็ถูกส่งมาเข้าเรียนที่นี่ด้วยเช่นกัน
เป้าหมายของโรงเรียนการ์เดียนก็คือการฝึกสอนเด็กรุ่นใหม่เพื่อให้กลายเป็นกำลังรบของเผ่าพันธุ์พันธมิตรซึ่งทำสัญญาร่วมกันเพื่อต่อต้านการรุกรานของเผ่าปีศาจ ถือเป็นเนื้อเรื่องดาษดื่นที่หาได้ทั่วไปในเกม นิยายหรือการ์ตูนลักษณะนี้
แม้ประวัติของนางเอกจะดูดีเพราะเธอครอบครองพรสวรรค์ที่หาได้ยาก แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่าคนสร้างเกมนี้มันโรคจิตได้ใจของเธอเป็นอย่างมาก ทั้งที่ตัวนางเอกมีพรสวรรค์และค่าสถานะสูงไม่ธรรมดาแต่เธอกลับมีชะตาชีวิตที่ยากลำบากและต้องเจอกับอันตรายจำนวนนับไม่ถ้วน ระดับความยากนรกแตกของเกมนี้ไม่ได้ถูกเรียกขึ้นมาเล่นๆแต่มันยากมากอย่างแท้จริง ยากชนิดที่ว่าจำนวนการตายของเธอมากกว่ายี่สิบครั้งกว่าจะเล่นจนจบ
อย่าได้มองว่ายี่สิบครั้งเป็นจำนวนธรรมดาๆ เพราะตัวอารีย์นั้นเป็นนักเล่นเกมที่ถูกขนานนามว่า ‘เทพธิดาไร้พ่าย’ เนื่องมาจากฝีมือในการเล่นเกมของเธอ ไม่ว่าจะเป็นเกมแนวไหนเธอก็สามารถเล่นได้เก่งมากจนทำให้เธอหมดความสนใจในเกมที่ต้องเล่นออนไลน์กับคนอื่นไปโดยสิ้นเชิง เนื่องจากเธอรู้สึกว่ามันง่ายจนเกินไปจึงเริ่มเปลี่ยนมาแสวงหาความท้าทายรูปแบบอื่นๆแทน
ดังนั้นจำนวนการตายเกินยี่สิบครั้งสำหรับอารีย์แล้วถือได้ว่าเป็นหลักฐานที่แสดงระดับความยากของเกมจันทราสีเลือดเป็นอย่างดี จะบอกว่าเป็นเกมที่ยากที่สุดตั้งแต่ที่เธอเล่นมาก็ยังได้
นอกเรื่องนานไปหน่อย ย้อนกลับมาหลังจากที่สาวใช้มาแจ้งเธอก็ตอบรับเสียงใสและเดินออกจากห้องนอนของตัวเองไปทักทายสาวใช้คนสนิทของเธอ
“ไปกันเถอะพี่เรมิ”
“คุณหนู น่ารักเสียจริง” เรมิ เมดสาวใช้อายุสิบสองมองดุคุณหนูของตัวเองด้วยความหลงใหลชื่นชม สมแล้วที่เป็นลูกสาวของท่านดยุคและดัชเชสเวอร์มิลเลียน เด็กหญิงคนนี้ได้รับสิ่งดีๆจากผู้เป็นพ่อแม่ไปทั้งหมดไม่ตกหล่นเลยแม้แต่น้อย
อลิเซียกลอกตาให้กับท่าทางหลงใหลได้ปลื้มของสาวใช้ ทั้งที่หนึ่งสัปดาห์ก่อนตอนที่เธอมาอยู่ในร่างนี้อีกฝ่ายยังดูเป็นเด็กสาวขี้กลัวและขี้อายคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเวลาแค่หนึ่งสัปดาห์ทำไมถึงได้เปลี่ยนมาเป็นสาวใช้ที่ดูโรคจิตคลั่งไคล้เจ้านายแบบนี้ได้
แต่ก็ว่าอีกฝ่ายได้ไม่เต็มปาก เพราะร่างของคุณหนูอลิเซีย เวอร์มิลเลียนผู้นี้ดูไปแล้วไม่ต่างจากตุ๊กตาที่งดงามเลยสักนิด ถ้าเปลี่ยนเป็นเธอได้เจอเด็กหญิงหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูแบบนี้ก็คงหลงเสน่ห์และตกหลุมรักไม่ต่างกันเท่าไหร่นักหรอก เพียงแต่พอเป็นร่างของตัวเองแล้ว ชื่นชมอยู่สามสี่วันหลังจากนั้นก็หมดความเห่อไปเรียบร้อยแล้วละ
เรมิพาอลิเซียมุ่งหน้าไปที่ห้องรับแขกของคฤหาสน์เวอร์มิลเลียน ในห้องนั้นมีคนที่เธอรู้จักคุ้นเคยอยู่สองคน คนแรกก็คือหญิงวัยสามสิบกลางๆที่มีเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนและดวงตาสีมรกตงดงาม คนผู้นี้ย่อมต้องเป็นดัชเชสแห่งตระกูลเวอร์มิลเลียนที่มีชื่อว่า ‘เอมิล เวอร์มิลเลียน’ ท่านแม่ของเธอผู้นี้แท้จริงแล้วมาจากตระกูลแซนดาร์ หนึ่งในตระกูลขุนนางระดับมาร์ควิสของอาณาจักรเรเวนนอร์ ถือเป็นตระกูลที่เป็นมิตรสหายที่ดีของตระกูลเวอร์มิลเลียน ดังนั้นท่านพ่อและท่านแม่จึงรู้จักกันตั้งแต่ยังเด็กและคบหาดูใจกันภายใต้ความยินดีของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย
สีผมและสีตาของอลิเซียมาจากสายเลือดตระกูลเวอร์มิลเลียน แต่ลักษณะของคิ้วและดวงตาของเธอกลับคล้ายคลึงเอมิลผู้เป็นแม่มากกว่า เพราะปกติตระกูลเวอร์มิลเลียนจะมีดวงตาและคิ้วที่เฉียบคมราวกับดาบ แต่ดวงตาของอลิเซียกลับกลมโต เปล่งประกายและดูน่าดึงดูดเหมือนผู้เป็นมารดา
อีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ก็คือพี่ชายคนที่สองของเธอ ‘ออกัสต์ เวอร์มิลเลียน’ จากพี่น้องทั้งสามออกัสต์พี่ชายคนรองนั้นสนิทสนมกับอลิเซียมากที่สุดเพราะเขาโตกว่าเด็กหญิงแค่สี่ปี แตกต่างจากพี่ชายคนโต ‘อาเธอร์ เวอร์มิลเลียน’ ที่มีอายุเยอะกว่าอลิเซียถึงเก้าปีเต็มจึงไม่ค่อยสนิทสนมใกล้ชิดกันมากนัก แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่มีปัญหาอะไรต่อกัน
