หวนรักองค์ชายท้ายวัง
ข้อมูลเบื้องต้น
เรื่องย่อ หวนรักองค์ชายท้ายวัง
เรื่องหวนรักองค์ชายท้ายวัง เป็นเรื่องราวของดนัยหนุ่มวัยเบญจเพสที่ทำงานอย่างหนักจนเสียชีวิตโดยไม่รู้ตัว ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในร่างองค์ชายสิบเฉินอวี้ ที่ถูกทอดทิ้งเนื่องจากพระบิดาไม่โปรดปรานจากการเกิดมาทำให้มารดาอย่างหนิงอ้ายที่เคยเป็นสนมขั้นตาอิ้งคนโปรดต้องตายจากการตกเลือด ถูกให้ออกไปอยู่ในตำหนักท้ายวังหลวงพร้อมด้วยคนดูแลสามคน ที่พยายามรักษาชีวิตขององค์ชายน้อยมาจนถึงอายุเจ็ดหนาว
ฮ่องเต้เฉินหลงมีพระโอรสมากถึงสิบพระองค์ มีฮองเฮาสวมมงกุฎหงส์คู่บัลลังก์อย่างเมิ่งเย่วซิน จากการบุตรสาวของแม่ทัพใหญ่ มีสนมขั้นเฟยอีกสี่คนไม่นับสนมระดับล่างอีกหลายคนที่รอการเรียกตัว
องค์ชายใหญ่เฉินตงหยาง หรือองค์รัชทายาท เป็นโอรสของเมิ่งฮองเฮามีน้องชายร่วมมารดาอย่างองค์ชายสามเฉินลู่หยางและองค์ชายห้าอย่างเฉินหนิงเหอที่ฮองเฮารับเลี้ยงมาด้วยกัน
องค์ชายรองเฉินลู่เสียน เป็นบุตรชายของหวงกุ้ยเฟยฟางซิน เป็นหนึ่งในตัวเลือกองค์รัชทายาท ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลานิสัยเจ้าเล่ห์แอบแฝง ยืมมือใช้คนอย่างแนบเนียนสมกับได้รับการสั่งสอนจากเสนาบดีผู้เป็นตา
องค์ชายห้าเฉินหนิงเหอ เป็นบุตรของสนมคนหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้ว ถูกทำนายว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งในการขึ้นเป็นฮ่องเต้ขององค์ชายใหญ่ทำให้เมิ่งฮองเฮารีบนำเขามาเลี้ยงทั้งยังสั่งสอนให้จงรักภักดีกับพี่ชายคนโต
องค์ชายเจ็ดเฉินจางหย่งเป็นบุตรของเจียผิน หนึ่งในสนมผู้สามารถเอาตัวรอดจากเมิ่งฮองเฮาจนสามารถเลี้ยงดูองค์ชายเจ็ดลงสนามแข่งขัน มีภาพลักษณ์ที่ทุกคนติดตาคือนุ่มนวลอ่อนหวาน ปิดบังความโหดเหี้ยมจนไม่มีใครรู้ตัวตนแท้จริงของนาง
ชินอ๋องเฉินเล่ย น้องชายร่วมมารดากับฮ่องเต้อย่างเฉินหลง แม่ทัพหนุ่มฝีมือดีเป็นคนหนุนพี่ชายให้อยู่ในตำแหน่งสูงสุดอย่างมั่นคง คลั่งรักเฉินอวี้มากที่สุดยอมทุกอย่างเพียงแค่บอกมา ห้ามเฉินอวี้ร้องไห้โดยเด็ดขาด
แคว้นเฉินเป็นแคว้นใหญ่ที่มีแคว้นเล็กหลายแคว้นยอมสวามิภักดิ์ เนื่องจากมีแม่ทัพหลายคนที่นำพากองทัพเข้าต่อสู้กับข้าศึกจนสามารถขยายอาณาเขตออกไปมากมาย
ฮ่องเต้เฉินหลงมีพระชันษา 35 ปีโอรสสวรรค์ผู้เป็นกำลังสำคัญในการรวบรวมแผ่นดินเป็นแคว้นใหญ่ ผู้เป็นเอกในหลายด้าน ปล่อยการดูแลองค์ชายทั้งหมดให้ฮองเฮาอย่างเมิ่งเย่วซิน จนพระนางลงมือกำจัดองค์ชายสิบอย่างลับ ๆ เพราะเกลียดมารดาอย่างหนิงอ้ายแต่เมื่อองค์ชายสิบไม่ได้สิ้นลมอย่างที่นางหวัง แต่มีเรื่องการรับสนมใหม่เข้ามาทำให้นางปล่อยเรื่องของเขาชั่วคราว
ไม่คิดว่านั่นจะเป็นการเปิดช่องให้พี่น้องที่ไม่เคยพบหน้าได้รู้จักกัน ความสัมพันธ์ยุ่งเหยิงของเชื้อพระวงศ์ที่คนทั่วไปไม่รู้เกิดขึ้นที่ตำหนักริมธารหลังจากที่ถูกปรับปรุงจนมีสภาพดีแล้วแม้ว่าฮ่องเต้จะยื่นมาแยกความสัมพันธ์นี้ออกจากกันแต่ไม่อาจหยุดยั้งเรื่องนี้ได้จนพระองค์ต้องทำใจยอมรับเมื่อไม่อาจสูญเสียใครไปได้
การลงมือก่อกบฏของบุคลหลายฝ่ายที่อยากได้อำนาจมาอยู่ในมือรวมทั้งตัวของฮองเฮาด้วยเช่นกันที่กลัวว่าบุตรชายจะไม่ได้ขึ้นเป็นใหญ่โดยไม่ได้ล่วงรู้ความสัมพันธ์ลึกซึ้งของบุตรชายและคนที่นางเกลียดชังเข้าใส้ พระนางเป็นหนึ่งในวิบากกรรมใหญ่หลวงที่พวกเขาต้องฝ่ามันให้ได้ สนมชายาทั้งหลายลงมืออย่างหนัก ตำแหน่งสูงค่านั้นเป็นที่หมายปองของทุกคน
สาวงามที่เข้าวังมีทั้งหวังจะขึ้นเป็นฮองเฮา บางคนอยากเป็นชายาองค์รัชทายาท และพระชายาของชินอ๋องเล่ห์เหลี่ยมของสตรีวังหลังนับพันเริ่มขึ้นหลังจากหยุดไปนานเมื่อฮ่องเต้รับสนมเข้ามาใหม่ ไฟร้อนลุกไปทั่วทุกตำหนักโดยที่ฮ่องเต้นั่งมองพวกนางทั้งหลายเข่นฆ่ากันโดยไม่สนใจใครอีก ฝ่าบาทหลงองค์ชายสิบให้คนดูแลเขาอย่างดีแต่ก็อดที่มีแมลงน่ารำคาญคอยไปยุ่งกับดอกไม้ที่เขาหวงแหน เขารำคาญทั้งลูกและน้องชายที่คอยมาตอแยลูกชายคนเล็กอยู่เสมอ ถ้าไม่ติดว่าจะผิดสังเกตของผู้ไม่หวังดีเขาคงมาอยู่กับลูกชายคนเล็กแล้ว
ถ้าในชาตินี้ทุกคนยังไม่สามารถทำให้เฉินอวี้ยอมรับได้ หลังจากที่ทุกคนหมดลมหายใจไปแล้ว ต่างคนต่างไปยังที่ที่สมควร สิ้นความรักความแค้นที่ติดตัวมาลง ซึ่งเฉินอวี้ไม่ได้ใส่ใจเขาสนใจกับปัจจุบันเท่านั้น แต่ด้ายแดงทั้งหลายกลับรัดเขาจนแน่นหายใจแทบไม่ออกอยู่ตอนนี้ ทุกคนหวังเพียงการได้กลับไปดูแลคนที่คู่ควร ทิ้งคนร้อยเล่ห์ให้จมน้ำตาตายไปเมื่อไม่อาจแทรกตัวเข้าไปในความสัมพันธ์นั้นได้
นิยายเรื่องนี้ไม่ได้อ้างอิงยุคใดชื่อตัวละครเป็นการสมมุติขึ้นเท่านั้น
นิยายเรื่องนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ห้ามมิให้ผู้ใดทำซ้ำ ดัดแปลง ห้ามลอกเลียนแบบหรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หากฝ่าฝืนมีโทษทางกฎหมาย
ดรุณีสีเทา
องค์ชายตำหนักร้าง
ตอนที่ 1 องค์ชายตำหนักร้าง
ความฝันสลับเรื่องราวจนดนัยแยกเรื่องที่ได้เห็นไม่ออก เรื่องที่เห็นหลายเรื่องเขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด บางเรื่องเหมือนแค่ภาพผ่านมาให้เห็นเท่านั้น
“อย่าพบเจอกันอีกเลย” เสียงที่ได้ยินบ่อยครั้งที่สุดเสียงที่เขาคิดว่าเคยได้ยินมันมาก่อนแน่นอน
เสียงพูดคุยแผ่วเบาที่ดังเข้ามาด้านใน จนร่างที่นอนสลบไสลอยู่บนเตียงแคบ ๆ ฟูกที่ปูรองนั้นแสนบางจนเหมือนตัวเองนอนอยู่บนแผ่นไม้แข็งๆ ได้ยินการปรึกษาของขันทีและนางกำนัลที่คอยดูแลเฉินอวี้มาตั้งแต่ครั้งที่ย้ายมาที่ตำหนักหลังร้างท้ายวังหลวงแห่งนี้ ทำให้เปลือกตาบางขยับยุกยิกเหมือนจะได้สติขึ้นมา ก่อนที่จะลืมตาอันหนักอึ้งขึ้นมองสิ่งที่อยู่รอบตัว จนได้สิ่งที่มองเห็นในครั้งแรกเป็นม่านมุ้งที่ถูกปล่อยเอาไว้ ลำคอขาวผ่องนั้นแห้งผาก รู้สึกกระหายน้ำเป็นอย่างมากแต่ตัวเองไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะขยับร่างกายลุกขึ้นนั่งได้เอง
