เมืองทั่วโลกงัดสารพัดวิธีเพื่อปรับตัวสู้โลกเดือด
สุนิสา กาญจนกุล รายงาน
ปี 2566 เป็นปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกอุณหภูมิโลก ทั่วโลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 1.35 องศาเซลเซียส คลื่นความร้อนที่เคยเป็นเหตุการณ์หายากกลับกลายเป็นเรื่องประจำทศวรรษ
“ความร้อนสุดขั้ว” (Extreme Heat) ไม่ใช่ปัญหาเล็กน้อยอีกแล้ว แต่กลายเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของสังคมเมืองทั่วโลก
ปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง (Urban Heat Island – UHI) ทำให้อุณหภูมิในเขตเมืองสูงกว่าพื้นที่รอบนอกอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ความต้องการพลังงานพุ่งสูงขึ้น ผลิตภาพของแรงงานลดลง และอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ทุกแห่งจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์ออกมาสู้ร้อน
บทความนี้รวบรวมหลักการและแนวทางที่น่าสนใจและสร้างสรรค์ของเมืองต่างๆ ทั่วโลกในการรับมือกับปัญหาความร้อน พร้อมทั้งยกตัวอย่างที่โดดเด่นจนกลายเป็นต้นแบบให้เมืองอื่นๆ ทำตาม เพื่อจะได้เห็นภาพรวมของการปรับตัวรับมือโลกเดือดในวงกว้าง
แต่ละประเทศ แต่ละเมือง ต่างเลือกรับมือความร้อนสุดขีดจากภาวะโลกเดือดด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป แต่เมื่อแยกแยะออกมาแล้ว สามารถจัดกลุ่มเป็นแนวทางหลักได้ดังนี้
สร้างร่มเงาและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง
วิธีการนี้ถือเป็นแนวคิดพื้นฐานและน่าจะเป็นมาตรการแรกที่ทุกเมืองลงมือทำ เนื่องจากลงทุนไม่สูงนักและให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ไม่ว่าจะด้วยการปลูกต้นไม้เพิ่ม หรือติดตั้งกันสาดขนาดใหญ่เพื่อให้ร่มเงาและช่วยลดอุณหภูมิ
เซบียา ในสเปน เลือกใช้นโยบายสร้างร่มเงาโดยติดตั้งกันสาดชั่วคราวขนาดใหญ่ รวมถึงเพิ่มการปลูกต้นไม้ 5,000 ต้นต่อปี เพื่อให้ถนนสามารถใช้งานได้ในช่วงฤดูร้อนที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส
ฟรีทาวน์ในเซียร์ราลีโอน ริเริ่มโครงการปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้นโดยชุมชน และขยายเป็น 5 ล้านต้นในภายหลัง
แต่มีบางแห่งที่โดดเด่นกว่าที่อื่น นั่นคือเมเดยิน (Medellín) ในโคลอมเบีย สามารถพลิกสถานะจากเมืองแห่งความรุนแรงสู่การเป็น “ระเบียงสีเขียว (Green Corridors)” ได้อย่างน่าชื่นชม โดยใช้งบประมาณเริ่มต้นประมาณ 16.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เฉลี่ยเพียง 6.50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อประชากร 1 คน แต่ให้ผลประโยชน์หลายมิติทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจ
ช่วงทศวรรษ 1990 เมเดยินเคยมีสมญานามว่าเป็นเมืองที่อันตรายที่สุดในโลกเนื่องจากปัญหาอาชญากรรม แต่ปัจจุบัน เมเดยินกลับกลายเป็นต้นแบบระดับโลกด้านการจัดการความร้อนในเมือง
โครงการระเบียงสีเขียวเริ่มขึ้นในปี 2016 เมื่อรัฐบาลท้องถิ่นตัดสินใจปลูกต้นไม้ใหญ่กว่า 120,000 ต้น และไม้พุ่มอีกนับล้านต้น จนพื้นที่ไหล่ทาง เกาะกลางถนน แนวลำคลองและทางน้ำ กลายเป็นระเบียงพรรณไม้มากกว่า 30 เส้น ยาว 20 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมต่อพื้นที่สีเขียวที่มีอยู่เดิมเข้าด้วยกัน
ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งมาก อุณหภูมิในพื้นที่ลดลง2-3 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับพื้นที่ใกล้เคียง ปริมาณมลพิษในอากาศ (PM 2.5) ลดลง ความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นกและแมลงสายพันธุ์ท้องถิ่นกลับมาอาศัยในเมืองเพิ่มขึ้น
สิ่งที่ทำให้โครงการนี้โดดเด่นยิ่งขึ้น คือมิติทางสังคม โครงการระเบียงสีเขียวคำนึงถึงความเท่าเทียมทางสังคมอย่างสูง ออกแบบให้เส้นทางพาดผ่านพื้นที่ยากจน ช่วยให้คนเดินถนนและผู้ใช้ขนส่งสาธารณะได้รับความเย็นสบายอย่างทั่วถึง อีกทั้งยังสร้างงานด้วยการฝึกอบรมชาวบ้านจากชุมชนด้อยโอกาสหลายสิบคนให้กลายเป็นนักจัดสวนประจำเมือง
ปัจจุบัน เมเดยินกลายต้นแบบที่เมืองอื่นๆ ทั่วโลกนำไปศึกษาและปรับใช้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวิธีแก้ปัญหาโลกเดือดโดยอิงธรรมชาติ (Nature-based Solutions) ไม่ใช่แค่ทฤษฎีสวยงาม แต่เป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริง
ลดอุณหภูมิพื้นผิวและสะท้อนแสงอาทิตย์กลับ
โครงสร้างพื้นฐานของเมือง เช่น ถนนและอาคาร ดูดซับความร้อนแล้วปล่อยความร้อนกลับคืนสู่เมือง การลดผลกระทบของเกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island) จึงเลี่ยงไม่ได้
โครงการหลังคาเย็น ทางเท้าเย็น (Cool Roofs / Cool Pavement) จึงเป็นแนวทางยอดนิยมของเมืองต่างๆ เนื่องจากสะดวกและเห็นผลทันใจ
ในสหรัฐฯ เมืองใหญ่มากกว่า 13 แห่ง มีการบังคับใช้แนวทางหลังคาเย็น เช่น ฮุสตัน เดนเวอร์ และชิคาโก ขณะที่นิวยอร์กซิตี้พัฒนาโครงการ NYC CoolRoofs ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและอาสาสมัคร
กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเลือกใช้วิธีเคลือบสีต้านความร้อนบนถนน (Solar heat-blocking pavement) ของนิปปอนเพนต์ ซึ่งลดอุณหภูมิพื้นผิวถนนได้สูงสุดถึง 8 องศาเซลเซียส ในช่วงกลางวันฤดูร้อน อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยความร้อนในเวลากลางคืน โดยมีการนำไปใช้ในพื้นที่รอบสถานีรถไฟชินางาวะและพระราชวังอิมพีเรียล
เมลเบิร์น ในออสเตรเลีย ทดลองใช้แนวคิด “เส้นทางเย็นสบาย (Cool Routes)” เพื่อส่งเสริมการเดินทางที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ เช่น การเดินและขี่จักรยาน ด้วยการทดลองใช้วัสดุเคลือบผิวหลากหลายชนิดที่มีสีอ่อนและคุณสมบัติสะท้อนความร้อนบนทางเท้าและทางจักรยาน
ในยุโรป เมืองใหญ่หลายแห่ง เช่น มิลานและปารีส ส่งเสริมให้มีการใช้หลังคาสีขาวและวัสดุสะท้อนแสง และใช้สีเซรามิกและสีสะท้อนความร้อนเพื่อสะท้อนพลังงานจากแสงอาทิตย์
ปรับปรุงโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน
แนวทางนี้เป็นงานใหญ่ ลงทุนสูง ใช้เวลานาน แต่จำเป็นต้องทำเพื่อให้เมืองดูดซับความร้อนน้อยกว่าเดิม หรือระบายความร้อนให้ดีขึ้น เช่น ลดพื้นที่ถนนซึ่งราดด้วยแอสฟัลต์ กำหนดพื้นที่สำหรับการหมุนเวียนอากาศเย็น
กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ รื้อถอนทางหลวง 10 เลน เพื่อเผยให้เห็นลำคลองชองกเยชอนที่เคยอยู่ด้านใต้ จากนั้นสร้างเป็นทางเดินสาธารณะที่เขียวขจี ผลการศึกษายืนยันว่าสามารถลดอุณหภูมิพื้นผิวได้ถึง 4.5%
