24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 11 พฤษภาคม 2569
24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 11 พฤษภาคม 2569
>> “ทักษิณ” พักโทษออกจากคลองเปรม “แพทองธาร” สวมกอดคนแรก ก่อนกลับบ้านจันทร์ส่องหล้า
07.45 น. นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษและเดินทางออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม หลังถูกคุมขังนานกว่า 8 เดือน โดยทันทีที่พ้นประตูเรือนจำ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บุตรสาว ได้เข้าสวมกอดเป็นคนแรก ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นของครอบครัว ขณะที่นายทักษิณสวมเสื้อสีขาว กางเกงขายาว และติดกำไล EM ที่ข้อเท้า ก่อนร่วมเคารพธงชาติและยกมือทักทายผู้สนับสนุนที่มารอให้กำลังใจ
ภายหลัง นายทักษิณได้ขึ้นรถยนต์ส่วนตัวเดินทางกลับบ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งจะใช้เป็นสถานที่พักโทษตลอดระยะเวลา 4 เดือน โดยบริเวณหน้าเรือนจำมีมวลชนคนเสื้อแดง สมาชิกและอดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทยจำนวนมากร่วมต้อนรับ พร้อมตะโกน “เรารักทักษิณ” ส่งผลให้การจราจรบนถนนงามวงศ์วานขาออกค่อนข้างหนาแน่น ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเร่งอำนวยความสะดวกอย่างใกล้ชิด
>> รวบมือปืน M16 รายสุดท้าย คดีเมียจ้างฆ่าผัว หลังหลบหนีกว่า 15 ปี
09.50 น. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการปราบปรามร่วมกันจับกุม ชายไทย อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดตรัง ฐาน “ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และมีไม่เหตุสมควร” โดยจับกุมได้บริเวณบ้านเช่าไม่มีเลขที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครศรีธรรมราช
พฤติการณ์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 เวลาประมาณ 22.00 น. ขณะที่ผู้เสียชีวิตขับขี่รถจักรยานยนต์บริเวณสามแยกใกล้โรงพยาบาลย่านตาขาว ถนนย่านตาขาว – บ้านนาโยง อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ได้มีคนร้ายเป็นชาย 2 คน ใช้อาวุธปืนพกสั้นยิงใส่ 1 นัด แต่ไม่ถูก จนหนีตายรอดมาได้
ต่อมาเดือนธันวาคม 2553 เวลาประมาณ 10.30 น. ตำรวจรับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามก่อเหตุยิงจนผู้เสียชีวิตบนรถจักรยานยนต์
สำหรับมูลเหตุคดีทราบว่าภรรยาของผู้ตาย เป็นผู้ว่าจ้างกลุ่มมือปืนให้ก่อเหตุ โดยมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน โดยนายหลำทำหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์ให้มือปืน หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดีได้แล้ว
กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. สืบสวนติดตามจนทราบแหล่งกบดานในพื้นที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครศรีธรรมราช จึงวางแผนเข้าจับกุมตัวนายหลำ ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ย่านตาขาว ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> เตรียมเป็นเจ้าภาพ IMF – World Bank 2026 ชูโอกาสสำคัญ “สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับภาพลักษณ์ไทยสู่เวทีโลก”
10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ครั้งที่ 1/2569
นายกฯ เน้นย้ำว่า การประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings เปรียบเสมือน “โอลิมปิกด้านการเงินการคลัง” ที่จะทำให้สายตาจากทั่วโลกจับจ้องมายังประเทศไทย ถือเป็น “โอกาสของประเทศและคนไทยทุกคน” ในการแสดงศักยภาพและอัตลักษณ์ความเป็นไทย สอดแทรกผ่านองค์ประกอบในการจัดประชุม เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว การลงทุน และสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการไทยในหลายภาคส่วน
