โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เด็กคนนั้นโตมากลายเป็นเธอ” ว่าด้วยความเจ็บปวดอันหนักหนา กับปัญหาที่ทำให้ฉันเติบโต

The MATTER

อัพเดต 14 ก.พ. 2567 เวลา 04.37 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. 2567 เวลา 13.30 น. • Lifestyle

“อะไรที่ฆ่าเราไม่ได้ จะทำให้เราแกร่งขึ้น”

คำเขียนของฟรีดริช นีตซ์เช (Friedrich Nietzsche)** นักปรัชญาชาวเยอรมันที่อยู่รอดเหนือกาลเวลา ในฐานะคำพูดยืนยันตัวเอง เมื่อเราตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก หรือถูกบิดไปใช้ในสไตล์การคิดแบบ Growth Mindset ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน โควตดังกล่าวสามารถถูกตีความและปรับใช้ได้หลากหลาย เราอาจทึกทักเรียกแก่นของมันได้ว่า เมื่อสถานการณ์ชีวิตสร้างแผลให้แก่เรา บางอย่างในตัวของเราจะเปลี่ยนแปลงไป หรืออาจเรียกได้ว่า “ปัญหาทำให้ฉันโต จนจำเวอร์ชั่นเดิมตัวเองไม่ได้” ก็ได้

ตั้งแต่เรื่องราวของศิลปินผู้ทนทุกข์ทรมาน แต่ผลงานของเขากลับเป็นอมตะ ไปจนถึงประวัติชีวิตของเศรษฐีสักคนที่บอกว่าเขาเคยล้มละลายหรือไร้บ้านมาก่อน แล้วใช้ความพยายามของเขาเองในการดีดตัวเองออกจากสถานการณ์นั้นๆ ได้ และความเจ็บปวดเหล่านั้นเองที่ทำให้เขาเป็นเขาในทุกวันนี้ บ่อยครั้งการเห็นเรื่องราวเช่นนี้บ่อยๆ อาจทำให้เราคิดว่า ความเจ็บปวดอาจเป็นหนทางแห่งการเติบโต จนหลายคนพยายามบอกเราด้วยซ้ำว่า นั่นคือหนทางเดียวที่เราจะได้เติบโต

แล้วการเติบโตท่ามกลางปัญหาและความเจ็บปวดส่งผลกระทบต่อเรายังไงบ้าง? คำตอบอาจไม่ได้ชัดเจนหรือง่ายเท่าคำถามของมัน**

**เมื่อเราพูดถึงบาดแผลทางใจ (Trauma) ของเราแต่ละคน มันมักมีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไป ทั้งจากการเกิดขึ้น ผลกระทบของมันต่อเรา และวิธีที่เราจัดการกับมัน จุดร่วมของบาดแผลทางใจอาจอยู่ตรงที่เรามักตั้งคำถามกับบาดแผลเหล่านี้ ว่ามันเปลี่ยนเราไปยังไง? และมากไปกว่านั้นคือเรื่องที่เป็นด้านลบเช่นนี้กับชีวิตของเราจะนำไปสู่ผลลัพธ์บวกๆ ได้มากขนาดไหนกัน?

ผลกระทบที่เราคุ้นชินเมื่อเกิดบาดแผลทางใจคือ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นหลังความเครียดที่สะเทือนใจ (PTSD) ซึ่งมีอาการมากมาย เช่น

ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ของบาดแผลเหล่านั้น ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองกลับไปอยู่ในจุดที่เรื่องเกิดขึ้น สะดุ้งง่าย หลับยาก และระมัดระวังตัวเองกว่าที่เคยเป็น หลีกหนีสถานที่ กิจกรรม หรือผู้คนที่ทำให้เรานึกถึงปมแผลทางใจนั้นๆ มีช่องว่างทางความทรงจำเกี่ยวกับช่วงเวลานั้นๆ มุมมองใรแง่ลบต่อตัวเอง โลก และอนาคต โดยแสดงออกถึงการไร้ความหวัง

PTSD มักเกิดขึ้นราวๆ 1 เดือนหลังจากเราเกิดบาดแผลทางใจ และจะติดตัวอยู่กับเจ้าของบาดแผลนั้นไปเป็นเวลายาวนาน อาจจะเป็นเดือน หรืออาจจะเป็นปี และหลายๆ กรณีถึงจะใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีอาการที่หนักหน่วง แต่เรื่องราวพวกนั้นยังคงติดตัวอยู่กับเราต่อไป บาดแผลทางใจกลายเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเรา บ่อยครั้งเป็นไปในทางที่แย่ ในขณะเดียวกันก็มีการรายงานว่า บาดแผลทางใจเช่นนี้เองสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในแง่บวกได้ โดยการจะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงแบบนี้ เราอาจต้องทำความเข้าใจคอนเซ็ปต์ที่เรียกว่า Posttraumatic Growth