สิงคโปร์ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรและอุณหภูมิสูงตลอดทั้งปี แต่สิงคโปร์ส่งเสริมการเปลี่ยนพื้นผิวอาคารให้เป็นสวนแนวตั้งและหลังคาสีเขียว ครอบคลุมพื้นที่อาคารกว่า 100 เฮกตาร์ ปลูกต้นไม้กว่า 7 ล้านต้น และสร้างสวนกว่า 300 แห่ง
ในย่านมารินาเบย์ สิงคโปร์ติดตั้งระบบทำความเย็นแบบรวมศูนย์ (District Cooling System – DCS) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยแทนที่จะให้ทุกตึกติดคอมเพรสเซอร์แอร์ของตัวเอง ระบบ DCS จะใช้โรงงานผลิตน้ำเย็นขนาดมหึมาใต้ดิน แล้วส่งน้ำเย็นผ่านท่อไปยังตึกต่างๆ ทั่วบริเวณ ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 40% เมื่อเทียบกับระบบปรับอากาศทั่วไป
นอกจากนั้น ยังมีการบังคับใช้กฎหมาย “Green Mark” ซึ่งกำหนดให้ตึกใหม่ต้องมีพื้นที่สีเขียวทดแทนในขนาดที่เท่ากับพื้นที่ก่อสร้าง ทำให้มีสวนลอยฟ้าและผนังต้นไม้อยู่ทั่วสิงคโปร์ รวมทั้งมีการทำโครงการวิจัยชื่อ “Cooling Singapore” เพื่อคำนวณทิศทางลมและการสะสมความร้อนในระดับนาทีต่อนาที เพื่อวางผังเมืองใหม่ให้ลมพัดผ่านได้ดีที่สุด
พัฒนาระบบการบริหารจัดการ
การพัฒนาระบบเตือนภัยและการตอบสนองฉุกเฉินมีประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากความร้อนและช่วยเตรียมความพร้อมให้ประชาชนและระบบสาธารณสุขล่วงหน้า
ไมอามี-เดดเคาน์ตี้ ในสหรัฐฯ ใช้วิธีแต่งตั้งหัวหน้าเจ้าหน้าที่ควบคุมความร้อนคนแรกของโลกเพื่อประสานงานความพยายามต่างๆ เช่น การเพิ่มพื้นที่ร่มเงาของต้นไม้ การติดตั้งหลังคาเย็น และการปรับปรุงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย
อาห์เมดาบัด ในอินเดีย เคยผจญกับคลื่นความร้อนร้ายแรงในปี 2010 ที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 1,300 รายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ เมืองนี้จึงพัฒนา “แผนรับมือความร้อน (Heat Action Plan – HAP)” ขึ้นเป็นแห่งแรกในเอเชียใต้ โดยแบ่งเป็น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่
1. ระบบเตือนภัยล่วงหน้า โดยสร้างระบบการพยากรณ์อากาศที่แม่นยำล่วงหน้า 7 วัน เพื่อแจ้งเตือนประชาชนผ่านเอสเอ็มเอสและสื่อหลัก
2. การปรับปรุงระบบสาธารณสุขอย่างเข้มข้น ฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ให้รู้จักอาการโรคลมแดดและรับมือได้อย่างรวดเร็ว
3. การสื่อสารความเสี่ยง มีการรณรงค์อย่างจริงจังให้ประชาชนรู้วิธีดูแลตนเองในช่วงอากาศร้อนจัด และติดตั้งตู้กดน้ำดื่มฟรีทั่วเมือง
4. โครงการหลังคาเย็น ลงมือทาสีหลังคาบ้านด้วยสีขาวสะท้อนแสงในเขตชุมชนแออัดเพื่อช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารลง ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวยากจนที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ
ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าหลังจากใช้แผน HAP อัตราการเสียชีวิตสะสมในช่วงคลื่นความร้อนลดลงถึง 30-40% ปัจจุบัน แผนของอาห์เมดาบัดถูกนำไปเป็นต้นแบบให้กับอีกกว่า 30 เมืองในอินเดีย และขยายไปยังระดับรัฐอีกด้วย
นำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์