นายกฯ ระบุว่า ความสำเร็จของการประชุมครั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน และอยากให้คนไทยทุกคนรู้สึกว่า “เราเป็นเจ้าภาพร่วมกัน” เพราะนี่คือโอกาสสำคัญในการสร้างความประทับใจและสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยต่อประชาคมโลก
ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 3 คณะ ได้แก่ (1) คณะอนุกรรมการด้านสารัตถะ (2) คณะอนุกรรมการด้านพิธีการและอำนวยการ และ (3) คณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัย การจราจร และสาธารณสุข พร้อมเห็นชอบแนวคิดหลัก “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง”
การประชุมจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 โดยจะมีการประชุมหลัก ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และการประชุมย่อยอีกกว่า 1,000 การประชุม คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 15,000 คน จาก 189 ประเทศ
>> แผ่นดินไหว ขนาด 4.1 ภายในพื้นที่ของประเทศเวียดนาม
10.43 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุแผ่นดินไหว ขนาด 4.1 ความลึก 10 กม. ภายในพื้นที่ของประเทศเวียดนาม ศูนย์กลางห่างออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ประมาณ 312 กม. ไม่มีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย
>> รถจักรยานยนต์แหกโค้ง พุ่งชนคาบนต้นไม้ เครื่องยนต์ยังติด - ไฟเลี้ยวยังกะพริบ ร่างคนขับขี่ร่วงลงมาเสียชีวิต จ.แม่ฮ่องสอน
11.00 น. ร.ต.อ.วรวิทย์ อัมพรประทาน พนักงานสอบสวนเวร สภ.ท่าตาฝั่ง รับแจ้งเหตุอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์เสียหลักแหกโค้ง บริเวณจุดกิ่วลม บ้านห้วยโผ หมู่ที่ 6 ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน บนทางหลวงหมายเลข 1194 สายแม่สะเรียง-แม่สามแลบ จึงรุดตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลแม่สะเรียง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
ที่เกิดเหตุเป็นช่วงโค้งอันตราย ห่างจากริมถนนประมาณ 50 เมตร เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นดรีม สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน สภาพไปติดค้างอยู่บนกิ่งต้นไม้สูงจากพื้นดินประมาณ 2 เมตร โดยเครื่องยนต์ยังคงทำงาน และไฟเลี้ยวด้านขวายังกะพริบอยู่
ที่พื้นล่างใกล้กัน พบร่างผู้เสียชีวิต เป็นชายวัยกลางคน สวมเสื้อคอปกแขนสั้นสีกรมท่า กางเกงขายาวสีเทา มีกระเป๋าย่ามสะพายติดตัว นอนเสียชีวิตอยู่ในจุดเกิดเหตุ
จากการสอบสวนเบื้องต้นและชันสูตรพลิกศพ ไม่พบร่องรอยการเฉี่ยวชนจากรถคันอื่น เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าผู้ตายขับขี่รถมาด้วยความเร็ว เมื่อถึงช่วงทางโค้งกิ่วลมอาจเสียหลักหลุดโค้ง พุ่งลงข้างทางอย่างรุนแรง จนรถลอยไปค้างบนต้นไม้ ส่วนร่างกระแทกพื้นเสียชีวิตทันที
>> นายกฯ มอบนโยบาย ก.มหาดไทย ย้ำบทบาทกำนัน – ผู้ใหญ่บ้าน ดูแลประชาชน
11.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการมอบนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อขับเคลื่อนการปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าร่วมงานครั้งนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวมอบนโยบายว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำท้องถิ่น ถือเป็นกลไกสำคัญของการบริหารราชการ เป็นด่านหน้าที่ใกล้ชิดประชาชนและเป็นที่พึ่งเมื่อเกิดความเดือดร้อน รวมทั้งเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาครัฐกับประชาชนในพื้นที่ในการดูแลทุกข์สุขและเป็นหูเป็นตาให้ประชาชน จึงต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และยึดกฎหมายอย่างเคร่งครัด “เป็นผู้ปราบอิทธิพล