“หยางกงกง ท่านว่าองค์ชายจะฟื้นขึ้นมามั้ยเจ้าคะ หมอหลวงไม่ยอมมารักษาอาการให้องค์ชายเลย ให้มาเพียงยาสามห่อจะได้การอะไร อาการองค์ชายไม่ดีมาตั้งแต่ต้นแล้วพอมากระทบกับความเย็นเข้าไปอีก จะทนทานได้ยังไง ฮองเฮาก็ช่างกระไร แค่รู้สึกปวดพระเศียรถึงกับเรียกหมอหลวงไปเข้าเฝ้าจนหมดไม่ยอมปล่อยใครกลับมาสักคน”
“รอดูซือเหมี่ยวว่านางจะซื้อยากลับมาให้ได้หรือเปล่า ต้องฝากความหวังไว้กับนางแล้ว”
“คราวนี้ดูท่าว่าทั้งฮองเฮาและหวงกุ้ยเฟย จะร่วมมือกันเลยนะเจ้าคะ”
“ซือเป่าเรื่องนี้เจ้าไม่ควรที่จะพูดออกมานะ ถ้าใครมาได้ยินจะยิ่งทำให้เกิดเรื่องกับองค์ชายมากขึ้น”
“ก็ข้าอดไม่ได้นี่เจ้าคะ ดูสิพวกเขารังแกกันเกินไปแล้ว องค์ชายตัวเล็กขนาดนี้กลับโดนกลั่นแกล้งไม่หยุดหย่อน ยิ่งไม่มีมารดาคุ้มครองด้วยแล้วผู้มีอำนาจทั้งหลายกลับไม่ยอมปล่อยให้องค์ชายได้ใช้ชีวิตที่ปกติสุขเสียที”
“ดูแค่ตำหนักแห่งนี้ก็รู้ว่าพวกเขารังแกองค์ชายมากขนาดไหน ทั้งเก่าและผุพังจนตำหนักเย็นจะมีสภาพดีกว่าอยู่แล้ว นี่เพิ่งเริ่มเข้าหน้าฝนนะเจ้าคะ เรายังแทบจะต้องมานอนอยู่ห้องเดียวกับองค์ชายอยู่แล้ว ข้าไม่อยากคิดเลยว่าถ้าฝนตกหนักๆเราจะอยู่กันได้อย่างไร”
เฉินอวี้เมื่อเห็นว่าทั้งสองไม่เข้ามาหาสักที เขาทนหิวน้ำไม่ไหวแล้ว
“แค่ก แค่ก” แม้เสียงที่ได้ยินจะแผ่วเบาอย่างไร หยางกงกงที่ยังอายุแค่ยี่สิบห้าย่อมได้ยินอยู่แล้วรีบเดินกลับเข้ามาในห้องที่องค์ชายสิบนอนอยู่เห็นองค์ชายน้อยลืมตาขึ้นมาแล้ว ดีใจจนอดที่จะยิ้มกว้างออกมาไม่ได้
“องค์ชาย ท่านเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”
“น้ำ หิวน้ำ” ขันทีหนุ่มรีบเข้ามาประคองร่างผ่ายผอมขององค์ชายให้ลุกขึ้นนั่ง ก่อนที่ซือเป่าที่ตามเข้ามาจะรินน้ำอุ่นใส่ถ้วยกระเบื้องสีขาวไร้ลวดลายอะไร ดูแล้วสิ่งของที่อยู่ในห้องนี้ไม่มีสิ่งใดเป็นของมีค่า หรือมีราคาเหมาะสมกับตำแหน่งองค์ชายองค์สุดท้ายของราชวงศ์สักนิด น้ำอุ่นที่อยู่ในถ้วยซือเป่าไม่กล้าที่จะให้องค์ชายจับถ้วยด้วยตัวเอง นางกำนัลช่วยยกถ้วยจ่อริมฝีปากสีซีดขาวของคนป่วยที่เพิ่งลืมตา
“ค่อยๆ ดื่มนะเพคะ” เห็นองค์ชายดื่มน้ำด้วยความกระหายถึงสามถ้วยด้วยกัน ก่อนที่จะนั่งนิ่งไม่พูดจาจนซือเป่าไม่สบายใจ มือเล็กของนางกำนัลที่คอยดูแลองค์ชายน้อยมาเกือบห้าปีจับตัวดูว่าความร้อนจากพิษไข้ที่องค์ชายเป็นอยู่ทุเลาลงบ้างไหม เมื่อพบว่ามีเพียงเนื้ออุ่นๆ ก็ถอนหายใจเบาๆ
“ตัวเย็นลงเยอะเลยเจ้าค่ะ หยางกงกง”
“ถ้าได้ยากลับมา อาการขององค์ชายคงจะดีขึ้นมาก” หวังว่าซือเหมี่ยวจะได้ยากลับมาด้วย ก่อนที่จะได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาภายใน
“เจ้ากลับมาแล้ว”
“ข้ากับหยางกงเป็นห่วงเจ้าแทบแย่ ทำไมถึงกลับมาช้านักเล่าซือเหมี่ยว”
“ก็วันนี้อยู่ ๆมีนางกำนัลของตำหนักหวงกุ้ยเฟยมาแอบซุ่มดูลาดเลาอยู่ไม่ไกลจากทางออก ข้ากลับมาที่ทางหมาลอดเกือบโดนนางจับได้แล้ว ตอนนี้ออกจากตำหนักต้องระวังตัวอย่างมากนะไว้ใจใครไม่ได้เลย”
“ยาล่ะได้มาหรือเปล่า” ซือเหมี่ยวล้วงเอายาสองห่อออกมา ส่งให้หยางกงกงดู
“ได้มาเพียงเท่านี้เจ้าค่ะ ยาแพงมากตำลึงเงินของเรามีเพียงเท่านี้เอง ถ้าองค์ชายยังไม่ดีขึ้นเราจะทำอย่างไรกันดี” ไม่ใช่ว่าหยางกงกงจะไม่เคยไปกราบทูลฮองเฮาเรื่องการเจ็บป่วยขององค์ชายสิบแต่ดูเหมือนว่าไม่ได้รับความสนใจจากใครเลย ไม่ใช่แค่ยาเท่านั้น ครั้งนี้ถึงกับไม่ให้หมอหลวงคนใดมารักษาสักคน ความใจดำอำมหิตภายในวังหลังช่างน่ากลัวไม่น้อย
“ไม่เป็นไรหรอกซือเหมี่ยว เราน่าจะหายแล้ว”
ซือเหมี่ยวตกใจนางที่ไม่ได้มององค์ชายตั้งแต่แรก มัวแต่สนทนากับหยางกงกงและซือเป่า ไม่ได้เห็นว่าองค์ชายฟื้นขึ้นมาแล้ว
“ฟื้นแล้วหรือเพคะ โถทูนหัวของหม่อมฉัน ถ้าเราไม่มียาท่านจะหายได้ยังไงเล่าตัวท่านยังร้อนรุมอยู่เลย”
“ไหนจะอาหารอีก ดูเอาเถิดมาจนถึงเวลานี้ยังไม่มีใครมาส่งให้ท่านเลย แล้วองค์ชายจะแข็งแรงได้ยังไง”
“เดี๋ยวหม่อมฉันจะไปดูที่ห้องเครื่องนะเจ้าคะ ท่านจะได้กินยาด้วย เราจะนิ่งนอนใจไม่ได้แม้ว่าไข้จะลดลงบ้างแล้วก็ตาม”
“รีบไปรีบกลับนะซือเป่า อย่าแวะทะเลาะกับใครเด็ดขาด”
“เจ้าค่ะหยางกงกง”
“อะไรกัน มันยังไม่ตายอีกหรือยังไง” เสียงเกรี้ยวกราดของเมิ่งฮองเฮาดังไปทั่วตำหนัก นางอุตส่าห์รั้งหมอหลวงทั้งหมดให้อยู่ที่ตำหนักข้างไม่ให้กลับไปที่สำนักหมอหลวงได้แล้ว คนที่นางอยากกำจัดกลับไม่ตายอย่างที่คิดทำให้พระนางโมโห
“หมอหลวงไม่ได้ไปรักษาก็จริงก่อนที่เขาจะมาที่ตำหนักเฟิ่งหวง หมอหลวงเจียงมอบยาให้กงกงที่ดูแลองค์ชายสิบไปสามห่อเพคะ พวกนั้นน่าจะต้มยาให้องค์ชายจนรอดพ้นความตายมาได้”
“ไหนเจ้าบอกกับข้าว่ามันเป็นไข้ไกล้ตายแล้วอย่างไรเล่า ทำไมมันถึงยังรอดมาได้อีก มันน่าจะตายตามแม่ของมันไปได้แล้ว”
“ฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันขอประทานอภัย เรื่องขององค์ชายสิบไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลยนะเพคะไม่ว่าจะอยู่หรือตายอย่างไรเขาก็ไม่อาจเป็นเสี้ยนหนามของของชายใหญ่กับองค์ชายสามได้แน่นอน ทั้งยังมีองค์ชายห้าที่ท่านรับดูแลอีก ในมือของท่านอย่างไรก็มีผู้ที่จะได้เป็นองค์รัชทายาทถึงสามคน สนมนางอื่นเช่นไรก็มีพระโอรสกันเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ท่านปล่อยให้องค์ชายสิบตายไปเองเถิดเจ้าค่ะ”
“อีกอย่างเรื่องที่สำคัญมากกว่าคือเรื่องที่ปีนี้มีการคัดเลือกสนมคนใหม่เข้าวังหลวงอีกนะเพคะ หญิงสาวหลายคนที่เราคัดเลือกไว้แล้วต้องดูแลจนกว่าพวกนางจะได้เข้ามาที่วังหลัง”
“ข้าเกลียดแม่ของมัน รวมทั้งตัวมันด้วย” เมิ่งเย่วซินยังไม่หายโมโห