“อลิเซีย!” ออกัสต์ เวอร์มิลเลียนพี่ชายของเธอมีลักษณะเหมือนกับคนตระกูลเวอร์มิลเลียนโดยมาตรฐาน แต่กลับมีนิสัยที่ร่าเริงสดใสและใจดีแบบเดียวกับผู้เป็นแม่ ผิดกับพ่อและพี่ชายที่มีลักษณะเงียบขรึมจริงจังมากกว่า
“ท่านแม่ ท่านพี่” อลิเซียยิ้มหวานทักทายคนทั้งสองตามมารยาท
“อ้า เจ้าตัวเล็กของแม่น่ารักจังเลย” เอมิลคว้าตัวของลูกสาวเข้าไปกอดอย่างอดใจไม่ไหว
อลิเซียยิ้มเจื่อนและหันไปขอความช่วยเหลือจากพี่ชายแต่ออกัสต์กลับหัวเราะออกมาอย่างขบขันเมื่อเห็นท่าทีจนใจของน้องสาว
ครอบครัวเวอร์มิลเลียนนั้นอบอุ่นและสมบูรณ์แบบมาก แต่เพราะแบบนั้นอลิเซียถึงรู้สึกเบื่อหน่ายเพราะอะไรๆก็ง่ายก็ดีไปหมด มันไม่ใช่สถานการณ์ที่เธออยากพบเจอเลยสักนิด
หลังกอดรัดบุตรสาวจนพอใจแล้ว เอมิลจึงปล่อยตัวอลิเซียและกระแอมเบาๆก่อนจะพูดเรื่องจริงจังขึ้นมา “อลิเซีย ลูกจำที่แม่เคยบอกเอาไว้เมื่อเดือนก่อนได้ใช่ไหม อีกสามวันลูกจะต้องเตรียมตัวเพื่อทำการตรวจวัดพรสวรรค์แล้วนะ”
“ตรวจวัดพรสวรรค์?” อลิเซียนึกขึ้นได้ แม้การตรวจวัดพรสวรรค์จะไม่ใช่ฉากที่มีอยู่ในเกมแต่ก็มีการกล่าวถึงอยู่หลายครั้งเพราะมันเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากในเซ็ตติ้งของโลกเกมจันทราสีเลือดนี้ ผู้คนจะถูกตัดสินว่ามีคุณค่ามากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับระดับพรสวรรค์ของพวกเขา
นางเอกของเกมเองก็ได้ยกระดับฐานะของตัวเองเพราะการตรวจวัดพรสวรรค์เช่นกัน แต่ปกติแล้วการวัดพรสวรรค์จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อพลังของคนๆนั้นตื่นขึ้นมา อย่างเช่นตัวนางเอกก็ได้ทำการตรวจพรสวรรค์ตอนที่อายุสิบสามปีหลังจากที่พลังตื่นขึ้น
“ท่านแม่ ไม่ใช่ว่าต้องรอให้พลังของข้าตื่นขึ้นก่อนหรอกหรือ” อลิเซียเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“เจ้าเด็กคนนี้ไม่ได้ฟังที่แม่อธิบายเลยสินะ” เอมิลเอ่ยอย่างจนใจ “สำหรับตระกูลขุนนางอย่างพวกเราแล้วไม่จำเป็นต้องรอให้พลังตื่นขึ้นมา เพราะสายเลือดขุนนางอย่างพวกเรามีการสืบทอดพรสวรรค์ผ่านทางสายเลือดอยู่แล้ว ผิดกับพวกสามัญชนที่ยากจะค้นหาผู้มีพรสวรรค์ ดังนั้นสำหรับคนทั่วไปพวกเขาจึงต้องรอให้พลังตื่นขึ้นจึงค่อยได้รับอนุญาตให้ตรวจสอบ ส่วนพวกเราตระกูลขุนนางจะทำการตรวจตั้งแต่ยังอายุน้อย”
“เหอะๆ ที่จริงแล้วสำหรับตระกูลของเราเรื่องนี้ไม่ได้สำคัญอะไรนักหรอก แต่ขุนนางตระกูลอื่นน่ะมองไม่เหมือนกัน ต่อให้เป็นลูกหลานในตระกูลของพวกเขาแต่ถ้าหากถูกพบว่ามีพรสวรรค์ต่ำต้อยก็จะกลายเป็นถูกเหยียดหยามและถูกทอดทิ้ง มีเด็กมากมายที่ชีวิตตกต่ำหลังจากการตรวจพรสวรรค์ จากที่เคยเป็นลูกหลานตระกูลขุนนางมีเกียรติ อีกวันกลับกลายเป็นเด็กไร้ค่าที่ไม่มีใครสนใจ เพราะตระกูลขุนนางพวกนั้นไม่ยินดีที่จะเลี้ยงดูคนที่ไม่มีประโยชน์ต่อพวกเขาเอาไว้” ออกัสต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาเมื่อพูดถึงเรื่องการตรวจพรสวรรค์ เพราะเขามีเพื่อนบางคนที่เคยสนิทสนมกันแต่ตอนนี้กลับไม่มีโอกาสได้พบเจอกันอีกเพราะเพื่อนคนนั้นถูกพบว่ามีพรสวรรค์ต่ำต้อย สุดท้ายก็ถูกขับออกจากตระกูลของตัวเองให้กลายเป็นสามัญชน ช่างเป็นวัฒนธรรมที่น่ารังเกียจอย่างแท้จริง
“ถ้าการตรวจพรสวรรค์ของข้าออกมาไม่ดีข้าก็จะกลายเป็นคนไร้ค่าและถูกทอดทิ้งด้วยหรือเปล่าคะ?” อลิเซียเอ่ยถาม ดวงตาของเธอเปล่งประกายอย่างคาดหวัง ไม่ใช่หวังจะได้รับคำตอบดีๆแต่หวังว่าเธอจะกลายเป็นคนที่ถูกทิ้งและต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยตัวเองตั้งแต่อายุแปดขวบ แค่คิดก็รู้สึกว่าเรื่องราวมันน่าตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว
แต่คำตอบของเอมิลทำให้เธอต้องผิดหวังในทันที “พูดอะไรแบบนั้น ต่อให้ลูกไม่มีพรสวรรค์อะไรเลยแต่ลูกก็ยังเป็นลูกของแม่อยู่ดี ตระกูลเวอร์มิลเลียนของพวกเราไม่เหมือนกับตระกูลอื่น ลูกไม่ต้องกังวลหรอกนะ แค่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็พอแล้ว”
ตอนที่ 1 ตรวจพรสวรรค์