ไม่ใช่ผู้มีอิทธิพล” เพื่อเป็นที่พึ่งและหลักยึดให้กับประชาชน พร้อมสนับสนุนการทำงานของนายอำเภอกระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครองให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ยังเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายดำเนินงานในทิศทางเดียวกัน โดยยึดหลัก “การ์ดไม่ตก” ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เพิ่มศักยภาพการจัดการสาธารณภัย และดูแลประชาชนให้ได้รับความคุ้มครองจากการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐอย่างสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม รวมถึงต้องหูตากว้างไกล เท่าทันอาชญากรรมรูปแบบใหม่ เช่น การค้ามนุษย์และการหลอกลวงออนไลน์ (สแกมเมอร์) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนรู้เท่าทันและสามารถปกป้องตนเองและครอบครัวจากการถูกล่อลวง
นายกรัฐมนตรี ยังเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้สอดรับสถานการณ์โลก โดยให้ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเยียวยาประชาชน โดยมุ่งกระจายสิทธิประโยชน์จากภาครัฐให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง โปร่งใส และเป็นธรรม ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย พร้อมขอความร่วมมือจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และฝ่ายปกครองในพื้นที่ ช่วยประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิและมาตรการต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน
>> ลอบวางระเบิดรถทหารพราน ที่ อ.แว้ง จ.นราธิวาสขณะเคลื่อนผ่านบ้านน้ำขาว เจ้าหน้าที่บาดเจ็บและมีเสียชีวิต
11.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน มีรายงานเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดขบวนรถเจ้าหน้าที่ทหารพราน บนถนนทางหลวงหมายเลข 4057 บริเวณพื้นที่บ้านไม้ฝาด ต.กายูคละ อ.แว้ง จ.นราธิวาส ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ
ขณะที่ เจ้าหน้าที่ทหารพรานสังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 11 (ฉก.ทพ.11) ชุดปฏิบัติการพรานที่ 1106 กำลังเคลื่อนขบวนรถเพื่อไปรับคณะปฏิบัติภารกิจ เมื่อมาถึงบริเวณจุดเกิดเหตุก่อนถึงสะพานน้ำขาว บ้านน้ำขาว ต.กายูคละ คนร้ายได้จุดชนวนระเบิดขึ้น แรงระเบิดส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บทันที 3 นาย คือ จ.ส.อ. คมกฤษ, ส.อ. อดิศร และ อส.ทพ. พงศกร แสนบุญมี
ขณะนี้ ถูกนำตัวส่งยัง รพ.สุไหงโกลก และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ปิดกั้นพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อให้หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบอย่างละเอียด ต่อมารับแจ้งว่า ส.อ. อดิศร เสียชีวิตในเวลาต่อมา
>> รวบ หนุ่มใบกระท่อมสด ยึดอาวุธปืน บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา - กระท่อม ต้มสูตรเด็ดกินแล้วติดใจ
12.30 น. ที่ สภ.แสนภูดาษ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา นายสุนทร โภคา นายอำเภอบ้านโพธิ์ พ.ต.อ.สมชาย อยู่สวัสดิ์ รองบก. ภ.จว.ฉะเชิงเทรา พ.ต.อ.พรชัย กิตติชญาน์ธร ผกก.สภ.แสนภูดาษ ผู้ใหญ่วิเชษฐ์ ยิ่งยง ประธาน กต.ตร.สภ.แสนภูดาษ ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุม นายมอ (นามสมมุติ) อายุ 29 ปี พร้อมด้วยของกลาง อาวุธปืนพกยี่ห้อกล็อก19 ขนาด 9 มม. พร้อมกระสุน 70 นัด ใบกระท่อมสด 1 ถุง น้ำกระท่อมต้มบรรจุขวดสูตรต่างๆ รวม 118 ขวด กัญชาแห้ง 4.8 กก. กัญชาอัดแท่ง 2.5 กก. น้ำกัญชาต้มสูตรต่างๆ 6 ขวด น้ำหวานขนาด 750 มล. จำนวน 3 ขวด น้ำเชื่อมเข้มข้น 111 ขวด น้ำตาดสด 6 ขวด ยาแก้ไอ 2 ขวด บุหรี่ไฟฟ้า Bar 9K 3 อัน บุหรี่ 14 ซอง ยาแก้ปวดทามาดอล 80 แคปซูล เตาแก๊ส หม้อต้ม 4 ใบ น้ำกระท่อมในหม้อ 63 กก. ถังพลาสติกใส่น้ำกระท่อม 3 ใบ และเงิน 2,250 บาท
