โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง!! ก่อนตัดสินใจลงทุน ‘หุ้นกู้’ ต้องรู้อะไรบ้าง?

The Bangkok Insight

อัพเดต 18 ก.พ. 2567 เวลา 16.38 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. 2567 เวลา 01.22 น. • The Bangkok Insight

"หุ้นกู้" เป็นการลงทุนที่ปลอดภัย มีโอกาสได้เงินต้นคืน 100% ทำให้หลายคนเชื่อและมั่นใจใส่เงินลงทุนกันเต็มที่ แต่!!! ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ก่อนลงทุนหุ้นกู้ต้องรู้อะไรบ้าง?

หลายครั้งที่นักลงทุนได้ยินว่าการลงทุนในหุ้นกู้เป็นการลงทุนที่ปลอดภัย มีโอกาสได้เงินต้นคืน 100% ทำให้หลายคนเชื่อและมั่นใจใส่เงินลงทุนกันเต็มที่ แต่ความจริงแล้วทุกการลงทุนมีความเสี่ยง การลงทุนในหุ้นกู้ก็มีโอกาสที่จะไม่ได้เงินต้นคืน หรือได้ช้ากว่ากำหนด โดยเฉพาะหุ้นกู้ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงหรือที่ไม่ได้จัดอันดับ Credit Rating

ลงทุนหุ้นกู้

นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน โดยการทำความเข้าใจองค์ประกอบของหุ้นกู้ที่จะซื้อ เลือกหุ้นกู้ที่มีอันดับ Credit Rating สูง กิจการมีความมั่นคง มีรายได้และกระแสเงินสดสม่ำเสมอ เหมาะกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ก็จะช่วยลดโอกาสความเสียหายจากการซื้อหุ้นกู้ไปแล้วผิดนัดชำระหนี้

หากเอ่ยถึงสินทรัพย์ลงทุนอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูง คือ หุ้นกู้ ซึ่งเป็นตราสารหนี้ที่มีอายุมากกว่า 1 ปี ออกโดยบริษัทเอกชนเพื่อระดมทุนจากนักลงทุนในวงจำกัดหรือจากประชาชนทั่วไปเพื่อนำเงินไปใช้ในการดำเนินธุรกิจ โดยบริษัทผู้ออกหุ้นกู้จะสัญญาจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยให้นักลงทุนตามที่กำหนด ซึ่งมักจ่ายดอกเบี้ยเป็นรายงวด (เช่น 3 เดือน 6 เดือน) และจ่ายเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดเวลากู้ยืม

ถึงแม้ความโดดเด่นของหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและได้รับดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากทั่วไป แต่หุ้นกู้ที่มีอยู่ในตลาดเป็นจำนวนมาก มีลักษณะและความเสี่ยงแตกต่างกัน โดยเฉพาะเงื่อนไขและรูปแบบที่หลากหลาย โดยบริษัทจะออกหุ้นกู้มาเสนอขายเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการเงินทุนและความสามารถในการชำระหนี้คืน รวมถึงดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุน จึงควรทำความเข้าใจให้ละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน โดยข้อมูลและรายละเอียดจะอยู่ในหนังสือชี้ชวน

ลงทุนหุ้นกู้

องค์ประกอบหลักที่นักลงทุนควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อหุ้นกู้