จากข้อมูลโดย America Psychological Association (APA) ทฤษฎี Posttraumatic Growth (PTG) ถูกพัฒนาขึ้นโดยนักจิตวิทยาชื่อริชาร์ด เทเดสชิ (Richard Tedeschi) และลอว์เรนซ์ คัลฮูน (Lawrence Calhoun) ซึ่งมีจุดประสงค์ในการหาทางออกให้แก่กลุ่มคนที่ประสบกับ PTSD เพื่อให้เราใช้ชีวิตในมุมบวกมากขึ้นได้หลังก้าวผ่านบาดแผลทางใจ เพราะในเมื่อบาดแผลเหล่านี้อยู่กับเราอย่างเนิ่นยาว การหามุมมองในด้านบวกให้กับมันเพื่อชีวิตดีขึ้น ก็อาจเป็นหนทางหนึ่งที่อาจช่วยเราบางคนได้ใช่หรือไม่?**

**บาดแผลทางใจเป็นสิ่งที่กระทบกระทั่งเราไปจนถึงแก่นของเรา มันเปลี่ยนมุมมอง ท้าทายความเชื่อ และมากไปจนเปลี่ยนพฤติกรรมของเรา หากจะเรียกอย่างง่ายนั้น PTG คือการที่คนคนหนึ่งสามารถตีความการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากบาดแผลทางใจได้ และปรับใช้มันเพื่อพัฒนาตัวเองไปในทิศทางบวกได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น เราอาจเคยถูกฟ้องร้องในสิ่งที่เราไม่ผิด แล้วถูกลงโทษอย่างไม่เป็นธรรม แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราอาจนำประสบการณ์นั้นมาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อน เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงระบบที่ก่อให้เกิดบาดแผลทางใจนั้นๆ แทนที่จะใช้มันแก้แค้น

ทั้งนี้ผู้พัฒนาทฤษฎียังกล่าวว่า ตัวชี้วัดความสามารถในการตีความประสบการณ์ของแต่ละคนว่าเป็นบวกมากน้อยขนาดไหน วัดได้ผ่านปัจจัยต่างๆ เช่น

มุมมองต่อคุณค่าของชีวิต ความสัมพันธ์กับผู้อื่น มุมมองต่อความเป็นไปได้ในอนาคต ความแกร่งภายในใจ ความเปลี่ยนแปลงเชิงจิตวิญญาณ

ในการสัมภาษณ์กับ APA เทเดสชิกล่าวว่า ราวๆ 2 ใน 3 ของผู้คนที่มีบาดแผลทางใจ พวกเขาจะมีระดับ PTG ที่สูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป อย่างไรก็ดี PTG เองก็เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลอย่างมาก และไม่อาจนำหลักการหรือตัวเลขเข้าไปจับได้อย่างแน่ชัด เพราะเราแต่ละคนอาจจะอยู่ในขั้นตอนการรักษาแผลใจเหล่านั้นอยู่เรื่อยๆ ตามความเร็วของตัวเอง

สำหรับเรื่องนี้การอ่านหรือฟังอาจดูเป็นเรื่องง่าย แต่เมื่อเราพูดถึงประสบการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตเช่นนี้ แล้วบอกว่าทางออกของเราคือการต้องจ้องตามันแล้วตีความมันใหม่ คิดเกี่ยวกับมันอีกครั้ง หรือเผชิญหน้ากับมันโดยที่เราอาจจะลบลืมมันไปแล้ว ทั้งหมดนี้กลับใช้กำลังมากกว่าที่คิด อย่างไรก็ตาม นี่อาจจะเป็นหนึ่งในวิธีการที่เราอาจเลือกใช้ เพื่อก้าวข้ามความเจ็บปวดที่เราไม่ได้ขอเหล่านี้ได้**

ทว่าทฤษฎีดังกล่าวก็ถูกเสียงตอบรับในเชิงวิพากษ์วิจารณ์บ้างเล็กน้อย หนึ่งในนั้นคืองานวิจัย Does growth require suffering? A systematic review and meta-analysis on genuine posttraumatic and postecstatic growth โดยจูดิธ มานเกลดอฟ (Judith Mangeldorf)** นักวิจัยจากคณะจิตวิทยา Freie University Berlin ที่พาเราไปดูการรวบรวมและวิเคราะห์งานวิจัยในอดีตเกี่ยวกับการเติบโตผ่านความเจ็บปวดนี้