สอบสวนให้การรับสารภาพ จึงแจ้งข้อข้อหา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยได้รับอนุญาต,มีบุหรี่ไฟฟ้าในความครอบครอง, จำหน่ายอาหารที่มีพืชกระท่อมเป็นส่วนผสมโดยไม่ได้รับอนุญาต, ฯลฯ นำตัวพร้อมด้วยของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.แสนภูดาษ ดำเนินคดีตามกฎหมาย
>> ตร.บุกคุมตัวชายคลั่ง อาละวาดยิงปืน ในพื้นที่ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์
12.46 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน กรณี เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาค้อ ได้รับแจ้งเหตุคนคลุ้มคลั่งอาละวาด และใช้อาวุธปืนยิงภายในพื้นที่ ต.สะเดาะพง อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ จนสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่ เกรงจะเกิดเหตุรุนแรงขึ้น เมื่อเย็นวานนี้(10 พ.ค.) พ.ต.อ.บุญถึง เหมือนแสง ผกก.สภ.เขาค้อ จึงเร่งวางแผน-บูรณาการกำลังร่วมกับชุดปฏิบัติการพิเศษ (S.W.A.T.) ตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบูรณ์ เข้าปิดล้อมพื้นที่และควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วน
ต่อมาวันนี้ พ.ต.ท.ชูชาติ วรรณะ รอง ผกก.สส.สภ.เขาค้อ พ.ต.ท.ปราโมทย์ บรรจงทอง สว.สส.สภ.เขาค้อ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาค้อ เจ้าหน้าที่ กก.สืบสวน ภ.จว.เพชรบูรณ์ และชุด S.W.A.T. เข้าควบคุมตัวนายวอ (นามสมมุติ) อายุ 37 ปี ได้บริเวณริมถนนสาธารณะในพื้นที่ ต.สะเดาะพง พร้อมของกลางอาวุธปืนลูกซองยาว 1 กระบอก เครื่องกระสุนปืนขนาด 12 จำนวน 4 นัด
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร, ยิงปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุจำเป็น และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน/ยาบ้า)” นำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมย้ำเตือนประชาชน หากพบผู้มีพฤติกรรมคลุ้มคลั่งจากยาเสพติดหรือมีอาวุธ ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
>> “ธนกฤต” พาหญิงร้อง พม. หลังถูกสามีแทง 27 แผล วอนช่วยพาลูกกลับสู่อ้อมกอดแม่
12.57 น. นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำรองนายกรัฐมนตรี พา น.ส.นัน อายุ 29 ปี เข้าร้องขอความช่วยเหลือจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) หลังถูกสามีทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง ใช้อาวุธมีดแทงทั่วร่างกาย 27 แผล ต้องเย็บกว่า 100 เข็ม จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งปอดแตก เยื่อหุ้มสมองฉีก และเบ้าตาแตก ขณะที่ลูกชายวัย 2 ขวบครึ่ง ซึ่งอยู่ในอ้อมแขนระหว่างเกิดเหตุ ถูกแทงได้รับบาดเจ็บไปด้วย โดยขณะนี้เด็กยังอยู่ในการดูแลของฝ่ายพ่อ ทำให้ผู้เป็นแม่กังวลเรื่องความปลอดภัยและต้องการขอรับลูกกลับมาอยู่ด้วย
ด้าน พม. ระบุว่าได้รับทราบข้อมูลและที่อยู่ของฝ่ายชายแล้ว พร้อมเตรียมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กตามกฎหมาย และพาเด็กออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็ว ขณะที่ผู้เสียหายยืนยันจะไม่กลับไปคืนดีกับสามีอีก พร้อมขอให้หน่วยงานรัฐช่วยคุ้มครองความปลอดภัยของตนและลูก หลังฝ่ายชายได้รับการประกันตัวออกจากเรือนจำแล้ว ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา หลังเกิดปากเสียงเรื่องขายของ ก่อนฝ่ายชายใช้อาวุธทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมต่อหน้าลูกชายวัย 2 ขวบกว่า
>> ตร.ภาค 5 ทลาย 2 เครือข่ายใหญ่ ยึดยาบ้า 7.1 ล้านเม็ด รวบพนักงานจดมิเตอร์ไฟ ผันตัวเป็นเอเย่นต์