  • ชื่อผู้ออก ซึ่งจะระบุว่าใครเป็นผู้ออกหุ้นกู้
  • ประเภทหุ้นกู้ ปัจจุบันสามารถออกหุ้นกู้ได้หลากหลายรูปแบบ เช่น หุ้นกู้มีประกัน หุ้นกู้ไม่มีค้ำประกัน หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ หุ้นกู้ด้อยสิทธิ หุ้นกู้แปลงสภาพ เป็นต้น
  • มูลค่าที่ตราไว้หรือราคาพาร์ (Par) หรือมูลค่าหน้าหุ้นกู้หรือมูลค่าหน้าตั๋วหรือมูลค่าไถ่ถอน บอกถึงจำนวนเงินต้นที่นักลงทุนจะได้รับคืนเมื่อมีการไถ่ถอน ส่วนใหญ่จะกำหนดไว้ที่ 1,000 บาท
  • อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วหรืออัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้หรืออัตราคูปอง เป็นอัตราผลตอบแทนดอกเบี้ยที่ผู้ออกจะต้องชำระให้กับผู้ถือหุ้นกู้ตามวัน เดือน ปีที่กำหนดตลอดอายุหุ้นกู้ โดยมี 2 ประเภท คือ หุ้นกู้ที่จ่ายดอกเบี้ยคงที่ และหุ้นกู้ที่จ่ายดอกเบี้ยลอยตัว
  • งวดการชำระดอกเบี้ย เป็นจำนวนครั้งของการชำระดอกเบี้ย โดยมักกำหนดเป็นจำนวนครั้งที่ชำระต่อปี เช่น 1 ครั้งต่อปี 2 ครั้งต่อปี หรือ 4 ครั้งต่อปี
  • วันครบกำหนดไถ่ถอน เป็นวันที่ผู้ออกจะไถ่ถอนหุ้นกู้คืน คือ จ่ายเงินต้นตามมูลค่าที่ตราไว้ให้นักลงทุน มักจะกำหนดวันครบกำหนดไถ่ถอนเอาไว้ชัดเจน
  • ข้อสัญญา เป็นเงื่อนไขและข้อตกลงที่ผู้ออกจะต้องปฏิบัติตามหรือไม่ปฏิบัติตามตลอดอายุของหุ้นกู้ เพื่อประโยชน์ของนักลงทุน เช่น ต้องดำรงอัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำกว่าอัตราที่กำหนด ห้ามผู้ออกหุ้นกู้ควบรวมกิจการหรือห้ามนำหลักทรัพย์ค้ำประกันไปค้ำประกันเงินกู้อื่น ๆ

ถึงแม้ว่าหุ้นกู้จะมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออก (Credit Rating) บอกถึงความสามารถในการชำระหนี้ สะท้อนความเสี่ยงของผู้ออกหรือคุณภาพของหุ้นกู้ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เรียกว่า "ผิดนัดชำระหนี้" ทำให้นักลงทุนมีคำถามว่าการลงทุนหุ้นกู้ มีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สถาบันการจัดอันดับเครดิต ระบุว่าตลาดตราสารหนี้ของไทยในปี 2566 ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยหรือความเชื่อมั่นที่ลดลงของนักลงทุนภายหลังจากการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทที่ออกตราสารหนี้รายใหญ่รายหนึ่ง ซึ่งผู้บริหารถูกกล่าวหาว่ามีการกระทำที่ส่อไป ในทางทุจริตเกี่ยวกับการตกแต่งข้อมูลทางบัญชี ส่งผลให้ตราสารหนี้ใหม่ (รวมตราสารหนี้ต่างประเทศที่ออกเป็นสกุลเงินบาท) ที่ออกและจดทะเบียนกับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยในปี 2566 ลดลงมาอยู่ที่ 1.01 ล้านล้านบาท จาก 1.24 ล้านล้านบาทในปี 2565 (ลดลงประมาณ 20%) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม มูลค่าของตราสารหนี้ระยะยาวคงค้างของภาคเอกชน สิ้นปี 2566 ยังคงเพิ่มขึ้น 7.76% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นจำนวน 4.49 ล้านล้านบาท

ลงทุนหุ้นกู้

จากกรณีการผิดชำระหนี้หุ้นกู้ของ บมจ.สตาร์ค คอร์ปอเรชั่น (STARK) ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ให้ความเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความตระหนักมากกว่าตระหนก เพราะอัตราผลตอบแทนที่ได้รับจากการถือครองพันธบัตร (Bond Yield) โดยรวมยังเคลื่อนไหวในระดับปกติ