ข้อสังเกตแรกของผู้วิจัยคือ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ PTG นั้น อาศัยการเก็บข้อมูลจากกลุ่มคนผู้ผ่านประสบการณ์บาดแผลทางใจมาแล้ว ก่อนจะให้พวกเขามองกลับไป ในกรณีนี้กลุ่มตัวอย่างมีโอกาสที่จะมองผ่านเลนส์ของตัวเองในปัจจุบัน ซึ่งโดยธรรมชาติ เรามักจะหาเหตุผลและความหมายให้แก่ความเจ็บปวดเหล่านั้น เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกว่าเป็นความเจ็บปวดที่ไม่ได้อะไรกลับมา ในขณะที่ทางเชิงการปฏิบัติ การกระทำเช่นนั้นถือว่าไม่ได้เป็นปัญหาอะไร แต่วิธีดังกล่าวนำไปสู่ข้อมูลที่เอนเอียงได้ในเชิงงานวิจัย

มานเกลดอฟเสนอว่า การพูดคุยเกี่ยวกับการเติบโตนั้นควรต้องใช้การศึกษาระยะยาว (Longitudinal Studies) เสียมากกว่า โดยเธอรวบรวมการศึกษาระยะยาวในหัวข้อนี้มาจำนวน 122 งานวิจัย แล้วได้ข้อสรุปว่า การเติบโตเกิดขึ้นได้ทั้งจากประสบการณ์ชีวิตในแง่บวกและลบเท่าๆ กัน ไม่มีหลักฐานใดบอกว่าเหตุการณ์ชีวิตในแง่ลบจะนำไปสู่การเติบโตที่สูงกว่าแง่บวก นั่นแปลว่าแม้ความเจ็บปวดจะเป็นหนทางที่พาให้เราเติบโตได้ แต่มันก็ไม่ใช่วิธีการเดียว**

**เมื่อตอนต้นเราคุยกันไปแล้วว่า คำตอบของเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไม่ชัดเจนหรือตอบได้ง่าย เพราะชีวิตกระทบต่อเราคนละแบบ เราแต่ละคนก็รับมันคนละแบบเช่นกัน เราไม่อาจบอกได้ว่าเราควรจะเจ็บปวด หรือเราควรจะไม่เจ็บปวด เพราะในความเป็นจริงแล้วไม่มีเราคนไหนเลือกได้ ความเจ็บปวดต่างหากที่วิ่งเข้าหาเรา แม้เราอยากจะพูดแค่ไหนว่าวิธีการที่เราเลือกจัดการกับบาดแผลทางใจนั้นขึ้นอยู่กับเรา แต่ความเป็นจริงกลับยากกว่านั้นมาก ด้วยหลายๆ ปัจจัยไม่อนุญาตให้เราก้าวข้ามความเจ็บปวดของเราได้โดยง่าย แต่สิ่งหนึ่งที่เราอาจจะพูดได้ นั่นคือมุมมองของเราต่อการเติบโตผ่านความเจ็บปวดจะเปลี่ยนแปลงไป

ใน Nanette รายการตลกตอนพิเศษโดยฮันนาห์ แกดส์บี้ (Hannah Gadsby) เธอเล่าเรื่องเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่บอกกับเธอว่า จิตรกรวินเซนต์ แวนโก๊ะ สร้างงานศิลปะอันยิ่งใหญ่ของเขาได้ เพราะว่าเขาเจ็บปวดจากความยากจน จากอาการทางจิต และหากเขารักษามันให้หายไป โลกนี้จะไม่มีผลงานชิ้นเอกเช่น Sunflowers โดยแกดส์บีพูดบนเวทีในตอนจบของ Nanette ว่า

“พวกคุณรู้หรือเปล่าว่าทำไมเราถึงได้มี Sunflowers? ไม่ใช่เพราะแวนโก๊ะทรมาน แต่เพราะเขามีน้องชายผู้รักเขามากต่างหาก”

**แกดส์บีพูดเช่นนั้น หลังจากพูดคุยถึงวิธีการที่โลกมองว่าศิลปะที่ดีมาจากศิลปินผู้เจ็บปวดเท่านั้น ในขณะที่ความเป็นมนุษย์นั้นมีมิติกว่านั้นอยู่มากมาย ไม่ได้มีแค่แง่มุมเดียวของเราที่ทำให้เราเป็นเรา หรือแค่แง่มุมเดียวที่ทำให้เราเติบโต แม้ว่าหลายๆ คนจะบอกเราอย่างนั้น

เพราะเราจัดการกับแผลใจของเราต่างกัน ในเวลาที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งไม่มีแบบใดที่เข้าใจไม่ได้เลย

อ้างอิงจาก

apa.org

mayoclinic.org

medicalhealthhumanities.com

pubmed.ncbi.nlm.nih.gov

Graphic Designer: Kotchamon Anupoolmanee
Editorial Staff: Taksaporn Koohakan

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...