ประเทศร่ำรวยอย่างอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไม่มีปัญหาที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ในการลดความร้อน อาคารอัลบาฮาร์ ทาวเวอร์ส สูง 26 ชั้น ใช้ผนังบังแดดแบบแผ่นพับที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ โดยจะเปิดและปิดตามตำแหน่งของดวงอาทิตย์ ซึ่งลดการใช้เครื่องปรับอากาศลงได้ถึง 50%
กรุงปารีส ในฝรั่งเศส พัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อทำแผนที่แสดงตำแหน่ง “เกาะเย็น” ที่มีอยู่มากกว่า 800 แห่งทั่วเมือง เช่น สวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ และห้องสมุด ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่าถนนโดยรอบ 2-4 องศาเซลเซียส โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้คนได้รับความเย็นสบายได้ทันที
บางหน่วยงานมีการใช้ข้อมูลดาวเทียมและปัญญาประดิษฐ์ในการทำแผนที่ความร้อน เช่น Cool Cities Lab ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มฟรีที่พัฒนาโดยสถาบันทรัพยากรโลก (World Resources Institute) และพันธมิตร เพื่อช่วยเมืองต่างๆ ทั่วโลกให้สามารถรับมือกับความร้อนจัดในเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แพลตฟอร์มนี้มีจุดเด่นหลักเรื่องแผนที่ซึ่งแสดงข้อมูลความร้อนลงไปถึงระดับระดับบล็อค (ตึก/ถนน) โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและแบบจำลอง ครอบคลุมมากกว่า 25 เมืองทั่ว 5 ทวีป (รวมถึงกรุงเทพฯ ด้วย)
อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ใช้สามารถทดลองจำลองแบบได้ว่า หากปลูกต้นไม้ สร้างร่มเงา ฯลฯ แล้วจะช่วยลดอุณหภูมิได้มากแค่ไหน เพื่อช่วยให้ตัดสินใจเลือกมาตรการลดความร้อนที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับพื้นที่ของตน โดยอาศัยข้อมูลจริง ไม่ใช่การคาดเดา
การปรับพฤติกรรมของประชาชนและสังคม
นอกจากการวางแผนรับมือในระดับโครงสร้างแล้ว ยังมีแนวทางยิบย่อยที่ได้รับความสนใจและรณรงค์ให้ปฏิบัติตามควบคู่กันไปด้วย รวมถึงสร้างความตระหนักรู้เรื่องอันตรายของความร้อนผ่านสื่อ โรงเรียน และชุมชน อย่างจริงจัง
บางเมืองมีการปรับเวลาทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงช่วงกลางวัน เริ่มบังคับใช้ระบบการทำงานและการพักผ่อนแบบเป็นรอบๆ รณรงค์ให้ดื่มน้ำมากขึ้น พักในที่ร่มเป็นครั้งคราว และมีการตรวจสอบภาวะเครียดจากความร้อนสำหรับคนงานกลางแจ้ง
ทั้งนี้ World Economic Forum ระบุว่า ความร้อนจะทำให้เมืองใหญ่สูญเสียประสิทธิผลซึ่งคิดเป็นมูลค่าถึงปีละ 84 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2050 ขณะที่ข้อมูลจาก International Labour Organization แสดงให้เห็นว่า ภายในปี 2030 โลกอาจสูญเสียชั่วโมงการทำงานเทียบเท่ากับงานเต็มเวลา 80 ล้านตำแหน่ง เนื่องจากความร้อน ซึ่งคิดเป็นความเสียหายทางเศรษฐศาสตร์สูงถึง 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ
เมื่อเป็นเช่นนี้ การลงทุนเพื่อการปรับตัวรับความร้อนจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็น “ค่าใช้จ่าย” แต่ควรมองว่าเป็น “การป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจ” ที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง