โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมืองทั่วโลกงัดสารพัดวิธีเพื่อปรับตัวสู้โลกเดือด

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

สุนิสา กาญจนกุล รายงาน

เมเดยินในโคลอมเบีย ใช้วิธีการจัดสวนแนวตั้งตามอาคารต่างๆ เช่น อาคารสภาเมือง เพื่อช่วยลดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมืองและช่วยให้ภายในอาคารเย็นสบายขึ้น ที่มาภาพ: https://www.theguardian.com/environment/gallery/2025/jun/09/medellin-sublime-return-to-nature-in-pictures

ปี 2566 เป็นปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกอุณหภูมิโลก ทั่วโลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 1.35 องศาเซลเซียส คลื่นความร้อนที่เคยเป็นเหตุการณ์หายากกลับกลายเป็นเรื่องประจำทศวรรษ

“ความร้อนสุดขั้ว” (Extreme Heat) ไม่ใช่ปัญหาเล็กน้อยอีกแล้ว แต่กลายเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของสังคมเมืองทั่วโลก

ปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง (Urban Heat Island – UHI) ทำให้อุณหภูมิในเขตเมืองสูงกว่าพื้นที่รอบนอกอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ความต้องการพลังงานพุ่งสูงขึ้น ผลิตภาพของแรงงานลดลง และอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ทุกแห่งจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์ออกมาสู้ร้อน

บทความนี้รวบรวมหลักการและแนวทางที่น่าสนใจและสร้างสรรค์ของเมืองต่างๆ ทั่วโลกในการรับมือกับปัญหาความร้อน พร้อมทั้งยกตัวอย่างที่โดดเด่นจนกลายเป็นต้นแบบให้เมืองอื่นๆ ทำตาม เพื่อจะได้เห็นภาพรวมของการปรับตัวรับมือโลกเดือดในวงกว้าง

แต่ละประเทศ แต่ละเมือง ต่างเลือกรับมือความร้อนสุดขีดจากภาวะโลกเดือดด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป แต่เมื่อแยกแยะออกมาแล้ว สามารถจัดกลุ่มเป็นแนวทางหลักได้ดังนี้

สร้างร่มเงาและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง

วิธีการนี้ถือเป็นแนวคิดพื้นฐานและน่าจะเป็นมาตรการแรกที่ทุกเมืองลงมือทำ เนื่องจากลงทุนไม่สูงนักและให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ไม่ว่าจะด้วยการปลูกต้นไม้เพิ่ม หรือติดตั้งกันสาดขนาดใหญ่เพื่อให้ร่มเงาและช่วยลดอุณหภูมิ

เซบียา ในสเปน เลือกใช้นโยบายสร้างร่มเงาโดยติดตั้งกันสาดชั่วคราวขนาดใหญ่ รวมถึงเพิ่มการปลูกต้นไม้ 5,000 ต้นต่อปี เพื่อให้ถนนสามารถใช้งานได้ในช่วงฤดูร้อนที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส

ฟรีทาวน์ในเซียร์ราลีโอน ริเริ่มโครงการปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้นโดยชุมชน และขยายเป็น 5 ล้านต้นในภายหลัง

เมือง Medillen ที่มาภาพ :https://una.city/nbs/medellin/green-belt-medellin

แต่มีบางแห่งที่โดดเด่นกว่าที่อื่น นั่นคือเมเดยิน (Medellín) ในโคลอมเบีย สามารถพลิกสถานะจากเมืองแห่งความรุนแรงสู่การเป็น “ระเบียงสีเขียว (Green Corridors)” ได้อย่างน่าชื่นชม โดยใช้งบประมาณเริ่มต้นประมาณ 16.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เฉลี่ยเพียง 6.50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อประชากร 1 คน แต่ให้ผลประโยชน์หลายมิติทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจ

ช่วงทศวรรษ 1990 เมเดยินเคยมีสมญานามว่าเป็นเมืองที่อันตรายที่สุดในโลกเนื่องจากปัญหาอาชญากรรม แต่ปัจจุบัน เมเดยินกลับกลายเป็นต้นแบบระดับโลกด้านการจัดการความร้อนในเมือง