“ฮองเฮาเพคะ ถ้าฝ่าบาทรู้ว่าองค์ชายสิบไปอยู่ที่ตำหนักร้างหลังนั้นอาจไม่พอพระทัยได้ แม้ว่าเราจะได้เปรียบหวงกุ้ยเฟยอยู่ แต่ไม่อาจให้นางได้ขึ้นมาเทียบท่านได้นะเจ้าคะ เกิดว่านางกล่าวหาท่านว่ากลั่นแกล้งองค์ชายสิบขึ้นมาแล้วย่อมส่งผลกระทบต่อองค์ชายทั้งหมด ดั้งนั้นท่านควรพระทัยเย็นๆ เชื่อหม่อมฉันเถิดเพคะ”
แม่นมจูเอ่ยเตือนฮองเฮามีเพียงแม่นมคนนี้เท่านั้นที่กล้าจะเอ่ยปากห้ามฮองเฮาได้ นางเป็นคนเลี้ยงฮองเฮามาตั้งแต่เด็ก ติดตามนางเข้าวังจนทุกวันนี้ ความจงรักภักดีของนางมากกว่าผู้อื่นอยู่มาก เมื่อเห็นว่าฮองเฮาอาจทำเสียเรื่องจนกระทบกับตำแหน่งที่พวกนางลงทุนลงแรงไปมากย่อมเตือนสติพระนางเสียหน่อย ไม่อาจให้เกิดผลเสียได้
“เอาตามที่แม่นมว่าก็ได้ ปล่อยให้มันตายอยู่หลังวังหลวงนั่นแหละเป็นที่ที่เหมาะกับพวกมันสองแม่ลูกแล้ว”
ใครใช้ให้สนมระดับล่างอย่างหนิงอ้ายที่เข้ามาเป็นตาอิ้งได้ไม่ถึงสามเดือนในยามนั้นฝ่าบาทผลิกป้ายของนางบ่อยกว่าที่จะมาหานางอีกจนกระทั่งหนิงอ้ายตั้งครรภ์มังกร ในยามนั้นสนมคนอื่นต่างเกลียดชังตาอิ้งผู้นี้มาก ขนาดเสียนเฟยที่เคยได้รับการขนานนามว่ามีสิริโฉมที่งดงามที่สุดในวังหลังแห่งนี้ ยังไม่สามารถที่จะเทียบความงามกับหนิงอ้ายได้ แม้นางจะงดงามกว่าใครในบรรดาสนมทั้งหมดแต่เบื้องหลังเป็นเพียงตระกูลบัณฑิตจนๆที่ไม่ได้มีอำนาจใดๆ ทำให้นางตกเป็นเป้าการโจมตีของความริษยาจากสตรีทั้งวังหลัง
จนกระทั่งนางตายหลังจากการคลอดพระโอรส ไม่มีใครรู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงแล้วนางไม่ได้ตกเลือดตายหรอก นางถูกวางยาจนตายต่างหาก ฮองเฮาอย่างเย่วซินลงมืออย่างเฉียบขาดไม่ทิ้งร่องรอยใดทิ้งไว้เลย ทั้งนางกำนัลที่ช่วยทำคลอด หมอตำแยทุกคนต่างทยอยถูกฆ่าปิดปากไปจนหมด และนางยังติดสินบนให้นักพรตเฒ่ามาทำนายว่าเฉินอวี้เป็นสิ่งอัปมงคลต่อมารดาจนนางต้องตาย ฮ่องเต้เลยไม่ได้ใส่ใจองค์ชายน้อยมาตั้งแต่ครั้งนั้นจนถึงทุกวันนี้พ่อลูกไม่เคยพบหน้า ยังความสาแก่ใจให้กับนางเป็นอย่างมากที่เห็นลูกของหนิงอ้ายต้องตกระกำลำบากอยู่จนทุกวันนี้
สนมใหม่เหล่านี้นอกจากเป็นคนของตระกูลที่อยู่ฝั่งเดียวกับนางแล้วยังมีคนของฝั่งตรงข้ามอย่างหวงกุ้ยเฟยด้วย การแย่งชิงความโปรดปรานระลอกใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่มันเงียบสงบมาหลายปีตั้งแต่ฮ่องเต้ยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียตาอิ้งคนโปรดไป เมื่อทนการร้องขอจากขุนนางในท้องพระโรงว่าให้พระองค์รับสนมใหม่เข้ามาเพิ่มในวังหลังอีกหลังจากว่างเว้นการคัดเลือกมาหลายปีแล้ว ทั้งนางและหวงกุ้ยเฟยกำลังแย่งคนกันอย่างลับ ๆ อำนาจในมือของทั้งสองคนยังคานกันอยู่ระหว่างบุตรสาวแม่ทัพใหญ่กับมหาเสนาบดีนั้นกดดันไปถึงฮ่องเต้เลยทีเดียว รอดูว่าเบื้องหลังสนมพวกนี้ใครจะเป็นคนคุมเกมส์ในกระดานต่อจากนี้
เดินมาตั้งไกลกว่าจะถึงห้องเครื่องแต่ดูสิ่งที่พวกเขามอบให้สิ ไม่สมกับการที่นางเดินมาจนหอบเลยสักนิด
“ทำไมอาหารขององค์ชายสิบมีเพียงเท่านี้ล่ะเจ้าคะ จะพอกินได้ยังไงกัน องค์ชายต้องการอาหารบำรุงตัวเอง กงกงท่านตักให้อีกหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ”
“ฮองเฮาสั่งว่าองค์ชายเพิ่งฟื้นไข้ ยังไม่ต้องนำอาหารไปให้มาก ที่เจ้ายังไม่ได้ไปไหนคงคิดจะเอาเพิ่มไปกินกันเองสินะ ไม่ต้องมาอ้อนวอนข้า นำอาหากลับไปเพียงเท่านั้นแล้วอย่ามาก่อเรื่องที่นี่อีก หาไม่แล้วข้าจะไปกราบทูลฮองเฮาว่าคนตำหนักริมธารมาก่อความไม่สงบเจ้าคงไม่อยากให้องค์ชายสิบต้องเดือดร้อนกระมัง”
ซือเป่าเม้มปากอดกลั้นอารมณ์เอาไว้ มองข้าวต้มที่มีแต่น้ำหาเม็ดข้าวได้น้อยมากอยู่ในถ้วยเล็ก ก่อนที่จะปิดฝาลงนำกลับตำหนักให้องค์ชาย นางไร้ความสามารถที่จะนำอาหารกลับไปบำรุงคนป่วยเสียแล้ว นางกำนัลและขันทีพวกนี้เป็นคนของฮองเฮาพวกเขากลั่นแกล้งคนไม่หยุด เมื่อไม่สามารถที่จะขออาหารเพิ่มได้ ซือเป่าต้องกลับไปพร้อมกับข้าวต้มถ้วยเล็กเท่านั้น
“ซือเป่าทำไมห้องเครื่องถึงให้อาหารมาเพียงเท่านี้กันเล่า”
“เจ้าก็รู้ว่าคนพวกนั้นเป็นคนของฮองเฮา พวกเขารวมหัวกันไม่ยอมเอาอาหารออกมาให้ข้าเพิ่ม ทั้งยังขู่ว่าจะฟ้องฮองเฮาอีก ข้าไม่อยากก่อเรื่องให้องค์ชายอีกจึงกลับมาพร้อมกับข้าวต้มถ้วยนี้”
“หยางกงกง เราจะทำยังไงกันดีเล่าเจ้าคะ” สายตาสามคู่จ้องมองไปที่องค์ชายสิบที่ยังนั่งมองพวกเขาอยู่ พวกเขาไม่กินก็ได้แต่องค์ชายไร้เรี่ยวแรงขนาดนี้จะพอประทังความหิวได้มั้ย
“องค์ชายวันนี้เรามีเพียงข้าวต้มเปล่าๆ นะเพคะ ฝืนกินเสียหน่อยจะได้กินยา ไข้ลดลงมาเยอะแล้วกินยาที่เหลือท่านอาจจะหายแล้วก็ได้ เอาไว้วันพรุ่งนี้บ่าวจะไปเอาอาหารมาให้เพิ่ม”
ซือเป่ามองหน้าเล็กๆ ขององค์ชายวัยเกือบเจ็ดหนาวที่มองจ้องนางเงียบๆ ถ้าองค์ชายได้กินอาหารดีๆ ย่อมต้องน่ารักมากกว่าองค์ชายพระองค์อื่นอย่างแน่นอน แม้จะผ่ายผอมจนเห็นกระดูกหลายแห่งแต่ยังไงหน้าตาที่เหมือนฟ้าประทานมาให้นั้นคนทั่วไปไม่อาจมองข้ามได้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นดวงตาที่ทอประกายสีน้ำตาลอ่อนมันสวยเสียจนบางครั้งนางเองก็อดจะมองนานๆ ไม่ได้เหมือนมีลูกแก้วสีสวยกลิ้งอยู่ภายใน คิ้วเรียงตัวสวยไม่ใหญ่ไม่เล็กแต่ขนคิ้วเรียงเส้นเหมือนกับภาพวาด ริมฝีปากบางเฉียบมองโดยรวมบางครั้งนางคิดว่านางกำลังเลี้ยงเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
มันก็ควรที่จะเป็นเช่นนี้อยู่แล้วในเมื่อบิดาอย่างฮ่องเต้เฉินหลงเองก็เป็นผู้ที่มีหน้าตาเป็นอาวุธทำลายล้างคนอื่นอยู่แล้ว ว่ากันว่าภายในแคว้นจะหาคนที่มีหน้าตาดีไปกว่าฮ่องเต้เฉินหลงอีกคงหาได้ยาก มารดาก็เป็นที่เลื่องลือถึงความงามว่าเป็นหนึ่งในวังหลังแห่งนี้ เสียดายแค่เพียงวาสนาขององค์ชายน้อยกลับต่ำเตี้ยเรี่ยดินเกินไปเท่านั้น