13.10 น. พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 นำทีมแถลงผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ 2 คดีซ้อน ยึดของกลางยาบ้ารวมกว่า 7.1 ล้านเม็ด พร้อมรวบผู้ต้องหาและยึดยานพาหนะที่ใช้กระทำความผิดหลายรายการ
คดีแรกที่เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช้างเผือก และ สภ.แม่แตง ร่วมกันสกัดจับ "บอย" พนักงานจดมิเตอร์ไฟฟ้าบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง หลังสืบทราบว่ามีพฤติกรรมเป็นเอเย่นต์ยาเสพติด
โดยเริ่มจากการตรวจค้นตัวพบยาบ้าเพียง 2 เม็ด ก่อนจะขยายผลเข้าค้นบ้านพักในอำเภอแม่แตง พบยาบ้าซุกซ่อนในถุงขยะอีกกว่า 3.9 แสนเม็ด และยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลต่อเนื่องจนพบจุดพักยาบริเวณถนนคันคลองในพื้นที่ตำบลขี้เหล็ก ยึดยาบ้าเพิ่มเติมได้อีก 7.3 แสนเม็ด รวมยอดของกลางในคดีนี้กว่า 1.1 ล้านเม็ด
คดีที่สองในจังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 โชว์ศักยภาพความแม่นยำของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด โดยเจ้าหน้าที่ สภ.แม่พริก ตรวจพบรถต้องสงสัย 2 คัน ขับตามกันมาจากจังหวัดเชียงรายมุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่ตอนใน คันหนึ่งทำหน้าที่รถนำ และอีกคันเป็นรถขนยาบ้าสวมรอยรถบุคคลทั่วไป
ในช่วงจังหวะที่เจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าสกัดจับ คนขับรถขนยาพยายามขับรถถอยหลังชนรถเจ้าหน้าที่จนเสียหายก่อนจะทิ้งรถวิ่งหนีไปกบดานข้างคลองชลประทาน แต่สุดท้ายไม่รอดสายตาตำรวจ ถูกรวบตัวได้พร้อมคนขับรถนำสอบสวนเบื้องต้นสารภาพว่ารับจ้างขนยาเสพติดมาจากเชียงราย จากการตรวจสอบภายในรถพบยาบ้าบรรจุเต็มกระสอบรวม 20 ถุง ยอดพุ่งสูงถึง 6 ล้านเม็ด
ทั้งนี้ จากการกวาดล้างอย่างหนักหน่วงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน ตำรวจภูธรภาค 5 สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้แล้วกว่า 1.8 หมื่นคดี ยึดยาบ้ารวม 315 ล้านเม็ด และอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องไปแล้วกว่า 819 ล้านบาท
>> กลุ่มควันภายในอาคาร ซอยวิภาวดีรังสิต 32 ประชาชนช่วยกันใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ หวิดเสียหายทั้งห้อง
13.25 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุตรวจสอบกลุ่มควัน สถานที่เกิดเหตุ ซอยวิภาวดีรังสิต 32 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ประกอบกิจการ
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นอาคาร 8 ชั้น ให้เช่าพักอาศัยต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้น 2 ภายในห้องพัก เพลิงลุกไหม้ชั้นวางรองเท้าชั้นวางของ ลุกลามเครื่องปรับอากาศ พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 4 ตารางเมตร ประชาชนใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ ก่อนรถดับเพลิงถึงที่เกิดเหตุ
เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำการดับถ่านและระบายควัน ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจาก ไฟฟ้าลัดวงจรที่ตู้เย็น ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยสุทธิสาร
>> รถกระบะตู้ทึบเหินน้ำเสียหลัก หมุนพุ่งชนศาลาพักริมทาง สาววัย 23 ปี หลบฝนเสียชีวิต
14.00 น. เกิดอุบัติเหตุรถกระบะตู้ทึบเสียหลักพุ่งชนศาลาพักริมทาง และมีผู้เสียชีวิต บนถนนสาย 304 ฝั่งขาเข้าเมืองฉะเชิงเทรา บริเวณใกล้ปั๊มน้ำมันและจุดยูเทิร์นเสม็ดเหนือ หมู่ 4 ตำบลเสม็ดเหนือ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
ที่เกิดหตุบริเวณศาลาพักริมทาง พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น PCX สีขาว-ดำ หมายเลขทะเบียน ชลบุรี อยู่ในสภาพพังยับเยิน ชิ้นส่วนกระจัดกระจายทั่วบริเวณ และพบชิ้นส่วนกระจังหน้าของรถคู่กรณีหลุดตกอยู่ ใกล้กัน พบร่างผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นหญิงไทยอายุ 23 ปี นอนหงายอยู่ในสภาพมีบาดแผลจากแรงกระแทก เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
ห่างออกไปเล็กน้อย พบรถคู่กรณีเป็นรถกระบะตู้ทึบ ยี่ห้อโตโยต้า รีโว่ สีเทา หมายเลขทะเบียน ตราด สภาพด้านหน้าพังเสียหายอย่างหนัก ชิ้นส่วนหลุดกระจายเกลื่อนถนน
จากการสอบถามผู้ขับขี่รถกระบะ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้ขับรถมาส่งสินค้าในพื้นที่อำเภอบางคล้า และกำลังเดินทางกลับจังหวัดชลบุรี เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุมีฝนตก ทำให้ถนนลื่น รถเกิดอาการเหินน้ำและเสียหลักหมุนหลายตลบ ก่อนพุ่งเข้าชนศาลาพักริมทางโดยไม่ทันตั้งตัว และยอมรับว่าไม่ทันสังเกตว่ามีผู้ยืนอยู่ภายในศาลา กระทั่งลงจากรถจึงพบผู้บาดเจ็บนอนอยู่บริเวณไหล่ทาง ก่อนรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ แต่ผู้บาดเจ็บเสียชีวิตแล้วในที่เกิดเหตุ
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบและบันทึกหลักฐานในที่เกิดเหตุ พร้อมนำตัวผู้ขับขี่ไปดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย และเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตส่งชันสูตร ก่อนประสานญาติเพื่อดำเนินการตามพิธีทางศาสนาต่อไป
>> อุบัติเหตุแล้วเกิดเพลิงลุกไหม้รถยนต์วอดทั้งคัน กลางถนนกัลปพฤกษ์ ใกล้เคียงตลาดสำเพ็ง 2
14.00 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ สถานที่เกิดเหตุ บริเวณหน้าตลาดสำเพ็ง 2 ถนนกัลปพฤกษ์ แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นเพลิงลุกไหม้รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ชนิดเก๋ง สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร รถใช้น้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิง เพลิงลุกไหม้เสียหายหมดทั้งคัน อาสาสมัครใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ ก่อนรถดับเพลิงถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำการระบายความร้อน
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้ เกิดจากรถยนต์เกิดประสบอุบัติเหตุ จำนวน 4 คัน คันที่ 1 รถอเนกประสงค์ สีทอง ทะเบียน กรุงเทพมหานคร, คันที่ 2 รถนั่งส่วนบุคคล สีเทา ทะเบียน กรุงเทพมหานคร, คันที่ 3 รถกระบะ สีขาว ทะเบียน นครราชสีมา และ คันที่ 4 รถนั่งส่วนบุคคล สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน กรุงเทพมหานคร ในที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางแค
>> ปฏิบัติการ “คชาฆาตปิดปลายงา” บุก 7 จังหวัด ทลายเครือข่าย ค้างาช้างข้ามชาติ
15.19 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ศูนย์ปราบปรามการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปทส.ตร.) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ,กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช แถลงข่าวร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา จำนวน 9 ราย ในพื้นที่ 7 จังหวัด สมุทรสาคร อุทัยธานี กำแพงเพชร ชุมพร สงขลา ชลบุรี และ จันทบุรี และเข้าตรวจค้นสถานที่ จำนวน 11 จุด
ตรวจยึดของกลาง 13 รายการ ทั้ง งาช้าง (แบบท่อน) จำนวน 140 กิโลกรัม,งาช้าง (แบบหั่นชิ้น) 40 กิโลกรัม,สร้อยลูกประคำงาช้าง 7 กิโลกรัม, สร้อยพระงาช้าง5 กิโลกรัม, ลูกประคต ,ผงงาช้าง, กำไล/หัวเข็มขัด, งาช้างอัดเรซิ่ง,มีดงาช้าง/มีดเขากวาง ,ชิ้นส่วนหางกระเบน ,ครื่องตัด หั่น เจียร์ เจาะ สว่าน เลื่อย, ตาชั่ง และซากเต่ากระ 1 ตัว โดยในส่วนของงาช้าง,งาช้างหั่นชิ้น และ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ทำจากงาช้าง น้ำหนักรวมประมาณ 250 กิโลกรัม ราคาขายในท้องตลาด ประมาณ กก. ละ 30,000 บาท
มูลค่าของกลาง 1. งาช้างและชิ้นส่วนงาช้าง ประมาณ 7.5 ล้านบาท 2. มีดด้ามงาช้างประมาณ 2. 4 ล้านบาท รวมมูลค่าของกลางทั้งหมด ประมาณ 9.9 ล้านบาท ยอดเงินหมุนเวียนในระบบ ประมาณ 10 ล้านบาท (ระยะเวลาประมาณ 10 เดือน)
ตำรวจ บก.ปทส. นำกำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหา และตรวจค้น จำนวน 11 จุด ในพื้นที่ 7 จังหวัด ทั้งนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดรับสารภาพ และการกระทำผิดของผู้ต้องหาเป็นการกระทำผิด ฐาน “มีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ ค้าซากสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือ ผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” อันเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 มาตรา 17 มาตรา 29 ประกอบมาตรา 89 มาตรา 92
>> "นายอนุทิน" ลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. ต่อเนื่องภูเก็ต สั่งสแกนนอมินีทั่วประเทศ ชี้เป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
16.23 น. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย มีกำหนดลงพื้นที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามปัญหาการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติผ่านนอมินีอย่างใกล้ชิด ต่อเนื่องจากการลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับการแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ และการคุ้มครองประชาชนให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างปลอดภัย
น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีติดตามเรื่องนี้ด้วยตนเอง และย้ำว่ารัฐบาลจะไม่ปล่อยให้การใช้นอมินีหรือช่องว่างทางกฎหมายกลายเป็นภัยคุกคามประชาชน เพราะปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เพียงเรื่องการจดทะเบียนธุรกิจ แต่เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง มีการจ้างงานจำนวนมาก และส่งผลต่อรายได้ของประชาชนในวงกว้าง
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้สแกนนิติบุคคลในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน พบว่ามีนิติบุคคลรวม 16,811 ราย โดยเป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนถึง 11,426 ราย หรือ 67.97% แบ่งเป็นเกาะพะงัน 3,213 ราย จากทั้งหมด 4,761 ราย และเกาะสมุย 8,213 ราย จากทั้งหมด 12,050 ราย สะท้อนความจำเป็นที่รัฐต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้นว่ามีการใช้คนไทยถือหุ้นแทน หรือให้นอมินีบังหน้าเพื่อเลี่ยงกฎหมายหรือไม่
“นายกรัฐมนตรีให้นโยบายฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สแกนทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะภูเก็ต สมุย หรือพะงัน หากพบการใช้ช่องว่างกฎหมายแย่งอาชีพและการทำมาหากินของคนไทย ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด” น.ส.รัชดากล่าว
>> บุกทลาย โรงงานผลิตพ็อตเคที่ จ.ชลบุรี เจอแท่นผลิต - สารเคมีจำนวนมาก
16.30 น. ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ร่วมกับตำรวจ ภ.จว.ชลบุรี บุกเข้าตรวจสอบบ้านหรูแห่งหนึ่งใน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังสืบทราบว่า มีกลุ่มคนจีนลักลอบกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ประเภทบุหรี่ไฟฟ้าหัวพ็อตเค
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น มีเนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา รอบบ้านมีรั้วกำแพงปูนสูง 2 เมตร ปิดลวดฉนวนไฟฟ้ากันขโมยรอบตัวบ้าน เมื่อตำรวจเข้าไปตรวจค้นในตัวบ้าน พบว่าบ้านถูกดัดแปลงเป็นโรงงานผลิตพ็อตเค โดยชั้น 2 ของบ้าน ถูกแยกห้อง ทำเป็นห้องแล็บ พบแท่นผลิตสารเคมี และหัวพ็อต บุหรี่ไฟฟ้าพ็อตเค ทั้งภายในบ้านยังพบสารเคมีและถังสารเคมีอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน 2 (พฐ.) นอกจากนี้ตำรวจยังสามารถควบคุมชายชาวจีนได้ 3 คน ตำรวจอยู่ระหว่างควบคุมตัวเพื่อสอบสวนขยายผล
จากการสอบถามชาวบ้าน ทราบว่า บ้านหลังนี้คิดว่าไม่มีใคร เพราะปิดไฟมืดตลอดเวลา และไม่เคยเห็นใครเข้าออก เห็นตำรวจมานึกว่ามีเหตุฆ่ากันตาย แต่พอทราบว่าบ้านถูกดัดแปลงเป็นโรงงานผลิตยาเสพติด ทำให้รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ แท่นผลิตสารเคมี รวมถึงสารเคมีที่ตรวจพบภายในบ้านหลังดังกล่าว มีลักษณะเดียวกัน ที่เคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง เข้าตรวจยึด ในพื้นที่บ้านหนองปลาไหล เมื่อช่วงกลางเดือน ก.พ. 69 ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นเครือข่ายเดียวกันหรือไม่
>> รวบ 2 สมุนเครือข่ายยานรก ยึดไอซ์ 300 กก. มูลค่ากว่า 33 ล้าน
17.04 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงผลจับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญของชุดปราบปรามยาเสพติด กก.ดส.บช.น. หลังสืบขยายผลจากเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ก่อนสามารถจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย พร้อมของกลางยาไอซ์จำนวน 300 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 33 ล้านบาท รถยนต์ 2 คัน และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง ได้บริเวณถนนมิตรภาพ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 10 พ.ค. ที่ผ่านมา
จากการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาทำหน้าที่เป็น “นักบิน” ลำเลียงยาเสพติดจากภาคอีสานเข้ามาพักไว้ในพื้นที่ชั้นใน ก่อนกระจายจำหน่ายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยใช้รถยนต์ 1 คันเป็นรถนำทาง และรถกระบะ 1 คันขนยาเสพติด เจ้าหน้าที่ติดตามจนพบรถทั้งสองขับตามกันมาในลักษณะขบวนลำเลียง ก่อนแสดงตัวเข้าตรวจค้น แต่รถขนยาเสพติดพยายามหลบหนี กระทั่งถูกสกัดจับได้ พร้อมรับสารภาพว่าได้รับค่าจ้างขนยา 250,000 บาท ขณะที่ตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการและเตรียมขอศาลออกหมายจับเพิ่มเติมต่อไป
>> เพลิงไหม้ศาลาการเปรียญ วัดเมืองสวรรคโลก เจ้าหน้าที่เร่งควบคุมเพลิงได้สำเร็จ พระลูกวัดได้รับบาดเจ็บ จ.สุโขทัย
17.45 น. ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ศาลาการเปรียญ วัดแม่น้ำเก่า หมู่ที่ 9 ตำบลในเมือง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย โดยเพลิงได้ลุกไหม้ศาลาการเปรียญเสียหายหมดทั้งหลัง
จากเหตุการณ์ดังกล่าว มีพระลูกวัดได้รับบาดเจ็บ จำนวน 1 รูป อายุ 67 ปี ได้รับบาดเจ็บจากถูกไฟคลอกบริเวณลำตัว เนื่องจากระหว่างเกิดเหตุได้เข้าไปช่วยดับเพลิงและนำสิ่งของสำคัญบริเวณหน้าพระประธานออกจากพื้นที่เกิดเหตุ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสวรรคโลก และอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ การระงับเหตุเพลิงไหม้ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ประกอบด้วย เทศบาลเมืองสวรรคโลก เทศบาลตำบลในเมือง เทศบาลตำบลคลองยาง เทศบาลตำบลป่ากุมเกาะ และองค์การบริหารส่วนตำบลนาทุ่ง ซึ่งได้ระดมรถดับเพลิงและเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วน ขณะที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสวรรคโลกได้เข้าดำเนินการตัดกระแสไฟฟ้าและดูแลระบบไฟฟ้าภายในวัดเพื่อความปลอดภัย
ในการนี้ นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย เขต 4 ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ร่วมกับผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยการและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน