โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โลกแบ่งขั้วพลังงาน แล้ว ‘ธุรกิจไทย’ ล่ะ ต้องไปทางไหนต่อ?

TODAY Bizview

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • TODAY

ตอนนี้สหรัฐฯ เหยียบคันเร่งพลังงานฟอสซิลมากขึ้น ยุโรปผลิตไฟจากแสงอาทิตย์แซงฟอสซิลเป็นครั้งแรก จีนตีเป้าพลังงานสะอาดสำเร็จก่อนกำหนดถึง 6 ปี โลกพลังงานไม่ได้เดินทิศเดียวกันอีกแล้ว

และสำหรับธุรกิจไทย ไม่ว่าขั้วไหนจะเป็นฝ่ายนำ คำตอบสำคัญอาจมีอยู่เรื่องเดียว คือต้องปรับตัวให้ทัน

[ ขั้วพลังงานโลก ใครเดินไปทางไหน? ]

เวทีดาวอส 2026 ตอกย้ำการแตกขั้วชัดเจนขึ้น สหรัฐฯ ออก Executive Order “Unleashing American Energy” ตั้งแต่มกราคม 2025 มุ่งเพิ่มอุปทานน้ำมันและก๊าซในประเทศ ผ่อนกฎสิ่งแวดล้อม และลดน้ำหนักพลังงานสะอาด

ฝั่งจีนเดินเกมตรงข้าม บรรลุเป้า 1,200 กิกะวัตต์จากพลังงานแสงอาทิตย์และลมได้ตั้งแต่กรกฎาคม 2024 เร็วกว่าเป้าปี 2030 ถึง 6 ปี ขณะที่ยุโรปผลิตไฟจากลมและแสงอาทิตย์แซงหน้าฟอสซิลเป็นครั้งแรกในปี 2025 คิดเป็น 30.1% ของการผลิตทั้งหมด

[ ธุรกิจไทย โดนบีบ 3 ด้านพร้อมกัน ]

มีบทวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยกสิกรโดย ‘นราพร สังสะนา’ เจ้าหน้าที่วิจัย บอกว่า ด้านแรก กติกาการค้าโลก EU เริ่มบังคับใช้ CBAM เต็มรูปแบบในปี 2026 ผู้นำเข้าต้องรายงานและ “จ่ายต้นทุนคาร์บอน” ตามกระบวนการผลิต KResearch ประเมินมูลค่าส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบอยู่ที่ราว 28,000 ล้านบาท หรือ 3.8% ของส่งออกไปยุโรป

ผลกระทบไม่หยุดแค่ผู้ส่งออก แต่ไหลลงไปถึงซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่ด้วย เพราะผู้ส่งออกจะเริ่มใช้ข้อมูลคาร์บอนเป็นเกณฑ์คัดเลือกคู่ค้า คาร์บอนจึงกลายเป็น “ต้นทุนทางการค้าโดยตรง” ไม่ใช่แค่ประเด็นสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป

ด้านที่สอง นโยบายในประเทศ กฎหมายลดโลกร้อนของไทยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ปี 2027 ภาคธุรกิจต้องรายงานการปล่อยคาร์บอนและอาจต้องจ่ายต้นทุนผ่านระบบ ETS หรือ Carbon Tax การใช้พลังงานสะอาดจึงไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่เป็นวิธีบริหารต้นทุนโดยตรง

ด้านที่สาม ค่าไฟที่แพงขึ้นไม่หยุด ธุรกิจ 7 สาขาใช้ไฟรวมกันถึง 63.6% (เฉลี่ยปี 2021–2025) ของภาคธุรกิจทั้งหมด แบ่งเป็น

  • การผลิตอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 13.6%
    [* การผลิตอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ 12.5% , * การผลิตเคมีภัณฑ์ ปิโตรเลียม ยาง และพลาสติก 10.0% , * การขายปลีก 8.3% , * ภัตตาคารและโรงแรม 8.2% , * อุตสาหกรรมโลหะขั้นมูลฐาน 5.8% , * การบริการทางสังคมและบริการชุมชน 5.2% ]

พอเป็นแบบนี้ทำให้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยิ่งดันต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ธุรกิจที่พึ่งพาไฟฟ้าสูงและบริหารต้นทุนไม่ดีจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันก่อนใคร

[ โซลาร์รูฟท็อป ทางเลือกที่เข้าถึงได้จริง ]

ท่ามกลางแรงกดดันทั้งสาม พลังงานแสงอาทิตย์คือทางออกที่ทำได้จริงที่สุดในบริบทไทย ติดตั้งบนหลังคา ใช้ได้ทันที ลดค่าไฟโดยตรง และไม่ต้องรอโครงสร้างพื้นฐานซับซ้อนเหมือนพลังงานทางเลือกอื่น

แต่รูปแบบการลงทุนมีหลายแบบ และเลือกผิดก็หมายถึงผลตอบแทนหายไป ธุรกิจสามารถเลือกได้ตั้งแต่ลงทุนซื้อเองเต็มจำนวน ใช้สินเชื่อสีเขียว (Green Finance) เช่าระบบ (Lease) ทำสัญญาซื้อไฟ (Private PPA) ไปจนถึงให้ผู้บริการจัดการทั้งหมด (ESCO) แต่ละแบบให้ผลต่างกัน

ลงทุนโดยตรง ได้ผลประหยัดเต็มที่สุด ROI สูงถึงราว 20% คืนทุน 4–5 ปีในโครงการขนาดเล็ก แต่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่และมีทีมดูแลระบบเอง เหมาะกับโรงงานหรืออาคารที่เจ้าของถือกรรมสิทธิ์และใช้ไฟช่วงกลางวันสูง

สินเชื่อสีเขียว ช่วยรักษาสภาพคล่องโดยกู้ผ่านสินเชื่อหรือหุ้นกู้สีเขียว ยังเป็นเจ้าของระบบและประหยัดค่าไฟได้เต็มที่ บางโครงการกู้ได้ถึง 100% ของมูลค่าโครงการ แต่เพิ่มภาระหนี้และต้องใช้เอกสารมากขึ้น เหมาะกับองค์กรที่เครดิตดีและโครงการขนาดใหญ่

เช่าระบบ กระจายการจ่ายเงินเป็นงวด ลดภาระเงินก้อน เหมาะกับโรงงานที่ต้องการควบคุมกระแสเงินสด แต่ผลประหยัดสุทธิจะน้อยกว่าการซื้อเองเพราะต้องหักค่าเช่า

ทำสัญญาซื้อไฟ ผู้พัฒนาลงทุนและดูแลระบบให้ทั้งหมด ธุรกิจแค่ซื้อไฟในราคาที่ตกลงกัน ไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ เริ่มลดค่าไฟได้ทันที แต่มักต้องทำสัญญา 10–20 ปี เหมาะกับค้าปลีกหรือโรงแรมที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดหลายสาขาพร้อมกัน

ESCO ผู้บริการลงทุนและรับผลตอบแทนจากผลประหยัดพลังงาน โอนความเสี่ยงให้ผู้เชี่ยวชาญและการันตีผลลัพธ์ได้ ต้องทำสัญญาระยะยาวเช่นกัน เหมาะกับโรงพยาบาล สถานศึกษา หรืออาคารขนาดใหญ่ที่ต้องการความแน่นอน

[ เลือกโมเดลให้ตรงกับสถานะธุรกิจ ]

สูตรง่ายๆ คือ ถ้ามีเงินพร้อมและทีมดูแลระบบ เส้นทางลงทุนโดยตรงหรือ Green Finance ให้ผลตอบแทนดีกว่า โดยเฉพาะถ้าธุรกิจใช้ไฟกลางวันเยอะ (DLR สูง/กลาง) และถือครองพื้นที่ระยะยาว

ถ้าไม่พร้อมเงินก้อนหรือไม่อยากดูแลระบบเอง Private PPA หรือ ESCO คือจุดเริ่มต้นที่ลดความเสี่ยงได้มากที่สุด ส่วนธุรกิจที่เช่าพื้นที่ควรตรวจเงื่อนไขสัญญาเช่าก่อน อายุสัญญา เงื่อนไขย้ายไซต์ และการโอนระบบ ต้องชัดตั้งแต่ต้น

ช่วงชีวิตธุรกิจก็สำคัญไม่แพ้กัน ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นและต้องรักษาเงินสดเหมาะกับ Private PPA มากที่สุด พอธุรกิจเติบโตและรายได้มั่นคงขึ้น ทางเลือกก็เปิดกว้างกว่า ทั้งลงทุนโดยตรง Green Finance หรือ Lease ส่วนช่วงถดถอย ความยืดหยุ่นคือสิ่งสำคัญที่สุด

ประหยัดค่าไฟได้ 10–50% คืนทุนภายใน 4–7 ปี ขึ้นอยู่กับรูปแบบที่เลือก แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริงในการตัดสินใจ

เหตุผลที่แท้จริงคือ CBAM มาแล้ว กฎหมายคาร์บอนไทยกำลังมา และค่าไฟจะไม่ถูกลง ธุรกิจที่รอดูสถานการณ์อาจพลาดจังหวะที่ดีที่สุดในการลงทุน และต้องแบกต้นทุนที่สูงกว่าคู่แข่งโดยไม่จำเป็น

โลกแบ่งขั้วได้ แต่แรงกดดันต่อธุรกิจไทยไม่มีขั้ว พลังงานสะอาดวันนี้ไม่ใช่แค่ทางเลือกมันคือเงื่อนไขของการแข่งขัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...