“ก็ได้กินเท่าที่เรามีนี่แหละ ไม่ต้องกังวล พรุ่งนี้เรามีอาหารกินแน่นอน วันนี้ให้ข้าพักก่อนแล้วกัน”
ความคิดของทุกคนต่างสงสัยในคำพูดองค์ชายพรุ่งนี้จะมีอาหาร แล้วจะเอามันมาจากไหนกันเล่า พวกนางไม่อยากบอกให้องค์ชายน้อยให้ใจเสียไปกว่านี้ เด็กเล็กจะรู้ได้อย่างไรทุกวันนี้ยังต้องรอเพียงอาหารจากที่นางกำนัลเอามาส่งอยู่เลย ลำพังแล้วจะไปหาได้ที่ไหนอีก ซือเป่าคิดแล้วก็ปวดใจพรุ่งนี้ต้องไปตบตีกับห้องเครื่องอีกอย่างแน่นอน เอาเถอะเพื่อองค์ชายที่นางรักแม้ว่าจะต้องลงมือกับขันทีสักสองสามคนซือเป่าผู้นี้ยอมทำให้องค์ชายได้
“เด็กนั่นยังรอดไปได้อีกหรือ” มือเรียวที่ขยับป้อนอาหารนกตัวโปรดอยู่เอ่ยถามนางกำนัลที่อยู่ข้างกาย
“เพคะพระสนม เห็นว่าฮองเฮากริ้วมากเมื่อรู้ว่าองค์ชายสิบยังหายใจอยู่”
“ตายยากเย็นจริงนะ ความจริงแล้วเขาไม่น่าจะรอดมาถึงทุกวันนี้ได้เลยเสียด้วยซ้ำ”
“พระสนมจะให้บ่าวจัดการอะไรกับองค์ชายสิบหรือไม่เพคะ”
“ปล่อยไปเถอะ ให้เด็กนั่นเอาตัวรอดจากหน้าหนาวที่รุนแรงนี่ไปได้เสียก่อน ถึงจะรอดตายไปได้ยังไงเขาก็ไม่อาจทำให้ฝ่าบาทโปรดปรานได้อยู่แล้ว”
“ขันทีกับนางกำนัลพวกนั้นไม่ได้มาขอให้พระสนมช่วยเหลืออีกแล้ว”
“จะให้ข้าช่วยได้ยังไงในเมื่อข้าไม่สบายทั้งฮองเฮาก็เพ่งเล็งข้าเช่นนี้”
“แผนของพระสนมเข้าทีมากเพคะ พวกนางกำนัลพวกนั้นไม่กล้ามาขอความช่วยเหลือ ทั้งฝ่าบาทเองก็ทรงพอพระทัยกับการวางตัวของพระสนมมาก”
“ถึงจะไม่ได้มาหาข้าบ่อย แต่ของกำนัลมีมาไม่เคยขาดก็บ่งบอกแล้วว่ายังไงข้าก็ยังอยู่ในสายตาของฝ่าบาทอยู่”
“หม่อมฉันรู้ดีเพคะ แต่ตอนนี้มีข่าวการรับสนมใหม่เข้ามา ท่านจะยังรักษาความโปรดปรานนี้เอาไว้ได้มั้ยเพคะ”
“ความสดใหม่ต่างกันอยู่แล้วข้าจะไปแข่งขันกับพวกนางทำไม ปล่อยให้ฮองเฮาและหวงกุ้ยเฟยลับเล็บกันไปเพียงเท่านั้น ข้าหาวิธีช่วยให้ลูกข้าเป็นองค์รัชทายาทจะดีกว่า”
“แล้วเรื่องนี้อย่าให้ลูกข้ารู้เรื่องด้วยเชียวนะ”
“เพคะพระสนม หม่อมฉันจะเย็บปากให้สนิทไม่ว่าใครก็จะไม่บอกเพคะ”
“ดีแล้วที่เจ้าทำเช่นนั้น เราไม่อาจก้าวขาเป็นศัตรูทั้งจากฮองเฮาและหวงกุ้ยเฟยได้ต่อหน้า อย่าทำตัวโดดเด่นจนทั้งสองพระองค์สะดุดตาเข้าได้ไม่เช่นนั้นจะเป็นตาอิ้งผู้นั้นที่แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังช่วยอะไรนางไม่ได้แม้แต่น้อย”
นางไม่รู้เลยว่าหลังบานประตูมีร่างขององค์ชายเจ็ดและขันทีคนสนิทยืนฟังตั้งแต่ที่นางเอ่ยกับคนสนิทนั้นนานแล้ว ดวงหน้าเรียบเฉยขั้นเย็นชาที่ได้ยินการสนทนาที่เอ่ยถึงบุคคลที่สามที่ตัวของเขาไม่ได้พบหน้ามานานมากแล้วตั้งแต่ที่เจ้าตัวโดนย้ายตำหนักไป เห็นทีหลังจากเลิกเรียนกับท่านอาจารย์แล้วต้องแอบมารดาออกไปดูเสียแล้วว่าคนตัวเล็กที่เคยได้พบจะเป็นอย่างไรบ้าง
“อย่าให้ท่านแม่รู้เด็ดขาดว่าข้ารู้เรื่องนี้”
ขันทีข้างกายก้มหนารับคำแผ่วเบาก่อนที่จะก้าวเท้าตามองค์ชายเจ็ดไปเงียบ ๆ สงครามการแย่งชิงตำแหน่งสูงค่านั้นเริ่มต้นมานานแล้วเพียงแต่ว่าทุกคนทำมันเพียงลับหลังฝ่าบาทเท่านั้นเอง
หนทางหาอาหารตอนต้น
ตอนที่ 2 หนทางหาอาหารตอนต้น
เฉินอวี้หลังจากที่ฝืนกินข้าวต้มใสๆที่มองยังไงก็แทบไม่เห็นเม็ดข้าวจนหมดถ้วยแล้ว เด็กน้อยยังต้องกลั้นใจกลืนยาขมรสชาติทำลายล้างลิ้นเล็กด้วย
ความขมยังติดปลายลิ้นเล็กของเขาอยู่เลย เมื่อไม่อยากให้ทุกคนต้องมากังวลใจกับเขาด้วยยังไงก็ต้องฝืนกินมันลงไป ซือเป่าเช็ดเนื้อตัวให้องค์ชายอีกครั้งก่อนที่จะให้องค์ชายน้อยนอนพักผ่อนต่อ
เมื่อเห็นว่าองค์ชายหลับสนิทดีแล้วทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนวันนี้พวกเขาเหนื่อยกันมากแล้วทั้งยังไม่ได้กินอะไรกันอีกต้องสงวนแรงเอาไว้วันพรุ่งนี้ด้วยยังดีที่ฝนยังไม่ได้ตกลงมาอีกไม่อย่างนั้นจะอยู่กันอย่างไรก็ไม่มีใครทราบได้
เมื่อเสียงฝีเท้าค่อยๆเงียบลง ตาเล็กที่หลับพริ้มอยู่ลืมตาขึ้นมาทันที เฉินอวี้ยังไม่ค่อยมีแรงมากเท่าใดอีกทั้งความคิดของเขายังรวมกับเศษเสี้ยววิญญาณขององค์ชายสิบได้เป็นบางส่วน
ใช่แล้ว…เขาไม่ใช่ตัวตนโดยแท้ของร่างเล็กๆนี่หรอก เนื้อแท้แล้วจิตวิญญาณของเขาเป็นชายอายุยี่สิบห้าที่ตายโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ดนัยนั่งทำงานอยู่แล้ววูบจากการทำงานอย่างหนักจนไม่ได้พักผ่อน จนมารู้สึกตัวอีกทีคือมานอนที่เตียงไม้แข็งกระด้างที่เขานอนอยู่นี้แล้ว ตกใจกับภาพแขนขาเล็กๆที่ยกขึ้นมาดูมันอาจจะหักได้ถ้ามีใครทุบแรงๆ ไม่รู้ว่าหน้าตาตัวเองเป็นเช่นไร ที่นี่ไม่มีกระจกให้ส่องได้เลย สภาพยิ่งกว่าตำหนักเย็นที่เขาเคยดูในซีรีส์ย้อนยุคเสียอีก ยังดีที่เด็กนี่ยังมีคนดูแลที่ไม่ทอดทิ้งยามที่ลำบากขนาดนี้
ในตอนที่เขาหลับนั้นยังเห็นบ้านหลังเล็กๆที่อยู่บนเนื้อที่ประมาณสองหมู่ ภายในมีตู้ไม้ที่บรรจุม้วนกระดาษไว้มากมาย เขายังไม่ได้สำรวจอะไรมากนักมองเพียงผ่านตาๆอีกด้านมีตู้ที่มีขวดยาขนาดเล็กใหญ่อยู่เต็มไปหมด ยังดีที่เขาอ่านมันออกหยิบติดมือมาได้สามขวดก่อนเป็นยายำรุงกำลัง ที่คิดว่าตัวเองต้องได้กินแน่ๆ ร่างนี้ทั้งอ่อนแอและถูกพิษสะสมอยู่มากถ้าไม่กินคงมีอายุขัยต่อไปได้อีกไม่นาน มีน้ำตกขนาดเล็กอยู่ภายในด้วยบรรยากาศเย็นสบายดีมากแต่เขาไม่รู้ว่าบ้านนี้ของใคร ก่อนจะตกใจที่หันกลับมาแล้วเห็นชายชราหนวดขาวผมขาวยืนมองเขาที่เดินเข้ามาที่นี่อย่างพละการ
“ข้าขออภัยขอรับท่านผู้เฒ่าที่ข้าเข้ามาที่นี่โดยพละการ”
“ไม่เป็นไรหรอก ในเมื่อที่นี่เป็นมิติของเจ้าอยู่แล้ว ที่ข้ามาเพราะกลัวว่าเจ้าจะไม่รู้จักใช้มันต่างหาก เดี๋ยวจะลำบากกันไปใหญ่”
“ของข้าหรือขอรับ”
“ใช่ของเจ้าทั้งหมด แต่บางอย่างต้องใช้อย่างระวังไม่อย่างนั้นจะเกิดเรื่องราวที่ไม่คาดฝันหลายอย่างขึ้นได้”
“อย่างไรหรือขอรับ”
“ยาบำรุงร่างกายที่เจ้าหยิบไปสามารถกินมันได้เลยแต่กินครั้งละขวดเท่านั้น หลังจากที่กินให้นั่งรวบรวมพลังให้มันมาอยู่ที่จุดกำเนิดพลังแม้จะไม่อาจมีพลังได้มากอย่างคนที่ฝึกมันมานานแต่อย่างไรไม่นับว่าน้อยแน่ๆ ส่วนยาเพิ่มพลังอย่างอื่นอย่าเพิ่งใจร้อนกินมันโดยเด็ดขาด ร่างกายเจ้ายังอ่อนแออยู่มากกินอาหารบำรุงตัวเองไปก่อนจนกว่าจะแข็งแรง แล้วค่อยกินมันในภายหลังก็ไม่สาย”
“เมื่อร่างกายของเจ้าหายเป็นปกติแล้วเจ้าก็เริ่มกินมันได้เลย ยาพิษกับยาถอนพิษที่มีจงใช้อย่างระมัดระวัง”
“ขอรับท่านผู้เฒ่า”
“ในตู้ใบนั้นมีตำรามากมายให้เจ้าเรียนรู้ มีเวลาให้เจ้าเข้ามาก็มาศึกษาเรียนรู้มันให้แตกฉานใช้มันให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเองและคนรอบข้าง ทุกอย่างจงใช้ในทางที่ถูกที่ควร อย่าใช้มันทำร้ายใครโดยไม่มีเหตุอันควร”
ถึงจะรู้นิสัยของคนคนนี้เป็นเช่นไรก็อดเตือนไม่ได้ ได้แต่หวังเอาไว้ว่าสิ่งที่เขาช่วยเก็บรักษามันจนได้พบกับเจ้าของแล้วนั้นจะช่วยให้เด็กคนนี้ก้าวผ่านทุกอย่างไปด้วยดี
“ของที่อยู่ที่นี่นำออกไปข้างนอกได้ไหมขอรับ”
“นำออกไปได้ทั้งนั้น ข้างนอกถ้าไม่ปลอดภัยเจ้าเพียงคิดถึงกระท่อมน้อยหลังนี้เท่านั้นก็สามารถเข้ามาที่นี่ได้ ถือเป็นที่อยู่ที่ปลอดภัยที่สุดของเจ้าเลยนะ”
“ด้านหลังมีสวนผักอยู่ น้ำในน้ำตกนั้นสามารถทำให้พื้นดินปรับสภาพเป็นดินที่เหมาะกับการเพาะปลูกอย่างดีไม่ว่าก่อนหน้านั้นมันแย่สักเพียงใดเพียงนำน้ำนี้รดลงไป ดินจะกลายสภาพเปลี่ยนเป็นความสมดุล ถ้านำออกไปใช้ข้างนอกต้องเจือจางมันลงหน่อย ไม่อย่างนั้นผู้คนต้องแตกตื่นกับสิ่งที่พวกเขาเห็นอย่างแน่นอน”
“แล้วทำไมท่านมอบที่นี่ให้กับข้าเล่าขอรับท่านผู้เฒ่า”
“ทุกอย่างเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ต่อจากนี้ไม่ว่าจะทำอะไรเจ้าจะต้องไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจทำการอันใด”
“เรื่องสำคัญที่เจ้าควรรู้เอาไว้ด้วย ด้ายแดงของเจ้ามันยุ่งวุ่นวายเป็นอย่างมาก ผลจากวิบากกรรมหลายภพชาติของเจ้าทำให้เจ้ามีวาสนากับคนหลายคนเจ้าจงเตรียมใจเอาไว้ให้ดี”
“ห๊ะ! เป็นเรื่องจริงหรือขอรับท่านผู้เฒ่า แล้วทำไมถึงเป็นเช่นนั้นไปได้กัน ข้าไม่เคยคบซ้อนกับใครเขาเลยสักครั้ง ยิ่งคบหลายคนข้าไม่เคยทำมันมาก่อนเลยทั้งชีวิตก่อนตายครั้งที่แล้วข้าเองยังจำมันได้อยู่เลย ตัวข้าไม่มีคนรักสักคน อย่างนี้แล้วข้าจะทำร้ายจิตใจของสตรีที่เข้ามาเกี่ยวข้องหรือเปล่าขอรับ เปลี่ยนแปลงมันไม่ได้เชียวหรือขอรับ”
“ใครบอกเจ้าเล่าว่าคนเหล่านั้นเป็นสตรี”
คราวนี้เฉินอวี้ตาโตยิ่งกว่าไข่ห่านอีก ปากเล็กอ้าๆหุบๆอย่างตกใจ มาที่นี่มีแต่เรื่องที่น่าแปลกใจทั้งนั้น
“ท่านผู้เฒ่าคงไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่ไหมขอรับ ที่นี่มีความรักแบบนี้เกิดขึ้นแล้วหรือ ไม่ใช่ว่ามีเพียงบุรุษและสตรีเท่านั้นหรือขอรับ”
“ข้าถึงบอกว่าด้ายแดงของเจ้ามันช่างน่าปวดหัว แต่เอาเถอะยังไงทุกคนก็รักเจ้ามากจนตามกันมา อีกทั้งเจ้าเองก็มาถึงที่นี่แล้ว”
“ข้าอายุเพียงเจ็ดหนาวเท่านั้นคงยังไม่ได้เจอกันใช่ไหมขอรับ”
ท่านผู้เฒ่าไม่ตอบเขาเองก็ไม่กล้าถามถึงเรื่องนี้อีก หวังว่ามันจะเป็นเรื่องดีนะ
“ท่านผู้เฒ่าข้าขอถามอีกอย่าง คนที่อยู่กับข้าพวกเขาไว้ใจได้หรือไม่ ความจำของเด็กคนนี้ไม่ค่อยมีทำให้ข้าไม่รู้ว่าควรที่จะไว้ใจพวกเขาได้หรือไม่”
“คนที่เหลืออยู่ตอนนี้ทุกคนล้วนจริงใจ แต่มีคนที่เคยอยู่ด้วยแล้วละทิ้งเจ้าในภายหลังคนผู้นั้นไม่ใช่คนดีมันลงมือตามคำสั่งเจ้านายเสร็จแล้วก็ทิ้งเจ้าให้ตายส่วนตัวมันกลับไปอยู่ข้างกายนายของมันแล้ว”
“ข้าจะได้มั่นใจว่าควรตอบแทนพวกเขาอย่างไร”
“ข้าไม่ได้บอกเจ้าอีกอย่างในหีบที่วางอยู่บนโต๊ะนั้นมีทั้งตำลึงเงิน ตำลึงทองพอให้เจ้าได้ใช้สอยแต่ระวังการใช้มันสักหน่อย ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นตัวเรียกโชคร้ายให้เข้ามาหาตัวเจ้า”
“ขอบคุณท่านผู้เฒ่ามากขอรับที่เมตตาข้าน้อย”
“เสร็จเรื่องแล้วข้าเองก็หมดธุระที่จะอยู่ที่นี่เหมือนกัน จงใช้ชีวิตต่อไปอย่างระมัดระวังด้วยเล่าโชคดีเช่นนี้ไม่ได้หวนกลับมาบ่อยๆนะ”
“ขอรับท่านผู้เฒ่า ขอบพระคุณท่านอีกครั้งที่เมตตาข้า”
เฉินอวี้มองท่านผู้เฒ่าที่ค่อยๆเลือนหายลับไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว เขาเองก็ทำอย่างที่ท่านผู้เฒ่าบอก ต้องใช้ชีวิตต่อไปอย่างระมัดระวังมากขึ้นถึงแม้จะมีตัวช่วยที่ดีกว่าผู้อื่นก็ตาม
ขาเล็กๆของเด็กเจ็ดหนาวเดินออกไปยังสวนด้านหลังที่มีพืชผักอยู่มากมาย เห็นตะกร้าสานใบหนึ่งอยู่ใกล้ๆ เฉินอวี้คว้ามันเอาไว้ในมือ ก่อนมือเล็กจะถอนเอาหัวไชเท้าขาวอวบขนาดใหญ่กว่าปกติได้มาสามหัว แครอท ผักกาดขาวที่ต้นอวบใหญ่ เด็ดมะเขือเทศที่ออกลูกสีแดงติดอยู่เต็มต้นอยู่เอาไปสักห้าลูกก่อนก็แล้วกันได้มาเพียงเท่านั้นก็เต็มตะกร้าแล้ว ต้องเอาตำลึงเงินออกไปสักหน่อย ตอนนี้เขาจนมากไม่มีเงินเหลืออยู่เลยทั้งตำหนักร้างริมธารนี้กำลังจะอดตายกันทั้งหมดแล้ว กำเงินเอาไว้ในมือก่อนทีจะกำหนดจิตออกมาที่ตำหนักร้าง เห็นทุกอย่างที่นำออกมายังอยู่ดีก็วางใจ ร่างผอมคลานขึ้นเตียงจะกลับไปนอนเอาแรงเสียก่อนรอเช้าพรุ่งนี้ค่อยวางแผนต่อไปว่าจะเอาอย่างไรต่อไปดี
เสียงกุกกักดังขึ้นภายนอกห้องนอนแม้ว่าเฉินอวี้จะยังไม่อยากลืมตาตื่นขึ้นมาก็ตาม เขายังง่วงอยู่เลย หลังจากกินยายำรุงร่างกายเข้าไปแล้ว เฉินอวี้รู้สึกว่ามีพละกำลังขึ้นมามากกว่าเดิม ยานั่นเป็นของดีจริง ๆ ด้วย
“องค์ชายตื่นแล้วหรือเพคะ ล้างหน้าก่อนดีกว่า เดี๋ยวหยางกงกงก็กลับมาวันนี้กงกงกลัวว่าจะได้อาหารมาให้ท่านน้อยเหมือนเมื่อวาน เลยเป็นคนไปนำมันมาเอง”
เฉินอวี้ขยับตัวลงจากเตียงทำตามคำบอกของนางกำนัลที่อยู่ข้างกาย ล้างหน้าจนเรียบร้อยทั้งซือเป่าและซือเหมี่ยวอดมองหน้าของเด็กน้อยไม่ได้ องค์ชายน่ารักมากจริงๆ ถ้ามีเนื้อหนังมากกว่านี้คงจะน่าฟัดเป็นที่สุด เฉินอวี้มองตามสายตาของทั้งสองคนที่ยังมองจ้องเขาอยู่อย่างสงสัย
“มีอะไรหรือเปล่า ทำไมจึงจ้องหน้าของเราแบบนั้น”
“เปล่าเพคะ หม่อมฉันเพียงคิดว่ามององค์ชายแล้วทรงน่ารักมากๆ เลยเสียดายที่หม่อมฉันไม่อาจกอดองค์ชายได้”
“กอดได้สิ”
“ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ อย่างไรองค์ชายก็เป็นเชื้อพระวงศ์คนหนึ่ง นางกำนัลต่ำต้อยอย่างพวกหม่อมฉันไม่สมควรอาจเอื้อมทำเช่นนั้นเด็ดขาด”
“เราก็กอดแค่อยู่ในตำหนักสิ ที่นี่ไม่มีใครมาอยู่แล้ว อีกอย่างข้าเหงามากเลยนะ”
“ โถ่…องค์ชายของหม่อมฉัน มาเพคะมากอดกัน แล้วหิวหรือยังเจ้าคะ”
เห็นหยางกงกงเดินถือสำรับกลับมา ซือเป่าเขม้นมองอย่างไรของที่นำมาก็ไม่ได้เพิ่มอย่างที่พวกนางหวังเอาไว้
“องค์ชายมื้อนี้ก็เป็นข้าวต้มขอรับ”
เฉินอวี้พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ คนใจร้ายอย่างไรก็ใจร้ายอยู่วันยังค่ำ เห็นทีต้องพึ่งของวิเศษที่ตัวเองมีเสียแล้วไม่อย่างนั้นคนทั้งตำหนักริมธารได้อดตายจริงแน่ ๆ ล้วงหยิบเงินออกมาส่งให้นางกำนัลนำไปซื้อของ
“ซือเป่านำตำลึงเงินนี่ไปซื้อของกินของใช้มานะ ซื้อเมล็ดผักและจอบเสียมมาด้วยเราต้องปลูกผักเอาไว้กินกันเองแล้วล่ะขืนรอห้องเครื่องส่งอาหารมาให้เราคงอดตายกันทั้งหมด”
ซือเป่าตาโตกับตำลึงเงินที่องค์ชายยื่นมาวางใส่มือให้ ถุงเงินนี้นางไม่เคยเห็นมันมาก่อน นางอดสงสัยไม่ได้ องค์ชายนำมันมาจากไหนกัน สามผู้ใหญ่มององค์ชายน้อยนิ่งๆ
“องค์ชายท่านนำตำลึงเงินนี่มาจากไหนเพคะ เงินของตำหนักเราหมดลงเมื่อวานนี้ไม่เหลือแม้แต่อีแปะเดียว แล้วท่านนำเงินพวกนี้มาจากไหนได้อีกกัน”
“อย่าเพิ่งถามเราเลย” ก่อนขาเล็กจะเดินไปหยิบตะกร้าผักลากออกมาวางข้างตัว
“ส่วนผักนี่เอาไว้ทำอาหาร”
“องค์ชายท่านรับมันมาจากใครพ่ะย่ะค่ะ บ่าวว่าเรื่องนี้น่าสงสัยท่านไม่ควรรับของจากคนแปลกหน้าเด็ดขาด พวกเขาอาจคิดร้ายกับท่านได้นะ”
“เรื่องนี่เอาไว้ทีหลังเรายังบอกอะไรตอนนี้ไม่ได้มาก ของที่ข้ามอบให้ล้วนเป็นของดีพวกท่านไม่ต้องกลัวเรื่องพิษ ตอนนี้ต้องจะจัดการก่อนคือเรื่องอาหารและเสื้อผ้าของพวกเราทุกคนก่อน ซื้อมันมาให้พอเจ้าออกไปทั้งสองคนเลยก็ได้เหลือหยางกงกงอยู่กับข้า ระวังตัวให้ดีเล่ารีบกลับมาก่อนที่จะมีคนสงสัยด้วย”
เมื่อองค์ชายสิบยังไม่อยากบอก พวกเขาทั้งหมดก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เมื่อมีตำลึงเงินแล้วต้องรีบจัดหาของกินของใช้โดยด่วน สองนางกำนัลรีบออกไปอย่างรวดเร็ว
“หยางกงกงท่านพาข้าออกไปดูข้างตำหนักนี้ได้หรือไม่”
“ได้ขอรับ แต่ต้องระวังตัวกันสักหน่อยที่นี่รกร้างเป็นอย่างมากหญ้าขึ้นสูงท่วมศีรษะทีเดียว ต้องระวังสัตว์มีพิษขนาดเล็กที่มันชอบแอบซ่อนอยู่รวมทั้งงูพิษด้วยขอรับองค์ชาย”
“ตำหนักเราห่างจากคนอื่นมากเลยเหรอ”
“ห่างไกลมากพ่ะย่ะค่ะ ดีที่ท่านไม่ต้องเข้าเฝ้าใครไม่อย่างนั้นท่านต้องเดินไปจากที่นี่จนถึงวังหลวงต้องขาลากแน่นอน”
“คงจะดีเหมือนที่ท่านว่าจริงๆ”
ยิ่งไม่มีสายตาของคนอื่นเขาอยู่ที่นี่ย่อมปลอดภัยที่สุดแล้วมองป่าไผ่ที่แน่นขนัดทางซ้ายมือของตำหนักอย่างน้อยก็ยังมีของดีให้ใช้อยู่บ้างจากเดิมเคยทำงานไม้ไผ่อยู่บ้างคงเอามาปรับใช้กับตำหนักริมธารได้ เดินมาอีกไม่นานมีลำธารสายเล็กๆที่บ่งบอกตามชื่อของมันให้เห็นแต่สายน้ำนั้นไม่ได้ลึกแต่อย่างใด ในใจอยากขุดบ่อเอาไว้เก็บน้ำคงต้องถามหยางกงกงว่าจะทำได้หรือเปล่า
เฉินอวี้มองออกไปจนสุดสายตาที่จะมองได้ ที่นี่เงียบสงบเหมาะกับเขาที่สุดแล้ว มองดูพื้นดินน่าจะใช้ปลูกผักได้อยู่จากเดิมที่นี่คงไม่ได้แจกจ่ายเครื่องมือเช่นจอบเสียมมาให้ ทำให้มันรกร้างอย่างน่ากลัว
“องค์ชายท่านจะทำอะไรหรือขอรับ”
“เราจะปลูกผักกัน ถ้าซือเป่าซื้อพวกมันมาแล้วเราต้องรีบปลูกโดยเร็วตอนนี้ยังมีน้ำฝนช่วยให้มันเติบโตก่อนเข้าหน้าหนาว เมื่อถึงตอนนั้นพวกเราจะออกไปไหนไม่ได้ คงจะอดตายกันหมดพอดี”
สิ่งที่ต้องเตรียมตัวนอกจากอาหารแล้วยังมีเรื่องถ่านและเชื้อเพลิงอีก ไม่รู้ว่าหน้าหนาวปีที่แล้วพวกเขาทำอย่างไรจึงพาเขาผ่านมันมาได้ คนใจร้ายทั้งหลายคงไม่ส่งถ่านมาให้มากมายกระมัง
“หยางกงกง ปีที่แล้วเราเอาถ่านมาจากไหนกันหรือ”
“ปีที่แล้วทั้งอาหารและถ่านเราได้รับการช่วยเหลือจากเจียผิน แต่ตอนนี้นางไม่สบายจนต้องเก็บตัวอยู่แต่ในตำหนักของนางเองได้ยินมาว่าฮองเฮาไม่ชอบใจที่นางเอื้อเฟื้อกับองค์ชายปีนี้กระหม่อมเลยไม่ได้ไปขอให้นางช่วยเหลือพ่ะย่ะค่ะ”
“นางเป็นพระมารดาขององค์ชายพระองค์ใดกัน”
“องค์ชายเจ็ดเฉินจางหย่งขอรับ”
“ในเมื่อเป็นหนึ่งในผู้มีพระคุณต่อข้าหยางกงกงท่านอย่าลืมช่วยข้าจำไว้ด้วยนะ ถ้าข้ามีโอกาสข้าจะตอบแทนนาง”
องค์ชายน้อยช่างมีความกตัญญูเสียจริง เสียดายนักที่ไม่อาจเป็นหนึ่งในองค์ชายที่อาจแข่งขันในตำแหน่งสูงที่องค์ชายทุกคนอยากไขว่ขว้ามันมา
“เรามีมีดหรือไม่”
“มีดหรือขอรับ”
“มีดที่สามารถที่จะตัดกิ่งไม้ได้ เราต้องรีบทำถ่านใช้เองแล้ว อย่างน้อยยังเหลือเวลาอีกหลายเดือนให้เราได้เตรียมตัว”
“แต่กระหม่อมทำมันไม่เป็นนะขอรับ” สีหน้าลำบากใจของขันทีหนุ่มที่ไม่อาจทำตามที่องค์ชายอยากให้ทำได้
“ข้ารู้ว่าเราต้องทำยังไง ข้าจะบอกท่านเอง แต่เราต้องมีมีดมีจอบเสียก่อน”
“คงต้องหาซื้อขอรับ อาจไม่ได้ในวันนี้ พรุ่งนี้เราค่อยหาซื้อดีไหมขอรับ ตอนนี้เรากลับตำหนักกันก่อน " หยางกงกงจูงมือน้อยๆเดินกลับอย่างระมัดระวัง ตั้งแต่องค์ชายฟื้นจากอาการไข้ แววตาแบบเด็กเล็กหายไปแม้จะยังคงกระจ่างใสเหมือนเดิมแต่ให้ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมที่ไม่อาจจะอธิบายได้ แต่หยางกงกงก็ชอบที่องค์ชายเฉลียวฉลาดแบบนี้เหมือนกันไม่อย่างนั้นจะเอาตัวรอดในที่ที่กลืนชีวิตผู้คนได้ง่ายเช่นวังหลวงแห่งนี้ไปได้นานแค่ไหนก็สุดจะรู้ได้
หนทางหาอาหารตอนปลาย
ตอนที่ 3 หนทางหาอาหารตอนปลาย
สองนางกำนัลที่ลัดเลาะออกไปยังทางหมาลอดอย่างระมัดระวังเมื่อเห็นว่าปลอดภัยได้แล้ว รีบตรงไปยังตลาดที่อยู่ใกล้วังหลวงทันที เมื่อมีเงินแล้วสองคนวางแผนการซื้อข้าวของอย่างรวดเร็ว ข้าว แป้ง เกลือ น้ำมัน น้ำตาล เครื่องเทศบางส่วนเอาไปติดไว้เน้นหนักที่ข้าวและแป้งเสียเป็นส่วนใหญ่ ก่อนจะฝากของเอาไว้ที่ร้านก่อน ทั้งสองมุ่งหน้าไปที่ร้านผ้าองค์ชายมีแต่ชุดเก่าๆ นางซื้อชุดสำเร็จไปสองชุด ซื้อผ้าไปเตรียมตัดชุดให้องค์ชายเองอีกหลายพับไม่ได้เน้นผ้าเนื้อดีมากนัก ซือเป่าซื้อผ้าเนื้อปานกลางเน้นเอาจำนวนไว้ก่อนไม่อาจใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้มาก ม้วนด้ายหลายสีที่สองนางกำนัลเลือกให้เข้ากับสีของผ้าที่ซื้อเมื่อมีฝีมืออย่างไรมีโอกาศตัดชุดให้องค์ชายสิบทั้งทีนางต้องทำอย่างสุดฝีมือ
ไม่ลืมถึงสิ่งที่องค์ชายสั่งเมล็ดผักนานาชนิดที่สามารถหาซื้อมาได้ทั้งซือเหมี่ยวและซือเป่าต่างช่วยกันหาดูเอาไปพอที่จะปลูกได้
“ซื้อเนื้อกลับไปเสียหน่อย ไข่ไก่ด้วยบำรุงองค์ชายให้มีเนื้อหนังกัน”
ซือเหมี่ยวตัดใจซื้อเนื้อหมู 2 จิน ไข่ไก่ 10 ฟองไปก่อนนางไม่อาจใช้จ่ายตำลึงเงินมากไปกว่านี้ได้แล้ว นี่เป็นเงินของทั้งตำหนักที่มีอยู่เผื่อองค์ชายไม่สบายขึ้นมาอีกทุกคนคงลำบาก
“ไปเอาของแล้วรีบกลับกันเถอะ”
หันไปเจอซาลาเปาใส้เนื้อลูกใหญ่ ซือเป่าซื้อไปฝากองค์ชายสองลูกทันที วันนี้จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหาร พวกนางกับหยางกงกงกินอะไรกันก็ได้ทั้งนั้นขอเพียงให้องค์ชายได้กินอิ่มก็พอ
เฉินอวี้เอาแต่มองออกไปด้านนอกรอการกลับมาของนางกำนัลทั้งสองคนอย่างกระวนกระวายเขาเป็นห่วงทั้งสองคนมาก ก่อนจะเห็น
หยางกงกงออกไปหน้าตำหนักเพื่อช่วยยกของเข้ามา
“องค์ชายเพคะ หม่อมฉันซื้อข้าว 10 จิน แป้ง 5 จิน น้ำตาลเกลือและเครื่องเทศมาบางส่วนแล้วนะเพคะ แถมซื้อเนื้อ 2 จิน ไข่อีก 10 ฟองพอมาทำอาหารให้องค์ชายได้หลายมื้อทีเดียว”
“ส่วนเมล็ดผัก หม่อมฉันก็กวาดซื้อที่ร้านมาทุกชนิดเลยเพคะ”
“ดีมาก เราจะปลูกผักกันเอาไว้กินได้ แต่ข้าลืมให้เจ้าซื้ออุปกรณ์ปลูกผักมาเลย ที่นี่ไม่มีอะไรสักอย่าง”
“เช่นนั้นพรุ่งนี้หม่อมฉันจะออกไปอีกเพคะ”
“ซื้อมีดมาด้วยนะ มีดทำครัวเราก็ไม่มี มีดที่ตัดต้นไม้เราก็ไม่มี เราจะให้พวกท่านเผาถ่านเอาไว้ใช้หน้าหนาว”
“องค์ชายรู้ได้อย่างไรเพคะ ว่าจะทำถ่านได้อย่างไร แม้แต่วังหลวงยังต้องซื้อถ่านจากด้านนอกใช้เลยนะเพคะ คนที่ทำถ่านขายไม่มีใครที่จะเปิดเผยออกมานอกตระกูลเด็ดขาด”
“เรารู้ก็แล้วกัน ยังไงอย่าลืมซื้อมีด ซื้อจอบกลับมาไม่อย่างนั้นเราไม่อาจที่จะเปลี่ยนแปลงตำหนักริมธารของเราให้ดีขึ้นได้”
“เพคะองค์ชาย วันนี้กินซาลาเปาใส้เนื้อไปก่อน ห้องเครื่องคงเล่นแง่ไม่ส่งอาหารมาให้ท่านอีกแล้ว”
“จากนี้เราไม่ต้องสนใจห้องเครื่องนั่นอีกแล้ว เจ้าทั้งสองทำอาหารเป็นใช่หรือไม่”
“เป็นสิเพคะ ด้านหลังเองก็มีครัวเล็กสองเตาอยู่”
“ดีเลยตั้งแต่นี้เจ้าดูแลเรื่องอาหารการกินของพวกเราทุกคนด้วยนะซือเป่า”
“เพคะองค์ชาย นี่ตำลึงเงินที่เหลือเพคะ” ซือเป่ายื่นถุงใส่เงินใบเล็กคืนให้องค์ชาย
“เจ้าเก็บเอาไว้พรุ่งนี้ก็ต้องซื้อของอีก เอานี่ไปอีกถุง”
มือเล็กล้วงเข้าไปในอกเสื้อก่อนจะหยิบถุงเงินออกมาอีก ก่อนที่จะส่งให้ซือเหมี่ยว และหยางกงกงคนละถุง
“องค์ชายกระหม่อมไม่ต้องใช้เงิน”
“พวกเจ้าต้องเป็นคนเก็บเอาไว้ให้ข้า พวกเจ้ายังต้องซื้อของใช้มาอีกอย่างไรก็เก็บเอาไว้กับตัวดีๆ เล่า”
“กระหม่อมจะระวังให้ดีพ่ะย่ะค่ะ”
ซาลาเปาใส้เนื้อนั้นลูกใหญ่มากแถมรสชาติดีอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่ได้กินอาหารอย่างอื่นเลยตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาที่นี่หรือว่าเขาหิวกันแน่ เฉินอวี้กินมันอย่างเอร็ดอร่อยทีเดียว แต่ก็กินได้เพียงลูกเดียวเท่านั้น ส่วนอีกลูกซือเป่าเก็บเอาไว้ให้เขาเรียบร้อยกลัวว่าองค์ชายจะหิวขึ้นมาอีก วันนี้องค์ชายไม่มีไข้แล้วส่งผลดีแก่ทุกคนมาก
“หยางกงกง เสด็จพ่อของเราเคยมาหาเรามั้ย”
“ไม่เคยพ่ะย่ะค่ะ ฮ่องเต้ไม่เคยมาหาท่านแม้แต่ครั้งเดียว”
เป็นคำถามที่ไม่น่าจะถามหยางกงกงเลย ถ้าฮ่องเต้มาเห็นแล้วว่าองค์ชายขี้โรคอย่างเขาอยู่ที่นี่แล้วยังปล่อยให้เผชิญความลำบากขนาดนี้เขาก็ไม่รู้ว่าจะมองหน้าอีกคนอย่างไรที่ทิ้งบุตรชายตัวเล็กให้อยู่กับนางกำนัลและขันทีเพียงเท่านั้น เขาไม่ได้หวังพึ่งพาคนอื่นยังไงต้องยืนด้วยตัวเองให้ได้
“ท่านแม่ของเราล่ะ เคยเห็นมั้ย”
“เคยสิพ่ะย่ะค่ะ พระนางมีสิริโฉมเป็นที่เลื่องลือไปไกลหาคนที่จะเทียบเคียงได้อยาก บรรดาพระสนมคนอื่นต่างอิจฉานางทั้งนั้น เสียดายที่นางจากไปเร็วถ้าตอนนี้นางยังอยู่ ท่านต้องเป็นที่โปรดปรานอย่างแน่นอน”
“ข้าไม่อยากรู้แล้ว”
รู้ไปก็ไม่มีทางทำให้อะไรดีขึ้นมาเสียหน่อย ซ้ำทำให้จิตใจห่อเหี่ยวกว่าเดิมที่รู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นที่รักของคนเป็นพระบิดา ยังดีที่ชีวิตน้อยๆ นี่ยังมีหนทางไปต่อได้
“หยางกงกง ข้าถามท่านอย่างหนึ่งจะได้ไหม”
“องค์ชายอยากรู้เรื่องอะไรพะยะค่ะ”
“ท่านจะอยู่กับข้าต่อไปหรือไม่”
“อยู่สิพ่ะย่ะค่ะ ทั้งซือเป่าและซือเหมี่ยวด้วยเหมือนกันเราไม่ทิ้งองค์ชายแน่นอน ไม่ต้องกลัวไปเลยเลยองค์ชายยังไงเราจะดูแลพระองค์อย่างดีเอง”
“พรุ่งนี้หลังจากที่กินข้าวแล้วเราต้องลงมือเตรียมแปลงผักกันได้แล้วนะ เหลือเวลาอีกไม่นานก็จะเข้าหน้าหนาวแล้วตามที่ท่านบอกข้า ดีที่ตำหนักนี้นอกจากจะมีบ่อน้ำยังมีลำธารที่ไหลผ่านอีก อย่างน้อยทุ่นแรงเรื่องการตักน้ำไปได้ เวลาของผักแต่ละชนิดก็ต่างกันต้องรีบปลูกผักที่ใช้เวลานานก่อน เมื่อเข้าหน้าหนาวเราจะได้ยังมีผักกินกัน”
“ถ้าหิมะตกหนา ผักอาจไม่รอดตายเราจะเสียแรงลงมือไปเปล่าๆ นะพ่ะย่ะค่ะ”