อลิเซียทำได้เพียงทอดถอนใจอยู่พักหนึ่งหลังจากการตรวจวัดพรสวรรค์ ดูเหมือนว่าโลกใบนี้จะไม่รู้จักพรสวรรค์ระดับที่สูงกว่าขั้น A พอพรสวรรค์ของเธอถูกระบุว่าเป็นระดับ SSS ทุกคนถึงได้ดูตกตะลึงและผิดหวังกันไม่น้อย กลายเป็นว่าทุกคนคิดว่าพรสวรรค์ของเธอต่ำมากยิ่งกว่าระดับ F ที่เป็นระดับของสามัญชนที่อ่อนแอที่สุดเสียอีก ดีที่การตรวจสอบนี้เป็นการตรวจสอบภายในตระกูลจึงไม่ต้องกลัวข่าวเผยแพร่ออกไปทำให้
ทว่าทั้งที่เป็นแบบนั้น ท่านพ่อ ท่านแม่และท่านพี่กลับรีบเข้ามาปลอบใจเธอกันยกใหญ่ บอกว่าจะดูแลและปกป้องเธอเป็นอย่างดี ไม่ต้องรู้สึกผิดหวังหรือเสียใจ และไม่ต้องกลัวว่าใครจะกล้ามาดูถูกเพราะเธอถือเป็นลูกสาวของตระกูลเวอร์มิลเลียนที่มีอำนาจเทียบเคียงได้กับราชวงศ์เรเวนนอร์
เห็นได้ชัดว่าท่านแม่ไม่ได้พูดโกหก พวกเขาไม่สนใจว่าเธอจะมีพรสวรรค์สูงหรือต่ำ เมื่อเป็นเช่นนี้เธอก็คงไม่สามารถแยกตัวออกจากตระกูลไปได้ อันที่จริงด้วยความใจดีและความใส่ใจที่พวกเขามีให้เธอก็รู้สึกว่าการอยู่กับครอบครัวเวอร์มิลเลียนไม่ใช่เรื่องแย่อะไร
[ติ๊ง! ท่านได้รับภารกิจ]
“โอ้ะ ในที่สุดก็อัพเดทเสร็จแล้ว?” อลิเซียเอ่ยออกมาด้วยความตื่นเต้น
[ภารกิจเส้นทางของอัจฉริยะ ระดับความยาก A
รายละเอียด : ฝึกฝนร่างกายให้มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับอัศวินระดับมาสเตอร์และฝึกฝนเวทมนตร์ให้มีความสามารถเทียบเท่าจอมเวทหลวงภายในห้าปี
รางวัล : ทักษะการเคลื่อนไหวระดับ S และเวทมนตร์ระดับ S]
อลิเซียมองดูหน้าต่างภารกิจตรงหน้าแล้วรู้สึกพูดไม่ออกเล็กน้อย “อัศวินระดับมาสเตอร์ จอมเวทหลวง? นี่มันสถานะที่สูงมากเลยนี่”
[…] ระบบเซียนเกมไม่ตอบ
“เอาละ เจ้าระบบเซียนเกมเรามาคุยกันหน่อยเถอะ ฉันเป็นคนที่ไม่ชอบทำเรื่องที่ไร้ประโยชน์ การเล่นเกมน่ะมันต้องมีเป้าหมายเข้าใจไหม? ถ้าแกอยากให้ฉันทำภารกิจที่มอบหมายให้อย่างน้อยแกก็ต้องทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีเป้าหมายที่น่าดึงดูดมากพอเสียก่อน”
“อย่างเช่นว่า ฉันจะต้องฝึกฝนและแข็งแกร่งขึ้นไปเพื่ออะไร? และระบบเซียนเกมอย่างแกมีอยู่เพื่ออะไร?”
[ระบบเข้าใจความหมายของโฮสต์แล้ว เช่นนั้นระบบขอแจ้งว่าในอนาคตอันใกล้ โฮสต์จะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก เพื่อให้ท่านสามารถเอาชนะและเอาชีวิตรอดได้ ระบบจึงต้องบังคับให้ท่านพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งมากพอเสียก่อน]
“ศัตรูที่แข็งแกร่งมาก?” อลิเซียเลิกคิ้วด้วยความสนใจ “หมายถึงกองทัพที่มีแม่ทัพของจอมมารนำมาบุกรุกอาณาเขตนี้งั้นเหรอ?”
[ศัตรูที่โฮสต์จะต้องเผชิญหน้าในอนาคตมีความแข็งแกร่งมากกว่านั้นมาก ไม่ใช่แค่แม่ทัพของจอมมาร ต่อให้เป็นจอมมารก็ยังเทียบไม่ได้กับศัตรูที่โฮสต์จะต้องเผชิญหน้าด้วย]
“แข็งแกร่งกว่าจอมมารแบบเทียบไม่ได้!?” อลิเซียอุทาน ดวงตาของเธอเปล่งประกายขึ้นมาในทันที เกมจันทราสีเลือดที่มีระดับความยากนรกแตกนั้นมีบอสที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่สองตัว ตัวแรกก็คือจอมมาร ส่วนอีกตัวเป็นบอสลับที่เป็นจักรพรรดิของเผ่ามังกร ความแข็งแกร่งของบอสทั้งสองอยู่ในระดับใกล้เคียงกันแต่มีลูกเล่นแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามนี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้ว่าในโลกใบนี้มีศัตรูที่ร้ายกาจยิ่งกว่าจอมมารอาศัยอยู่ด้วย
“ฮึๆๆ นั่นสินะ ฉันเข้าใจแล้วละ ถ้าให้ไปอยู่ในร่างของนางเอกมันก็แค่เล่นเกมเดิมซ้ำอีกรอบหนึ่งเท่านั้น หรือต่อให้เป็นร่างของนางร้ายแต่ผลลัพธ์สุดท้ายก็ยังต้องเจอกับจอมมารอยู่ดี บอสที่เคยเอาชนะไปแล้วจะสู้ซ้ำก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่บอสที่ไม่เคยเจอมาก่อนต่างหากที่น่าสนใจที่สุด” อลิเซียเอ่ยด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ เธอมีเป้าหมายที่ชัดเจนเป็นของตัวเองแล้ว เธอไม่คิดจะถามระบบว่าศัตรูที่ว่าเป็นใครหรือตัวอะไร แค่รู้ว่ามีศัตรูอยู่ก็พอแล้ว ส่วนเรื่องที่ว่ามันเป็นใครนั้นเธอจะสืบหาด้วยตัวเองในอนาคต ค่อยๆเล่นไปตามเนื้อเรื่องและซึมซับเอาความรู้สึกตื่นเต้นเข้ามา แค่คิดก็ทำให้หัวใจของเธอสั่นสะท้านแล้ว