โครงการระเบียงสีเขียวเริ่มขึ้นในปี 2016 เมื่อรัฐบาลท้องถิ่นตัดสินใจปลูกต้นไม้ใหญ่กว่า 120,000 ต้น และไม้พุ่มอีกนับล้านต้น จนพื้นที่ไหล่ทาง เกาะกลางถนน แนวลำคลองและทางน้ำ กลายเป็นระเบียงพรรณไม้มากกว่า 30 เส้น ยาว 20 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมต่อพื้นที่สีเขียวที่มีอยู่เดิมเข้าด้วยกัน

ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งมาก อุณหภูมิในพื้นที่ลดลง2-3 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับพื้นที่ใกล้เคียง ปริมาณมลพิษในอากาศ (PM 2.5) ลดลง ความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นกและแมลงสายพันธุ์ท้องถิ่นกลับมาอาศัยในเมืองเพิ่มขึ้น

สิ่งที่ทำให้โครงการนี้โดดเด่นยิ่งขึ้น คือมิติทางสังคม โครงการระเบียงสีเขียวคำนึงถึงความเท่าเทียมทางสังคมอย่างสูง ออกแบบให้เส้นทางพาดผ่านพื้นที่ยากจน ช่วยให้คนเดินถนนและผู้ใช้ขนส่งสาธารณะได้รับความเย็นสบายอย่างทั่วถึง อีกทั้งยังสร้างงานด้วยการฝึกอบรมชาวบ้านจากชุมชนด้อยโอกาสหลายสิบคนให้กลายเป็นนักจัดสวนประจำเมือง

ปัจจุบัน เมเดยินกลายต้นแบบที่เมืองอื่นๆ ทั่วโลกนำไปศึกษาและปรับใช้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวิธีแก้ปัญหาโลกเดือดโดยอิงธรรมชาติ (Nature-based Solutions) ไม่ใช่แค่ทฤษฎีสวยงาม แต่เป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริง

ลดอุณหภูมิพื้นผิวและสะท้อนแสงอาทิตย์กลับ

โครงสร้างพื้นฐานของเมือง เช่น ถนนและอาคาร ดูดซับความร้อนแล้วปล่อยความร้อนกลับคืนสู่เมือง การลดผลกระทบของเกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island) จึงเลี่ยงไม่ได้

โครงการหลังคาเย็น ทางเท้าเย็น (Cool Roofs / Cool Pavement) จึงเป็นแนวทางยอดนิยมของเมืองต่างๆ เนื่องจากสะดวกและเห็นผลทันใจ

ในสหรัฐฯ เมืองใหญ่มากกว่า 13 แห่ง มีการบังคับใช้แนวทางหลังคาเย็น เช่น ฮุสตัน เดนเวอร์ และชิคาโก ขณะที่นิวยอร์กซิตี้พัฒนาโครงการ NYC CoolRoofs ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและอาสาสมัคร

กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเลือกใช้วิธีเคลือบสีต้านความร้อนบนถนน (Solar heat-blocking pavement) ของนิปปอนเพนต์ ซึ่งลดอุณหภูมิพื้นผิวถนนได้สูงสุดถึง 8 องศาเซลเซียส ในช่วงกลางวันฤดูร้อน อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยความร้อนในเวลากลางคืน โดยมีการนำไปใช้ในพื้นที่รอบสถานีรถไฟชินางาวะและพระราชวังอิมพีเรียล

เมลเบิร์น ในออสเตรเลีย ทดลองใช้แนวคิด “เส้นทางเย็นสบาย (Cool Routes)” เพื่อส่งเสริมการเดินทางที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ เช่น การเดินและขี่จักรยาน ด้วยการทดลองใช้วัสดุเคลือบผิวหลากหลายชนิดที่มีสีอ่อนและคุณสมบัติสะท้อนความร้อนบนทางเท้าและทางจักรยาน

ในยุโรป เมืองใหญ่หลายแห่ง เช่น มิลานและปารีส ส่งเสริมให้มีการใช้หลังคาสีขาวและวัสดุสะท้อนแสง และใช้สีเซรามิกและสีสะท้อนความร้อนเพื่อสะท้อนพลังงานจากแสงอาทิตย์

ปรับปรุงโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน

แนวทางนี้เป็นงานใหญ่ ลงทุนสูง ใช้เวลานาน แต่จำเป็นต้องทำเพื่อให้เมืองดูดซับความร้อนน้อยกว่าเดิม หรือระบายความร้อนให้ดีขึ้น เช่น ลดพื้นที่ถนนซึ่งราดด้วยแอสฟัลต์ กำหนดพื้นที่สำหรับการหมุนเวียนอากาศเย็น

กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ รื้อถอนทางหลวง 10 เลน เพื่อเผยให้เห็นลำคลองชองกเยชอนที่เคยอยู่ด้านใต้ จากนั้นสร้างเป็นทางเดินสาธารณะที่เขียวขจี ผลการศึกษายืนยันว่าสามารถลดอุณหภูมิพื้นผิวได้ถึง 4.5%

สิงคโปร์ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรและอุณหภูมิสูงตลอดทั้งปี แต่สิงคโปร์ส่งเสริมการเปลี่ยนพื้นผิวอาคารให้เป็นสวนแนวตั้งและหลังคาสีเขียว ครอบคลุมพื้นที่อาคารกว่า 100 เฮกตาร์ ปลูกต้นไม้กว่า 7 ล้านต้น และสร้างสวนกว่า 300 แห่ง

ในย่านมารินาเบย์ สิงคโปร์ติดตั้งระบบทำความเย็นแบบรวมศูนย์ (District Cooling System – DCS) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยแทนที่จะให้ทุกตึกติดคอมเพรสเซอร์แอร์ของตัวเอง ระบบ DCS จะใช้โรงงานผลิตน้ำเย็นขนาดมหึมาใต้ดิน แล้วส่งน้ำเย็นผ่านท่อไปยังตึกต่างๆ ทั่วบริเวณ ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 40% เมื่อเทียบกับระบบปรับอากาศทั่วไป

นอกจากนั้น ยังมีการบังคับใช้กฎหมาย “Green Mark” ซึ่งกำหนดให้ตึกใหม่ต้องมีพื้นที่สีเขียวทดแทนในขนาดที่เท่ากับพื้นที่ก่อสร้าง ทำให้มีสวนลอยฟ้าและผนังต้นไม้อยู่ทั่วสิงคโปร์ รวมทั้งมีการทำโครงการวิจัยชื่อ “Cooling Singapore” เพื่อคำนวณทิศทางลมและการสะสมความร้อนในระดับนาทีต่อนาที เพื่อวางผังเมืองใหม่ให้ลมพัดผ่านได้ดีที่สุด

ไมอามี-เดดเคาน์ตี้ ในสหรัฐฯ ใช้วิธีแต่งตั้ง Jane Gilbert หัวหน้าเจ้าหน้าที่ควบคุมความร้อนคนแรกของโลก ที่มาภาพ : https://www.nbcnews.com/science/science-news/miami-heat-officer-profile-jane-gilbert-rcna142783

พัฒนาระบบการบริหารจัดการ

การพัฒนาระบบเตือนภัยและการตอบสนองฉุกเฉินมีประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากความร้อนและช่วยเตรียมความพร้อมให้ประชาชนและระบบสาธารณสุขล่วงหน้า

ไมอามี-เดดเคาน์ตี้ ในสหรัฐฯ ใช้วิธีแต่งตั้งหัวหน้าเจ้าหน้าที่ควบคุมความร้อนคนแรกของโลกเพื่อประสานงานความพยายามต่างๆ เช่น การเพิ่มพื้นที่ร่มเงาของต้นไม้ การติดตั้งหลังคาเย็น และการปรับปรุงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย

อาห์เมดาบัด ในอินเดีย เคยผจญกับคลื่นความร้อนร้ายแรงในปี 2010 ที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 1,300 รายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ เมืองนี้จึงพัฒนา “แผนรับมือความร้อน (Heat Action Plan – HAP)” ขึ้นเป็นแห่งแรกในเอเชียใต้ โดยแบ่งเป็น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่

1. ระบบเตือนภัยล่วงหน้า โดยสร้างระบบการพยากรณ์อากาศที่แม่นยำล่วงหน้า 7 วัน เพื่อแจ้งเตือนประชาชนผ่านเอสเอ็มเอสและสื่อหลัก

2. การปรับปรุงระบบสาธารณสุขอย่างเข้มข้น ฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ให้รู้จักอาการโรคลมแดดและรับมือได้อย่างรวดเร็ว

3. การสื่อสารความเสี่ยง มีการรณรงค์อย่างจริงจังให้ประชาชนรู้วิธีดูแลตนเองในช่วงอากาศร้อนจัด และติดตั้งตู้กดน้ำดื่มฟรีทั่วเมือง

4. โครงการหลังคาเย็น ลงมือทาสีหลังคาบ้านด้วยสีขาวสะท้อนแสงในเขตชุมชนแออัดเพื่อช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารลง ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวยากจนที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าหลังจากใช้แผน HAP อัตราการเสียชีวิตสะสมในช่วงคลื่นความร้อนลดลงถึง 30-40% ปัจจุบัน แผนของอาห์เมดาบัดถูกนำไปเป็นต้นแบบให้กับอีกกว่า 30 เมืองในอินเดีย และขยายไปยังระดับรัฐอีกด้วย

นำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์

ประเทศร่ำรวยอย่างอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไม่มีปัญหาที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ในการลดความร้อน อาคารอัลบาฮาร์ ทาวเวอร์ส สูง 26 ชั้น ใช้ผนังบังแดดแบบแผ่นพับที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ โดยจะเปิดและปิดตามตำแหน่งของดวงอาทิตย์ ซึ่งลดการใช้เครื่องปรับอากาศลงได้ถึง 50%

กรุงปารีส ในฝรั่งเศส พัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อทำแผนที่แสดงตำแหน่ง “เกาะเย็น” ที่มีอยู่มากกว่า 800 แห่งทั่วเมือง เช่น สวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ และห้องสมุด ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่าถนนโดยรอบ 2-4 องศาเซลเซียส โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้คนได้รับความเย็นสบายได้ทันที

บางหน่วยงานมีการใช้ข้อมูลดาวเทียมและปัญญาประดิษฐ์ในการทำแผนที่ความร้อน เช่น Cool Cities Lab ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มฟรีที่พัฒนาโดยสถาบันทรัพยากรโลก (World Resources Institute) และพันธมิตร เพื่อช่วยเมืองต่างๆ ทั่วโลกให้สามารถรับมือกับความร้อนจัดในเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แพลตฟอร์มนี้มีจุดเด่นหลักเรื่องแผนที่ซึ่งแสดงข้อมูลความร้อนลงไปถึงระดับระดับบล็อค (ตึก/ถนน) โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและแบบจำลอง ครอบคลุมมากกว่า 25 เมืองทั่ว 5 ทวีป (รวมถึงกรุงเทพฯ ด้วย)

อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ใช้สามารถทดลองจำลองแบบได้ว่า หากปลูกต้นไม้ สร้างร่มเงา ฯลฯ แล้วจะช่วยลดอุณหภูมิได้มากแค่ไหน เพื่อช่วยให้ตัดสินใจเลือกมาตรการลดความร้อนที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับพื้นที่ของตน โดยอาศัยข้อมูลจริง ไม่ใช่การคาดเดา

การปรับพฤติกรรมของประชาชนและสังคม

นอกจากการวางแผนรับมือในระดับโครงสร้างแล้ว ยังมีแนวทางยิบย่อยที่ได้รับความสนใจและรณรงค์ให้ปฏิบัติตามควบคู่กันไปด้วย รวมถึงสร้างความตระหนักรู้เรื่องอันตรายของความร้อนผ่านสื่อ โรงเรียน และชุมชน อย่างจริงจัง

บางเมืองมีการปรับเวลาทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงช่วงกลางวัน เริ่มบังคับใช้ระบบการทำงานและการพักผ่อนแบบเป็นรอบๆ รณรงค์ให้ดื่มน้ำมากขึ้น พักในที่ร่มเป็นครั้งคราว และมีการตรวจสอบภาวะเครียดจากความร้อนสำหรับคนงานกลางแจ้ง

ทั้งนี้ World Economic Forum ระบุว่า ความร้อนจะทำให้เมืองใหญ่สูญเสียประสิทธิผลซึ่งคิดเป็นมูลค่าถึงปีละ 84 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2050 ขณะที่ข้อมูลจาก International Labour Organization แสดงให้เห็นว่า ภายในปี 2030 โลกอาจสูญเสียชั่วโมงการทำงานเทียบเท่ากับงานเต็มเวลา 80 ล้านตำแหน่ง เนื่องจากความร้อน ซึ่งคิดเป็นความเสียหายทางเศรษฐศาสตร์สูงถึง 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

เมื่อเป็นเช่นนี้ การลงทุนเพื่อการปรับตัวรับความร้อนจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็น “ค่าใช้จ่าย” แต่ควรมองว่าเป็น “การป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจ” ที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...