“เราก็ทำโรงเรือนให้มันอย่างไรเล่า ต้นไผ่ขนาดใหญ่มีเยอะแยะเราค่อยทยอยตัดมันมาทำตัวโครงเรือนไปเรื่อย ๆ หลังจากนี้ท่านจะไม่ว่างงานอีกแล้วนะหยางกงกง”
“กระหม่อมจะทำตามที่องค์ชายอยากให้ทำ แต่ตอนนี้ท่านต้องพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้เราค่อยเริ่มงานกันจริงๆ”
“พาเราไปอาบน้ำได้เลย เราพร้อมนอนแล้ว”
เฉินอวี้ไม่คิดมากในเรื่องที่มันยังมาไม่ถึง เขายังเป็นเพียงเด็กเท่านั้นค่อยๆ คิดอย่างระมัดระวังเอาตัวรอดอยู่ที่นี่ต่อไปไม่แน่ว่าอีกไม่นานตัวเขาเองอาจจะออกไปอยู่ข้างนอกวังหลวงเมื่อสวมกวานได้แล้วเหมือนองค์ชายพระองค์อื่น เพียงแต่ระยะเวลาของเขามันยังอีกนานกว่าคนอื่นเท่านั้น เมื่อเร่งอายุไม่ได้ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับการที่ต้องออกไปอยู่ข้างนอก ความคิดในหัวหายไปเหลือเพียงลมหายใจแผ่วเบาของคนที่นอนหลับสนิทไปแล้ว
แม้ภายในอายุมากถึงยี่สิบห้าหนาวแต่ร่างกายยังเป็นเด็กย่อมไม่อาจฝืนตัวเองได้มาก การพักผ่อนเป็นสิ่งสำคัญ หยางกงกงห่มผ้าให้องค์ชายก่อนจะออกไปพักด้วยเหมือนกัน
เสียงนกขนาดเล็กขนาดใหญ่ส่งเสียงร้องกันระงมเมื่อเห็นแสงสีทองเริ่มจับขอบฟ้าเป็นสัญญาณของวันใหม่ เฉินอวี้เองก็รู้สึกตัวแล้วค่อยๆ บิดขี้เกียจตัวเองเล็กน้อยก่อนที่จะค่อยหย่อนขาลงจากเตียงอย่างระวัง ขาเล็กๆ เดินไปเปิดประตูไม้เบาๆ ข้างนอกยังมืดอยู่บ้างเห็นแสงไฟมาจากด้านหลัง ซือเป่าและซือเหมี่ยวคงเริ่มทำอาหารกันแล้ว เห็นเงาคนเดินมาทางห้องนอน เป็นหยางกงกงที่ได้ยินเสียงกุกกักในห้องขององค์ชายน้อยเลยรีบมาดู เห็นคนตัวเล็กที่ผมนุ่มยังยุ่งเหยิงอยู่
“องค์ชายท่านตื่นเช้ามากเลย ให้กระหม่อมล้างหน้าให้ท่านเลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
“เอาสิ เราจะได้ออกไปดูพื้นที่ปลูกผักให้ไวหน่อย”
หยางกงกงทั้งช่วยล้างหน้า หวีผมให้เก็บรวบผมหนาจนเรียบร้อย ก่อนที่จะพาองค์ชายสิบออกมาข้างนอก เมื่อยังไม่มีจอบต้องรอให้ซือเป่าไปซื้อมันมาก่อน เมื่อเห็นว่าข้างนอกมองทางได้แล้วทั้งสองคนออกมาข้างตำหนักทันที
เฉินอวี้ให้หยางกงกงเริ่มเก็บกิ่งไม้ที่ตกเกะกะอยู่ออกไปก่อน
เขาอยากปลูกผักให้ได้มากที่สุด แต่หยางกงกงเพียงคนเดียวจะตัดกิ่งไผ่จำนวนมากได้ยังไงกัน มองมือเล็กของตัวเองอดเศร้าใจไม่ได้ ที่ไม่อาจช่วยทุกคนไปมากกว่านี้ สองมือเล็กช่วยเก็บเศษไม้ไปกองรวมได้ด้านข้างถอนต้นหญ้าในบางส่วนที่มันไม่ได้รกมากนักออก ดินที่ไม่ได้ปลูกสิ่งใดมาเลยย่อมร่วนดีอยู่แล้วเหมาะแก่การปลูกพืช
“องค์ชายระวังหญ้าเหล่านั้นจะทำให้ระคายผิวบอบบางของพระองค์ได้นะพ่ะย่ะค่ะ รอกระหม่อมทำให้เองดีกว่า”
“เราไม่ได้บอบบางขนาดนั้นเสียหน่อย ดึงหญ้าเพียงไม่กี่ต้นเอง”
ห้ามไม่ได้ก็คงต้องปล่อยให้ทำ ขันทีหนุ่มถอนหญ้าไปคอยหันมามองอยู่เรื่อยๆ กลัวว่าจะมีอะไรมาทำร้ายองค์ชายก่อนที่จะได้ยินเสียงเรียกของซือเหมี่ยวให้ไปกินข้าวเช้ากันก่อน
“ไปกินข้าวกันก่อนค่อยมาทำต่อ ยังไงเราก็ต้องรอจอบรอมีดอยู่แล้ว”
อาหารเช้าวันนี้มีสองอย่างยังร้อนอยู่ กลิ่นหอมของอาหารทำเอาความอยากอาหารเพิ่มขึ้น ข้าวสวยร้อนๆ ถูกส่งถึงมือองค์ชายน้อยที่จับตะเกียบกินข้าวเอง รสชาติของมะเขือเทศผัดใส่ไข่นั้นดีไม่น้อยเหมาะกับเด็กเป็นอย่างมาก ข้าวถ้วยเล็กพร่องไปอย่างรวดเร็ว ทั้งหมูตุ๋นน้ำแดงแสนอร่อยนั้นอีก ปากเล็กกินทุกอย่างหมดเกลี้ยงถ้วย
“รับเพิ่มไหมเพคะ”
“พอแล้ว พวกเจ้าเองก็กินข้าวกันเสียเลย ความจริงแล้วเรากินพร้อมกันเลยก็ได้”
“ทำเช่นนั้นไม่ได้เพคะ ถึงแม้ว่าที่นี่จะมีเพียงพวกเรา แต่ถ้าใครมาเห็นเข้าจะไม่เป็นการดี อย่างไรบางสิ่งต้องทำให้ถูกต้อง”
ไม่ใช่ไม่รู้ว่าองค์ชายเหงาที่ต้องกินคนเดียว แต่เชื้อพระวงศ์อย่างไรก็อยู่สูงกว่าคนทั่วไปไม่อาจที่จะตีตัวเสมอเจ้านายตัวน้อยได้
“ซือเป่า เจ้าซื้อแม่ไก่มาด้วยนะ เราจะเลี้ยงไก่ด้วยเอามาแค่พอเจ้าไหวก่อนแล้วคราวหน้าเราค่อยซื้อเพิ่ม”
“เลี้ยงไก่ในวัง กระหม่อมว่าไม่ควรทำเลย องค์ชายทำไมถึงคิดจะเลี้ยงมัน”
“อย่าลืมสิ เราจะไปหาเนื้อสัตว์มาจากไหนกันได้นอกจากเนื้อไก่ อีกอย่างนอกจากจะได้กินไข่แล้วยังได้กินเนื้อไก่ด้วย รอบๆ ที่นี่น่าจะมีอาหารเพียงพอกับมันอยู่แล้ว”
ข้ารับใช้ต่างนั่งมองหน้ากันอย่างคิดไม่ตกไม่รู้ว่าจะทำตามที่องค์ชายสิบบอกดีหรือไม่
“แต่ว่า”
“ไม่มีแต่ ซื้อไก่กลับมาอย่าลืมมีดกับจอบเล่า ข้าจะให้หยางกงกงกับซือเหมี่ยวช่วยกันเก็บเศษไม้รอ รีบไปรีบกลับล่ะซือเป่า”
“เลี้ยงไก่ต้องมีเล้าให้มัน ไม่อย่างนั้นมันอาจพากันหนีได้”
“ไปหาที่สร้างเล้าให้มันดีกว่า ไม่ต้องให้ห่างจากตำหนักมากนักเดี๋ยวมีขโมยแล้วเราจะไม่รู้”
ใครจะมาขโมยไก่กันเล่าองค์ชายจะมีก็แต่สัตว์ที่สามารถกินมันได้เท่านั้นเอง ถึงอย่างนั้นทั้งสองคนก็มองหาที่สร้างเล้าไก่อาศัยใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งกลางวันพวกมันจะได้ไม่ร้อนมากเกินไป ทั้งหมดพากันเก็บเศษไม้ถอนหญ้าไปเรื่อย ๆ รอซือเป่ากลับมา
ด้านซือเป่าเองดูต้นทางก่อนที่จะลอดตัวออกจากวังอย่างระวัง นางกำนัลรีบเดินอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยตรงไปที่ร้านตีเหล็กมองหาเจ้าของร้านก่อนที่จะแจ้งว่าตัวเองอยากได้อะไรบ้าง มีดคมกริบขนาดใหญ่สองอันเหมาะกับการตัดไม้ มีดทำครัวที่มีความคม จอบ เสียม เจ้าของร้านรีบจัดการเตรียมให้ลูกค้ารายใหญ่ของเช้าวันนี้ ซือเป่าถามหาร้านที่ขายไก่ไข่ทั้งตัวและไข่ เจ้าของร้านชี้ไปไม่ไกลจากร้านของเขา นางรีบไปซื้อทันทีวันนี้เอาไปเพียงห้าตัวก่อน ไม่อยากเสียเวลาการเดินทางมาก ออกมาคราวหลังค่อยซื้อกลับไปให้องค์ชายเพิ่มก็แล้วกัน นางซื้อตะกร้าใส่ไก่มาพร้อมกันเลยไม่ได้เตรียมสิ่งใดมาก็ต้องซื้อเพิ่ม รวมของทั้งสองร้านน้ำหนักบนหลังไม่น้อยเลย ซือเป่ารีบออกเดินกลับทันที