"แน่นอนว่า Yield ของหุ้นกู้ STARK ได้เพิ่มสูงขึ้น (ราคาต่ำลง) แต่ Yield ของหุ้นกู้อื่น ๆ ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย เหมือนอย่างอดีตเมื่อเกิดความตระหนกในตลาดตราสารหนี้ แต่กรณีนี้ก็ทำให้นักลงทุนในหุ้นกู้ได้กลับมาตระหนักถึงความเสี่ยงในหุ้นกู้พอสมควร และมองเป็นความเสี่ยงรายตัว ไม่ใช่ปัญหาของตลาด ซึ่งพฤติกรรมของนักลงทุนหุ้นกู้ไทย คือ นิยมลงทุนแบบ Buy and Hold คือ ถือลงทุนยาวรอรับดอกเบี้ยและเงินต้นคืนมากกว่าเทรดซื้อขาย" ดร.สมจินต์ อธิบาย (ที่มา : สมาคมนักวางแผนการเงินไทย)

ที่ผ่านมา พบว่านักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุนหุ้นกู้ หมายความว่า หากเป็นหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตสูง ๆ (ผู้ออกหุ้นกู้เป็นบริษัทที่มีประวัติการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง สถานะการเงินมั่นคง) ก็จะขายหุ้นกู้ได้ตามเป้าหมาย แต่หากหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตไม่สูง และผู้ออกอาจเป็นบริษัทที่มีขนาดกลางและขนาดเล็ก ก็มีโอกาสที่จะขายหุ้นกู้ไม่หมดตามเป้าหมายที่วางไว้ สะท้อนถึงนักลงทุนพิจารณาการลงทุนมากขึ้น

"จากนี้ไปผู้ออกหุ้นกู้ก็จะมีงานหนักมากขึ้น ที่จะต้องทำการบ้าน รวบรวมข้อมูล สื่อสารกับนักลงทุนว่าเงินที่ระดมทุนไปนั้น จะนำไปลงทุนอะไรบ้าง มีความสามารถในการชำระหนี้คืนเป็นอย่างไร เพราะนักลงทุนมีความต้องการข้อมูลมากขึ้นก่อนตัดสินใจลงทุน" ดร.สมจินต์ ให้ความเห็น

ดังนั้น นอกจากจะพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของผู้ออกหุ้นกู้แล้ว ต้องตรวจสอบคุณภาพหุ้นกู้ผ่านอันดับเครดิต (Credit Rating) ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจ "อันดับเครดิตก็สะท้อนถึงโอกาสของความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ รวมถึงการปรับลดอันดับก็เป็นสิ่งยืนยันถึงโอกาสความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นด้วย"

ลงทุนหุ้นกู้

ตัวอย่าง

หุ้นกู้ที่มีการจัดอันดับเครดิต BB+ ลงไปจนถึง D หรือเรียกว่า หุ้นกู้กลุ่มต่ำกว่าระดับลงทุน (Non-Investment Grade) โดยสังเกตว่าผู้ออกมักจะมีความน่าเชื่อถือทางเครดิตต่ำกว่าบริษัทที่มีการจัดอันดับเครดิตในระดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) พิจารณาได้ว่าอาจมีหนี้สินระดับสูง (D/E Ratio สูง) หรือมีโมเดลธุรกิจที่ผันผวนค่อนข้างสูง ทําให้รายได้และกระแสเงินสดไม่คงที่ จึงมีความเสี่ยงสูงที่ผู้ออกหุ้นกู้อาจไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินต้นได้ตรงเวลา และมีความเสี่ยงสูงต่อการผิดนัดชําระหนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ผู้ออกหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำ จําเป็นต้องเสนออัตราผลตอบแทนสูง เพื่อจูงใจให้นักลงทุนยอมรับความเสี่ยงที่อาจไม่ได้รับเงินคืนตามที่คาดหวัง

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนจึงควรศึกษาและทำความเข้าใจในลักษณะของหุ้นกู้ที่จะลงทุน พิจารณาความเสี่ยงที่เหมาะสมกับระดับที่ตัวเองสามารถยอมรับได้ และที่สำคัญความกระจายความเสี่ยง ไม่ควรนำเงินทั้งหมดที่สะสมมาทั้งชีวิตหรือเงินเกษียณมาลงทุนในหุ้นกู้เพียงอย่างเดียว

โดย ฐิติเมธ โภคชัย ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...