“ศัตรูที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าจอมมาร ถ้างั้นแค่ความแข็งแกร่งเท่าอัศวินระดับมาสเตอร์หรือจอมเวทหลวงก็ไม่พอหรอก” อลิเซียรู้ดีว่าอัศวินระดับมาสเตอร์และจอมเวทหลวงนั้นแข็งแกร่งระดับไหน ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆก็คือเป็นระดับที่สามารถเข้าร่วมปาร์ตี้ของผู้กล้าเพื่อโค่นล้มจอมมารได้นั่นเอง ในบรรดาตัวละครที่ผู้เล่นสามารถจีบได้ก็มีอัศวินระดับมาสเตอร์และจอมเวทหลวงรวมอยู่ด้วยเช่นกัน
แค่เข้าร่วมปาร์ตี้ปราบจอมมารได้แปลว่าถ้าให้สู้ตัวต่อตัวกับจอมมารก็ยังทำไม่ไหวเสียด้วยซ้ำ นั่นมันอ่อนแอเกินไปแล้ว ในเมื่อรู้ว่าความแข็งแกร่งแค่นี้ไม่เพียงพออลิเซียจึงรู้สึกว่าภารกิจของระบบนั้นดูง่ายเกินไป
“ให้เวลาตั้งห้าปีเพื่อความแข็งแกร่งแค่นั้น นี่มันระบบเซียนเกมที่ไหนกัน ระบบผู้เล่นมือใหม่ละสิไม่ว่า” เด็กหญิงบ่นอุบ “เฮ้ เอาภารกิจมาให้มากกว่านี้หน่อยสิ ขอเป็นภารกิจระยะสั้นๆก็ดี”
[รับทราบ ทำการส่งมอบภารกิจย่อยเพิ่มเติม]
[ภารกิจ จุดเริ่มต้นของความแข็งแกร่ง ระดับความยาก C
รายละเอียด : ฝึกฝนร่างกายด้วยการ
วิ่ง 20 กิโลเมตร (0/20)
ฟันดาบ 5,000 ครั้ง (0/5,000)
ภายในระยะเวลาหนึ่งวัน
รางวัล : ค่าสถานะทางร่างกายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย]
[ภารกิจ เรียนรู้เวทมนตร์เบื้องต้น ระดับความยาก C
รายละเอียด : ฝึกฝนเวทมนตร์ระดับต่ำจำนวน 5 บท ภายในหนึ่งวัน
รางวัล : ค่าสถานะทางเวทมนตร์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย]
“ออกกำลังกายกับเรียนรู้เวทมนตร์สินะ” อลิเซียพยักหน้าก่อนจะออกจากห้องของตัวเอง
“คุณหนู?” เรมิเอ่ยด้วยความประหลาดใจและกระวนกระวายใจ เมื่อวานหลังจากที่ผลการทดสอบพรสวรรค์ปรากฏขึ้นมา พอเข้าไปที่ห้องนอนแล้วคุณหนูก็ไล่เธอออกไปและนอนอยู่เพียงลำพังในห้องทั้งคืน เธอกลัวว่าคุณหนูจะรู้สึกแย่จนทำอะไรโง่ๆแต่เธอก็ไม่สามารถขัดคำสั่งของอลิเซียได้เช่นกัน
แน่นอนว่าเธอคิดไปเองเท่านั้น
“เรมิ ฝากบอกคุณแม่ว่าข้าอยากเรียนรู้การใช้เวทมนตร์ ช่วยเตรียมอาจารย์และสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้เบื้องต้นเอาไว้ให้ที”
“เอ้ะ แล้วคุณหนูจะไปไหนคะ?” เรมิเอ่ยถามด้วยความสับสน
“ข้าจะไปฝึกร่างกายสักหน่อย” อลิเซียตอบกลับ เธอสวมชุดที่เคลื่อนไหวสะดวกและหยิบเอาดาบไม้ของตัวเองก้าวเดินออกจากห้อง ดาบไม้เล่มนี้เธอได้รับเป็นของขวัญจากท่านพ่อเพราะตระกูลเวอร์มิลเลียนนั้นไม่ได้มีเพียงพรสวรรค์ด้านเวทมนตร์แต่ยังเป็นตระกูลที่เชี่ยวชาญวิถีของอัศวินด้วยเช่นกัน พูดโดยง่ายก็คือตระกูลเวอร์มิลเลียนเป็นตระกูลของอัศวินเวทที่โด่งดังและแข็งแกร่งมากที่สุดในอาณาจักรเรเวน ดังนั้นลูกหลานของตระกูลเวอร์มิลเลียนทุกคนจึงถูกฝึกทั้งด้านการใช้ดาบและการใช้เวทมนตร์
พื้นที่คฤหาสน์ของตระกูลเวอร์มิลเลียนมีลานฝึกที่ใช้สำหรับฝึกฝนอัศวินของตระกูลโดยเฉพาะ แต่อลิเซียไม่ได้ไปที่ลานฝึกนั้นเนื่องจากเธอไม่ชอบความยุ่งยากวุ่นวาย ดังนั้นเธอจึงเลือกมุ่งหน้าไปที่ทะเลสาบด้านหลังของคฤหาสน์แทน
“ก่อนอื่นก็เริ่มจากวิ่งก่อนเลยแล้วกัน” อลิเซียทำการวอร์มร่างกายของตัวเองอยู่พักหนึ่งก่อนจะเริ่มออกวิ่งเลียบทะเลสาบ
เพราะความแข็งแกร่งระดับ C ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดีสำหรับเด็กคนหนึ่งทำให้เธอวิ่งได้อย่างสบายในระยะสามกิโลเมตรแรก ทว่าเมื่อเลยจุดนั้นไปร่างกายของเธอก็เริ่มแสดงอาการอ่อนล้าออกมา อย่างไรก็ตามอลิเซียยังคงวิ่งต่อไปโดยไม่สนใจอาการของตัวเอง
[แจ้งเตือน! ร่างกายของโฮสต์มีสัญญาณของอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ ขอแนะนำให้หยุดออกกำลังกายเพื่อพักผ่อนชั่วคราว]
ผ่านห้ากิโลเมตรแรกไประบบเซียนเกมก็เริ่มทำการแจ้งเตือน ทว่าอลิเซียไม่สนใจ เธอยังคงวิ่งต่อไปเรื่อยๆ
[โฮสต์ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ท่านยังเหลือเวลาสำหรับทำภารกิจอีก 23 ชั่วโมง 34 นาที]
“ฉันไม่อยากเสียเวลาไปเปล่าๆ” อลิเซียตอบกลับอย่างยากลำบากแต่เธอก็ยังกัดฟันและวิ่งต่อไปเรื่อยๆ
[โฮสต์ไม่รู้สึกทรมานหรือ?]
“แค่นี้เอง ไม่เป็นไรหรอกน่า” อลิเซียยิ้มหยันและวิ่งต่อไป
สิบกิโลเมตรแรกอลิเซียใช้เวลาไปหนึ่งชั่วโมง แม้ขาของเธอจะปวดร้าวและลมหายใจของเธอแทบจะขาดห้วงไปแต่เด็กหญิงก็ไม่ยอมหยุดวิ่ง
มันเป็นลักษณะนิสัยเฉพาะของตัวเธอเอง ความอดทนที่เหนือธรรมดาซึ่งถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่จำความได้ สำหรับเธอแล้วความเจ็บปวดทรมานทางร่างกายแค่นี้ถือว่ากระจอกมากเมื่อเทียบกับประสบการณ์ของเธอตลอดสิบกว่าปีในโลกใบเดิมก่อนที่เธอจะหลุดพ้นออกมาจากบ้านหลังนั้น
“แฮ่ก…” อลิเซียหอบหายใจถี่กระชั้น ความรู้สึกตอนนี้ราวกับว่าร่างกายไม่ใช่ของเธออีกต่อไป มันเป็นเรื่องธรรมดาเพราะร่างกายนี้ไม่เคยถูกใช้ออกกำลังอย่างหนักมาก่อนตั้งแต่เกิด การที่อลิเซียฝืนวิ่งอย่างบ้าคลั่งทำให้ทั่วทั้งร่างต้องเผชิญกับภาระที่หนักหนาสาหัสชนิดที่หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นคงจะถอดใจไปนานแล้ว แต่อลิเซียกลับฝ่าฟันต่อไปด้วยความอดทนและความมุ่งมั่น ใช้จิตวิญญาณเพื่อผลักดันตัวเองไปข้างหน้า
[แจ้งเตือน! หากยังฝืนต่อไปเกรงว่าอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว]
เมื่อได้ยินเช่นนี้อลิเซียจึงยอมหยุดวิ่ง เด็กหญิงหอบหายใจพยายามสูดอากาศเข้าสู่ร่างอย่างเอาเป็นเอาตาย หลังจากแน่ใจแล้วว่าตัวเองจะไม่หมดสติจึงยอมทิ้งตัวลงนอนบนพื้นอย่างเหนื่อยอ่อน
[ทำไมโฮสต์ถึงรีบร้อนที่จะทำภารกิจให้เสร็จ?] ระบบเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ ตอนที่มอบภารกิจให้กับอลิเซียมันได้คำนวณระดับความยากเอาไว้อย่างชัดเจนแล้ว ภารกิจทั้งสองนี้เป็นเพียงภารกิจย่อยเพื่อกระตุ้นให้โฮสต์ฝึกฝนและพัฒนา แม้จะต้องเหนื่อยอยู่บ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเป็นภารกิจโหดหินปานจะฆ่ากันตาย ทว่าโฮสต์ของตนกลับใช้วิธีบีบคั้นตัวเองราวกับระบบกำหนดเวลาไว้ให้แค่สองชั่วโมงอย่างไรอย่างนั้น
“ไม่มีอะไรหรอกน่า ฉันก็แค่อยากทำภารกิจให้เสร็จเร็วๆและอยากพัฒนาตัวเองเท่านั้นแหละ” อลิเซียสูดหายใจเข้าลึก ใช้มือเล็กๆทุบขาของตัวเองสองสามครั้งก่อนจะดันตัวลุกขึ้นยืน แม้ขาของเธอจะแทบไม่มีความรู้สึกแล้วแต่อลิเซียกลับเริ่มออกวิ่งอีกครั้ง
ในที่สุดอลิเซียก็วิ่งจนครบยี่สิบกิโลเมตรภายในเวลาสองชั่วโมง ในตอนนี้เองที่มีเสียงดังวุ่นวายมาจากทางด้านคฤหาสน์
“คุณหนู!!” หัวหน้าอัศวินของตระกูลเวอร์มิลเลียนวิ่งเข้ามาหาอลิเซียด้วยความเร็วสูง ประมาณเกือบสองชั่วโมงก่อนหน้าคุณหนูอลิเซียที่บอกว่าจะไปออกกำลังกายได้หายตัวไป สาวใช้คนสนิทอย่างเรมิที่ถูกสั่งให้ไปแจ้งกับคุณหญิงเอมิลเรื่องการเรียนเวทมนตร์ หลังจากที่แจ้งเสร็จแล้วเธอก็รีบไปที่ลานฝึกเพื่อติดตามคุณหนูของตน แต่อลิเซียไม่ได้อยู่ที่ลานฝึกทำให้ทุกคนตื่นตระหนกเพราะไม่รู้ว่าอลิเซียหายไปไหน
ทะเลสาบด้านหลังคฤหาสน์มีขนาดใหญ่โตมาก ตอนที่ทุกคนรู้ว่าอลิเซียหายตัวไปเด็กหญิงก็ออกวิ่งไปได้หลายกิโลแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงใช้เวลาตามหาตัวของคุณหนูอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดก็พบว่าอลิเซียมาอยู่ที่ริมคฤหาสน์ด้านหลังนี้เอง
“โอ้ะ คุณโยฮันเนส” อลิเซียเอ่ยชื่อของอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ
“คุณหนูทำไมถึงมาที่นี่ละครับ ถ้าจะออกกำลังกายละก็ไปที่ลานฝึกก็ได้นี่ครับ ทุกคนคิดว่าคุณหนูหายตัวไปจนตกอกตกใจกันหมดแล้ว” โยฮันเนสถอนหายใจขณะที่กวาดสายตาสำรวจความปลอดภัยของอลิเซียอย่างระมัดระวัง
อลิเซียหัวเราะอย่างเหนื่อยอ่อน “ตรงลานฝึกมันวุ่นวายนี่นา ข้ามาที่นี่เพราะชอบความสงบน่ะ”
โยฮันเนสมองอลิเซียด้วยความสงสาร เขาคิดว่าที่อลิเซียออกมาฝึกที่นี่คนเดียวเพราะเธอเสียใจกับผลของการตรวจพรสวรรค์ เพราะแบบนั้นเธอถึงอยากพัฒนาตัวเองแต่ก็ไม่กล้าออกไปฝึกที่ลานฝึกต่อหน้าอัศวินของตระกูลเพราะกลัวว่าจะถูกคนมองอย่างเย้ยหยัน
‘โธ่คุณหนูของข้า ทหารและอัศวินของตระกูลเวอร์มิลเลียนไม่มีใครกล้าดูถูกท่านอย่างแน่นอน’ โยฮันเนสถอนหายใจ เขาไม่กล้าเอ่ยปลอบออกไปตามตรงเพราะกลัวจะทำให้คุณหนูรู้สึกแย่หรืออับอายยิ่งขึ้น
อลิเซียนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “จริงสิ ท่านโยฮันเนส ช่วยสอนวิชาดาบให้ข้าได้หรือไม่?”
“สอนวิชาดาบงั้นหรือ” โยฮันเนสรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย “คุณหนู ข้าเป็นหัวหน้าอัศวินของตระกูลเวอร์มิลเลียนและต้องคอยฝึกฝนให้กับอัศวินในตระกูล ถ้าหากคุณหนูอยากเรียนกับข้า…”
“อ้อ เช่นนั้นข้าก็จะไปเรียนร่วมกับอัศวินคนอื่นๆด้วยก็ได้” แม้จะไม่ชอบความวุ่นวายแต่นี่คือโอกาสได้เรียนรู้กับหัวหน้าอัศวินของตระกูลเชียวนะ! ความแข็งแกร่งของโยฮันเนสนั้นสูงมาก มีแค่ท่านพ่อเท่านั้นแหละที่เหนือกว่าชายผู้นี้ แต่ด้วยภาระหน้าที่ของท่านพ่อคงไม่สามารถแบ่งเวลามาสอนดาบเธอได้ ดังนั้นการเรียนวิชาดาบจากโยฮันเนสจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่สุด
ตอนที่ 2 ฝึกฝน
หลังจากที่พบตำแหน่งของอลิเซียทุกคนจึงวางใจลงได้ ตอนนี้เรมิคอยติดตามคุณหนูของตนไม่ยอมห่าง เมื่อเห็นคุณหนูของเธอเหวี่ยงดาบเป็นพันครั้งติดต่อกันไม่ยอมหยุดพักเธอก็ทำได้แค่อ้อนวอนให้อลิเซียพักผ่อนบ้างเท่านั้น
แต่หากระบบไม่แจ้งเตือนว่าเธอมีโอกาสได้รับบาดเจ็บระยะยาว อลิเซียก็ไม่คิดจะหยุดพักเลยแม้แต่น้อย เธอใช้เวลาแค่หนึ่งชั่วโมงก็สามารถเหวี่ยงดาบไม้ครบสองพันครั้ง ภารกิจที่ควรใช้เวลาหนึ่งวันเต็มเธอทำเสร็จภายในเวลาไม่ถึงสี่ชั่วโมง เรื่องนี้แม้แต่ระบบก็คาดไม่ถึง
ค่าสถานะของอลิเซียไม่ได้เพิ่มขึ้นในทันทีซึ่งเธอก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรเพราะระบบเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าความแข็งแกร่งของเธอจะเพิ่มขึ้นแค่เล็กน้อยเท่านั้น เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนพัฒนา ไม่ใช่แค่ออกกำลังกายหนักหน่วงหนึ่งวันก็จะแข็งแกร่งขึ้นมาได้ในทันที
ไม่ทันพักให้หายเหนื่อยอลิเซียก็เดินไปที่ห้องทำงานของคุณหญิงเอมิลทันที
“คุณหนู รอข้าด้วยเจ้าค่ะ” เรมิน้ำตานองหน้า ไม่ใช่ว่าคุณหนูของเธอดูเหนื่อยอ่อนมากหรอกเหรอ ทำไมคุณหนูถึงยังเดินได้อย่างรวดเร็วขนาดนั้นกัน คุณหนูไม่ปวดเนื้อเมื่อยตัวบ้างหรืออย่างไรกัน
“ท่านแม่!”
“อลิเซีย เจ้าเด็กซนนี่ ทีหลังจะไปทำอะไรที่ไหนก็บอกคนอื่นเอาไว้ก่อนนะ ตอนที่เรมิมาบอกว่าลูกหายไปทำให้แม่ตกใจแทบตาย” เอมิลดุลูกสาวอย่างจนใจ
“ขออภัยค่ะท่านแม่ ข้าก็แค่ไม่อยากไปฝึกที่ลานเพราะกลัวจะรบกวนการฝึกของอัศวินคนอื่นๆ แต่หลังจากนี้ข้าคงต้องไปฝึกที่นั่นเช่นกันเพราะข้าอยากเรียนวิชาดาบจากท่านโยฮันเนส” อลิเซียตอบกลับ
“อลิเซีย ลูกไม่ต้องฝืนตัวเองนะ ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไรพวกเราก็ยังรักลูกเสมอ” เอมิลมองดูลูกสาวของตนเองด้วยความอ่อนโยนและสงสาร เธอกลัวว่าอลิเซียจะกดดันตัวเองมากเกินไป มันไม่สำคัญเลยว่าอลิเซียจะแข็งแกร่งหรืออ่อนแอเพราะตระกูลเวอร์มิลเลียนย่อมสามารถปกป้องดูแลลูกสาวของพวกเขาได้อยู่แล้ว
“ท่านแม่ ข้าไม่ได้ฝืนตัวเองหรือคิดมากเรื่องการตรวจวัดพรสวรรค์ ที่จริงแล้วข้าไม่ได้อ่อนแออย่างที่ทุกคนคิดกันสักหน่อย พรสวรรค์ของข้าน่ะสุดยอดมาก!” อลิเซียเอ่ยค้านเพราะเริ่มรู้สึกว่าทุกคนเป็นห่วงตนเองมากเกินไป ถ้าพวกเขารู้ว่าพรสวรรค์ระดับ SSS ของเธอแท้จริงแล้วมันสุดยอดขนาดไหนพวกเขาจะได้เลิกกังวลไร้สาระกันเสียที
“เอาละๆ เจ้าอยากเรียนรู้เวทมนตร์ใช่หรือไม่ การจ้างอาจารย์นั้นคงต้องรออีกสักพักเพราะอาจารย์ดีๆไม่ใช่เรื่องง่าย ระหว่างนี้เจ้าลองเรียนรู้จักหนังสือพวกนี้ก่อน ศึกษาพื้นฐานและทฤษฎีของเวทมนตร์ก่อนดีหรือไม่?” ในเมื่อลูกสาวอยากเรียนเอมิลก็ตั้งใจจะจัดหาอาจารย์ที่มีทั้งฝีมือและชื่อเสียงซึ่งมันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา
“หนังสือพวกนี้มีการสอนเวทระดับต่ำหรือเปล่าคะ?” อลิเซียเอ่ยถามด้วยความสนใจ
“อืม หนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกเกี่ยวกับเวทระดับต่ำและเวทพื้นฐานต่างๆน่ะ” เอมิลตอบกลับ “แต่ว่าปกติแล้วพลังเวทของพวกเราจะตื่นขึ้นมาตอนอายุสิบปีขึ้นไป ก่อนที่พลังเวทจะตื่นขึ้นการใช้เวทนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก ตอนแรกแม่ก็คิดว่าจะเชิญอาจารย์มาสอนลูกในอีกสองปีข้างหน้า ไม่คิดว่าลูกจะอยากเรียนรู้ตั้งแต่ตอนนี้” เอมิลเอ่ยอย่างอ่อนใจ “เพราะแบบนั้นแม่จึงบอกให้ลูกเรียนรู้ทฤษฎีและพื้นฐานของเวทมนตร์เอาไว้ก่อน รอให้พลังของลูกตื่นแล้วจึงค่อยเรียนรู้เวทมนตร์อย่างจริงจังอีกทีหนึ่ง”
อลิเซียตอบรับไปก่อนแต่เธอเชื่อว่าตัวเองจะต้องใช้เวทมนตร์ได้อย่างแน่นอนเพราะระบบได้มอบภารกิจมาให้เธอแล้ว แม้จะไม่เคยใช้มาก่อนและไม่เข้าใจว่าการตื่นของพลังให้ความรู้สึกแบบไหนแต่เธอเป็นผู้เล่นที่เคยเล่นเกมจันทราสีเลือดจนจบมาแล้ว ทฤษฎีเวทมนตร์ของโลกใบนี้อยู่ในหัวของเธออยู่ไม่น้อยและเธอยังรู้จักชื่อของเวทมนตร์ที่ร้ายกาจอยู่หลายบท ในอนาคตเธอจะต้องค้นหาเวทมนตร์เหล่านั้นและคว้ามาเป็นของตัวเองให้ได้
อลิเซียหยิบเอาหนังสือเหล่านั้นไปอ่านที่ห้องของตัวเอง เธออ่านหนังสือที่บอกทฤษฎีและพื้นฐานของเวทมนตร์เล็กน้อย เมื่อเห็นว่าความรู้เหล่านี้ตรงกับข้อมูลที่เธอมีอยู่ก็วางพวกมันลงและหันมาสนใจหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับเวทมนตร์ระดับต่ำแทน
“เซตติ้งของโลกจันทราสีเลือด พลังเวทมนตร์เป็นพลังจินตภาพที่แฝงอยู่ในร่างกายของสิ่งมีชีวิต ปกติแล้วมนุษย์จะใช้พลังเวทมนตร์ได้ก็ต่อเมื่อพลังตื่นขึ้นเพราะนั่นจะเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับพลังเวทอย่างชัดเจน แต่ที่จริงพลังเวทนั้นมีอยู่ในร่างของสิ่งมีชีวิตตั้งแต่ต้นแล้ว” อลิเซียทบทวนความรู้ของตนเอง
“นั่นหมายความว่าในร่างของเราก็มีพลังเวทอยู่แต่เราแค่ไม่เคยสัมผัสถึงและไม่รู้จะนำออกมาใช้อย่างไรสินะ”
อลิเซียเรียกเรมิเข้ามาในห้องและเอ่ยถาม “พี่เรมิ พลังของพี่ตื่นหรือยัง?”
“คุณหนู ข้าเป็นเพียงสามัญชน ไม่มีพลังเวทในตัวหรอกค่ะ” เรมิตอบกลับ สีหน้าดูหม่นหมองเล็กน้อย
อลิเซียขมวดคิ้วก่อนจะใช้ระบบเซียนเกมเพื่อตรวจสอบค่าสถานะของอีกฝ่าย
เรมิ อายุ 12 ปี
ความแข็งแกร่ง D(B+)
ความเร็ว D(A)
สติปัญญา B(A+)
พลังเวทมนตร์ D(B+)
พรสวรรค์ B+
‘ในตัวของพี่เรมิมีพลังเวทมนตร์อยู่ไม่ผิดแน่ แต่อาจเพราะมีพลังเวทมนตร์น้อยเกินไปจนไม่เกิดปรากฏการณ์การตื่นของพลัง’ อลิเซียมีสมมติฐานบางอย่าง ความเข้าใจที่ว่าสามัญชนไม่มีพลังเวทนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ผิด เพราะความรู้ของเธอที่มาจากการรวบรวมผ่านเนื้อเรื่องของเกมระบุเอาไว้ชัดเจนว่าพลังเวทเป็นสิ่งที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ดังนั้นมนุษย์ทุกคนจึงมีพลังเวทไหลเวียนอยู่ในร่างไม่เว้นแม้แต่สามัญชน
เพียงแต่ตระกูลขุนนางนั้นมักจะมีพรสวรรค์สูงส่งและมีพลังเวทสูงโดยกำเนิด บางทีเมื่อพลังเวทของพวกเขาสูงถึงระดับ C หรือระดับ B ก็อาจจะทำให้พลังตื่นขึ้นมา
แต่เรื่องนี้ก็ดูแปลกอยู่ไม่น้อยเพราะค่าสถานะของตัวเธอในตอนนี้พลังเวทมนตร์ได้ไต่ไปถึงระดับ B แล้วแต่กลับไม่มีสัญญาณว่าพลังเวทจะตื่นขึ้น
‘ไม่สิ หรือว่าบางทีมันอาจจะเกี่ยวข้องกับเจ้าวงเล็บด้านหลังนั่น บางทีพลังเวทของแต่ละคนอาจจะสามารถเติบโตได้ขึ้นอยู่กับระดับพรสวรรค์ซึ่งถือเป็นขีดจำกัดของแต่ละคน ถ้าหากพลังเวทเข้าใกล้ขีดจำกัดก็จะทำให้เกิดการตื่นของพลัง…’ อลิเซียลองนึกถึงสถานการณ์ของนางเอกในเกมและอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าเห็นด้วยกับแนวคิดนี้
เพราะตอนที่นางเอกของเกมพลังตื่นขึ้น ค่าสถานะพลังเวทของเธอได้อยู่ที่ระดับ B เช่นเดียวกับตนเอง แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือขีดจำกัดสูงสุดของนางเอกนั้นอยู่ที่ระดับ A+ แต่อลิเซียกลับมีขีดจำกัดอยู่ที่ระดับ SSS ซึ่งสูงกว่านางเอกมาก เพราะแบบนั้นพลังเวทของเธอจึงยังห่างไกลจากขีดจำกัดจนไม่ส่งสัญญาณของการตื่นขึ้นมา
“แล้วท่านพี่ออกัสต์ละ?”
“พลังของคุณชายรองตื่นเมื่อปีที่แล้วค่ะคุณหนู” เรมิตอบกลับ
อลิเซียประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าพี่ชายของเธอพลังตื่นเร็วพอสมควร
“ช่วยไปเรียกท่านพี่ออกัสต์มาที่ห้องของฉันหน่อยสิ”
“ข้าจะให้นีน่าไปเรียกคุณชายรองให้ค่ะ” เรมิไม่กล้าปล่อยให้คุณหนูของตนเองละสายตาโดยง่ายหลังจากเหตุการณ์เมื่อเช้า
นีน่า สาวใช้อีกคนหนึ่งถูกส่งให้ไปตามตัวออกัสต์ซึ่งคุณชายรองแห่งตระกูลเวอร์มิลเลียน ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีออกัสต์ก็มาที่ห้องของอลิเซียด้วยความสดใสร่าเริง เขาดีใจมากที่น้องสาวเรียกหาตนเองแบบนี้
“อลิเซีย น้องเรียกพี่มาเพราะคิดถึงพี่ใช่หรือไม่?”
อลิเซียยิ้มแห้งก่อนจะตอบกลับ “ท่านพี่ออกัสต์ ท่านสามารถใช้เวทมนตร์ได้แล้วใช่หรือไม่ ช่วยใช้พลังเวทให้ข้าดูหน่อยสิ”
ออกัสต์ประหลาดใจเล็กน้อย เขากวาดสายตาครั้งหนึ่งก่อนจะพบว่าในห้องของอลิเซียมีหนังสือที่บันทึกเกี่ยวกับเวทมนตร์กองเอาไว้ “น้องกำลังศึกษาเวทมนตร์อยู่งั้นเหรอ ได้เลย แม้ว่าพลังของพี่จะเพิ่งตื่นขึ้นมาไม่นานแต่พี่ชายคนนี้ก็ได้รับคุณสมบัติในการเข้าเรียนที่โรงเรียนการ์เดียนภายในปีนี้แล้ว”
อลิเซียตรวจสอบอีกฝ่ายก่อนจะพยักหน้าอย่างเห็นด้วย พรสวรรค์ของออกัสต์ไม่เลวเลยจริงๆ สมแล้วที่เป็นลูกหลานตระกูลเวอร์มิลเลียนคนหนึ่ง
ออกัสต์ เวอร์มิลเลียน อายุ 12 ปี
ความแข็งแกร่ง B(A+)
ความเร็ว C+(A)
สติปัญญา B+(A+)
พลังเวทมนตร์ B(A+)
พรสวรรค์ A+
ยิ่งได้เห็นพรสวรรค์ของพี่ชายเธอก็ยิ่งแปลกใจว่าทำไมตระกูลเวอร์มิลเลียนถึงได้หายไปและหลงเหลือเพียงแค่ชื่อในตอนที่เนื้อเรื่องของเกมเริ่มต้นขึ้น บางทีมันอาจจะเกี่ยวข้องกับตัวตนที่เป็นศัตรูที่ระบบเซียนเกมพูดถึงก่อนหน้านี้ ตัวตนที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าจอมมาร…
ออกัสต์ยื่นมือออกไปข้างหน้าก่อนจะอ้าปากเพื่อร่ายบทเวทของตนเอง
บอลเพลิง
เวทมนตร์ระดับต่ำของธาตุไฟถูกเรียกออกมา เปลวเพลิงก่อตัวเป็นลูกไฟลอยอยู่เหนือฝ่ามือของเด็กหนุ่ม นอกจากความร้อนที่แผ่ออกมาแล้วก็ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเป็นพิเศษ อลิเซียขมวดคิ้วและพยายามสังเกตบอลเพลิงลูกนั้นอย่างจริงจัง
“ท่านพี่ ตอนที่ร่ายเวทท่านรู้สึกอย่างไร?”
“รู้สึก รู้สึกอะไรงั้นรึ?” ออกัสต์เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
“ก็อย่างเช่นพลังเวท ท่านรู้สึกว่าพลังเวทของตัวเองเป็นเช่นไร มันมาจากส่วนไหนของร่างกายแล้วตอนที่มันกลายเป็นลูกบอลเพลิงนี้มันมีกระบวนการอย่างไรบ้าง?” คำถามของอลิเซียทำให้ออกัสต์ตกตะลึงไปในทันที เขาจะรู้สึกอะไรกันละ เขาก็แค่สัมผัสถึงพลังเวทของตัวเองแล้วร่ายบทเวทออกมาเท่านั้น ไม่เคยคิดอะไรลึกซึ้งซับซ้อนอย่างที่เด็กหญิงพูดเลยสักนิด
“เอ่อ ข้าก็แค่ใช้เวทด้วยบทร่ายเท่านั้นเอง ถ้าจะพูดถึงพลังเวทละก็ ข้าไม่ได้สนใจมันสักเท่าไหร่นัก เพียงแค่ใช้มันออกมาตามความเคยชินเท่านั้น”
อลิเซียย่นคิ้วอย่างไม่พอใจ “ท่านพี่ จอมเวทที่เก่งกาจนั้นต้องไม่ใช่แค่มีพลังเวทสูงส่งเพียงอย่างเดียวแต่ต้องรู้จักเวทมนตร์ของตัวเองอย่างลึกซึ้ง ยิ่งมีความเข้าใจในการใช้พลังเวทมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพเท่านั้น”
“อ่า เข้าใจแล้ว” ออกัสต์พยักหน้าเออออตามไป เด็กหนุ่มผู้นี้มีอายุเพียงสิบสองปีเท่านั้นและเพิ่งได้สัมผัสพลังเวทเมื่อปีที่ผ่านมา การเรียนเวทมนตร์ของเขาก็เป็นเพียงการเรียนตามมาตรฐานจึงยังไม่เข้าใจหลักการของเวทมนตร์ระดับสูงเหล่านี้
อลิเซียขอให้ออกัสต์ลองใช้เวทมนตร์ให้ดูอีกหลายครั้งจนพลังเวทของพี่ชายหมดลงนั่นแหละเธอถึงพอใจ
“ท่านพี่ไปพักผ่อนเถอะ ขอบคุณมากนะคะที่ยอมทำตามคำขอเอาแต่ใจของข้า”
“ไม่เป็นไร ตราบใดที่เจ้ามีความสุขก็พอแล้ว” ออกัสต์แม้จะเหนื่อยแต่ก็ยิ้มอย่างสดใสเมื่อได้รับคำขอบคุณจากน้องสาวสุดที่รักของตนเอง
เมื่อออกัสต์กลับไปแล้วอลิเซียก็เริ่มกลับมาทบทวนสิ่งที่ตนเองได้รับอีกครั้งหนึ่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะธรรมชาติของโลกใบนี้หรือร่างกายนี้มีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา หลังจากดูการร่ายเวทของออกัสต์อยู่ห้าถึงหกครั้งเธอก็สัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่เล็ดรอดออกมาตอนที่พี่ชายร่ายเวทเสร็จ มันเป็นช่วงเวลาที่บอลเพลิงกำลังก่อตัวขึ้น เธอคิดว่าพลังงานนั้นก็คือพลังเวทมนตร์ที่ถูกปล่อยออกมาจากร่างของพี่ชาย มันเป็นพลังเวทบริสุทธิ์ก่อนที่จะถูกนำมาก่อตัวเป็นเวทมนตร์บอลเพลิงตามบทร่ายของออกัสต์
‘เราพอจะคุ้นเคยกับสัมผัสของพลังเวทมนตร์ในระดับหนึ่งแล้ว งั้นตอนนี้ก็ต้องลองสัมผัสถึงพลังเวทในตัวของเราบ้าง’ อลิเซียหลับตาลงและปล่อยให้จิตใจจมดิ่งเพื่อสำรวจตัวเองอย่างละเอียด ความสงบนิ่งของเด็กหญิงนั้นน่าทึ่งเป็นอย่างมาก ราวกับว่าเธอตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิงและไม่สนใจสิ่งเร้าจากภายนอกแม้แต่น้อย
การทำสมาธิเป็นเรื่องที่อลิเซียคุ้นเคยดีตั้งแต่โลกก่อน ไม่ใช่เพราะเธอเป็นสายปฏิบัติธรรมแต่เพราะการจมอยู่กับสมาธิและความคิดของตัวเองเป็นหนทางที่ยอดเยี่ยมในการหลบหนีจากโลกความเป็นจริงที่โหดร้าย ขณะที่ต้องทนเจ็บปวดและหิวโหย การทำสมาธิจะช่วยบรรเทาความรู้สึกทุกข์ทรมานเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี
ในที่สุดอลิเซียก็ลืมตาขึ้นด้วยความตื่นเต้น เธอสัมผัสได้แล้ว พลังอันลึกลับที่ไหลเวียนอยู่ในร่างของเธอ!