ก.แรงงาน-ปคม. แถลงจับ 2 ผู้ต้องหา หลอกคนไทยทำงานต่างแดน สูญเงินกว่า 20 ล้านบาท
ก.แรงงาน-ปคม. แถลงจับ 2 ผู้ต้องหา หลอกคนไทยทำงานต่างแดน สูญเงินกว่า 20 ล้านบาท
วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ที่กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) , พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคม. , พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน และนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางางาน แถลงข่าวกรณีที่บริษัทหลอกลวงคนไปทำงานภาคเกษตรในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ หลังพบผู้เสียหายกว่า 100 ราย สูญเงินเกือบ 20 ล้านบาท
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นพฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพในรูปแบบ “สแกมเมอร์” ที่ใช้วิธีหลอกลวงประชาชนว่าสามารถพาไปทำงานต่างประเทศได้ แต่แท้จริงเป็นการต้มตุ๋นเรียกเก็บเงิน พร้อมชื่นชมการทำงานของตำรวจสอบสวนกลางที่สามารถเร่งติดตามจับกุมผู้กระทำผิดได้อย่างรวดเร็ว และยับยั้งความเสียหายไม่ให้ขยายวงกว้าง โดยย้ำว่ากระทรวงแรงงานมีบทบาทสนับสนุนและช่วยเหลือในการคุ้มครองแรงงานไทย ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นผลงานสำคัญของตำรวจสอบสวนกลางที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้จำนวนมาก พร้อมต้องการสื่อสารไปยังประชาชนให้ตระหนักถึงภัยจากการหลอกลวงลักษณะดังกล่าว ซึ่งในช่วงภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่กดดัน ทำให้หลายคนต้องเร่งหางานและรายได้ จนอาจตัดสินใจโดยขาดความรอบคอบและตกเป็นเหยื่อได้ง่าย
นายจุลพันธ์ ยังย้ำว่า จากนี้ไปกรมการจัดหางานจะทำงานร่วมกับตำรวจสอบสวนกลางอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อเร่งปราบปรามและดำเนินคดีกับขบวนการหลอกลวงแรงงานอย่างเข้มงวด พร้อมยืนยันว่าจะยกระดับมาตรการเชิงรุกทั้งด้านการป้องกัน ปราบปราม และการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับประชาชน เพื่อให้แรงงานไทยได้รับความปลอดภัยสูงสุด และไม่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการมิจฉาชีพอีกต่อไป
ส่วนกรณีการจดทะเบียนบริษัทนิติบุคคลที่ถูกนำไปใช้กระทำความผิดว่า การจดทะเบียนขึ้นอยู่กับกระทรวงพาณิชย์ การจดทะเบียนไม่ได้ผิดแต่การนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์เป็นเรื่องที่ผิด เช่นการนำไปใช้หลอกลวงเป็นการละเมิดต่อกฎหมาย พร้อมยอมรับว่าในประเทศไทยมีเยอะ รวมถึงบัญชีที่ทิ้งร้างก็มีเยอะมาก เรื่องนี้เคยหารือกับกระทรวงพาณิชย์มองว่าทางกระทรวงพาณิชย์จะต้องไปร่อนตะแกรงสังคายนาเรื่องนี้
คดีนี้ตำรวจกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ได้จับกุมนายธนาคาร อายุ 23 ปี และนายธราเทพ อายุ 23 ปี ตามหมายจับศาลอาญาที่ 2426/2569 และ 2427/2569 ลงวันที่ 27 เมษายน 2569 ในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางาน หรือส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง, ร่วมกันโฆษณาจัดหางานโดยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน โดยจับกุมผู้ต้องหา คือ นายธนาคาร และ นายธราเทพ ได้ภายในพื้นที่ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
ด้าน พ.ต.ท.กษิดิ์เดช เจริญลาภ รอง ผกก.3 บก.ปคม. กล่าวว่า เมื่อประมาณเดือน ส.ค.68 ถึง เม.ย.69 กลุ่มผู้เสียหายได้หาข้อมูลไปทำงานต่างประเทศ เห็นประกาศรับสมัครพนักงานด้านการเกษตร ในเพจชื่อ หางานต่างประเทศ “รับสมัครพนักงานด้านการเกษตร ประเทศนิวซีแลนด์และประเทศออสเตรเลีย จะได้รับเงินเดือน 90,000 – 100,000 บาท มีที่พักฟรี ซึ่งต้องมาสมัครเองที่บริษัทเท่านั้น” หลังจากนั้นมีกลุ่มของผู้ต้องหาติดต่อกลับมา แจ้งว่ามีงานอยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์และประเทศออสเตเรีย เป็นงานเกี่ยวกับเก็บผลไม้, ทำเกษตรกรรม, ทำงานภายในฟาร์มมีรายได้ดี ประมาณเดือนละ 85,000 บาท หากทำงานล่วงเวลา อาจจะมีรายได้ประมาณ 100,000 บาท ถ้าสนใจสมัคร โดยสามารถสมัครผ่านผู้แจ้งได้ เนื่องจากเป็นตัวแทนของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งบริษัทตั้งอยู่ที่ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เมื่อเหยื่อหลงเชื่อ จะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งค่าทำสัญญา, ประกันชีวิต, การออกวีซ่า, ค่าแลกเงิน รวมกว่า 162,750 บาท ผู้เสียหายบางรายต้องกู้เงิน ขายทรัพย์สิน หรือจำนำรถยนต์เพื่อนำเงินมาจ่าย แต่เมื่อถึงวันนัดอบรมกลับไม่พบการจัดอบรมตามที่กล่าวอ้าง และไม่สามารถติดต่อกลุ่มผู้ต้องหาได้ จึงเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
จากการสืบสวนพบว่า บริษัทดังกล่าวเพิ่งจดทะเบียนเมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2568 และเริ่มก่อเหตุหลอกลวงตั้งแต่เดือนกันยายนปีเดียวกัน อีกทั้งสถานที่ที่อ้างใช้จัดอบรม ไม่พบว่ามีการจองจริง ขณะที่ก่อนผู้เสียหายจะรู้ตัว กลุ่มผู้ต้องหาได้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากบริษัทไปแล้ว
เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้ง 2 รายให้การปฏิเสธ ว่าไม่ได้หลอกลวงกลุ่มผู้เสียหาย แต่มีหน้าที่จัดหาเอกสารสมัครงาน, คุยรายละเอียดเบื้องต้นขั้นตอนการสมัคร และการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ แล้วส่งต่อให้น.ส.พิชญ์จิราทำสัญญาและจ่ายเงินต่างๆ โดยเงินทั้งหมดจะส่งมอบให้กับนายวันเฉลิม ซึ่งเป็น กรรมการบริษัท อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่เหลืออีก 2 รายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
ขณะที่ นายสมชาย กล่าวว่า ปัจจุบันมิจฉาชีพใช้ช่องทางออนไลน์เป็นเครื่องมือสำคัญในการหลอกลวง ทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อได้ง่ายขึ้น จึงขอเตือนแรงงานไทยที่ประสงค์จะไปทำงานต่างประเทศ ให้ศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ และดำเนินการผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะการติดต่อผ่านกรมการจัดหางาน หรือบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น การเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกต้อง ต้องผ่านกระบวนการของภาครัฐ ซึ่งจะช่วยคุ้มครองสิทธิแรงงาน และลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวง หากประชาชนยึดแนวทางดังกล่าว จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
ส่วนประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของบริษัทว่า บริษัทดังกล่าวมีการจดทะเบียนถูกต้อง แต่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือจนมีผู้เสียหายจำนวนมากหลงเชื่อได้อย่างไร และกรณีผู้ที่สมัครไปก่อนหน้านี้มีการได้งานจริงหรือไม่พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ บอกว่า จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มตั้งแต่การจัดตั้งบริษัทในรูปแบบนิติบุคคล เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือให้กับผู้สมัครงาน ซึ่งผู้เสียหายส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นบริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงเกิดความไว้วางใจ นอกจากนี้ บริษัทยังจดทะเบียนประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการดำเนินการด้านวีซ่า และมีการจัดสถานที่ให้ดูน่าเชื่อถือ ทั้งห้องอบรม ห้องประชุม รวมถึงภาพถ่ายหรือข้อมูลที่อ้างว่าเคยส่งคนไปทำงานต่างประเทศมาแล้ว เพื่อเสริมความมั่นใจให้กับผู้สมัคร หากเป็นบริษัทจัดหางานไปต่างประเทศโดยถูกต้อง จะต้องจดทะเบียนกับกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานโดยเฉพาะ ไม่ใช่เพียงแค่การจดทะเบียนนิติบุคคลทั่วไป
สำหรับพฤติการณ์การหลอกลวง พบว่าผู้ก่อเหตุจะติดต่อผู้เสียหายโดยตรงผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น แอปพลิเคชันแชต ก่อนชักชวนให้เข้ามาที่บริษัท เพื่อพูดคุยและสร้างความเชื่อมั่นแบบตัวต่อตัว โดยบางรายมีการดูแล สร้างความใกล้ชิด ทำให้ผู้เสียหายเชื่อสนิทใจ อีกทั้งยังมีการเร่งรัดให้ตัดสินใจ โดยอ้างเรื่องกำหนดเวลา เช่น หากไม่ดำเนินการภายในช่วงเวลาที่กำหนดจะเสียสิทธิ์ ทำให้ผู้เสียหายจำนวนหนึ่งหลงเชื่อและโอนเงินในที่สุด ก่อนจะมาทราบภายหลังว่าถูกหลอกลวงในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มผู้ต้องหารายนี้มีประวัติต้องคดีมาก่อน กรณีเป็นกรณีแรกที่ใช้วิธีการเปิดบริษัทบังหน้า โดยจดเป็นบริษัทนิติบุคคลที่สร้างความน่าเชื่อถือ
ตำรวจสอบสวนกลางเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการสมัครงานต่างประเทศผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะข้อเสนอที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง หรือเร่งรัดให้โอนเงินล่วงหน้า พร้อมแนะนำให้ตรวจสอบบริษัทจัดหางานกับกรมการจัดหางานก่อนทุกครั้ง ผ่านเว็บไซต์ หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 เพื่อลดความเสี่ยงตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