“เงินหยวน” แข็งค่ามากสุดในรอบ 3 ปี ก่อนทรัมป์-สี จิ้นผิง พบกัน
"เงินหยวน" แข็งค่ามากสุดในรอบ 3 ปี ก่อนทรัมป์-สี จิ้นผิง พบกันในสัปดาห์นี้ นักวิเคราะห์มองหยวนยังมีโอกาสแข็งค่าต่อ หลังจีนเกินดุลการค้าระดับมหาศาล
วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.17 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ค่าเงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนแรงหนุนของสกุลเงินจีนก่อนการประชุมสำคัญระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ในช่วงปลายสัปดาห์นี้
เงินหยวนในตลาดออนชอร์แตะระดับ 6.79 หยวนต่อดอลลาร์ในการซื้อขายช่วงเช้าวันจันทร์ ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 โดยค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นแล้ว 2.8% นับตั้งแต่ต้นปี และแข็งค่าราว 1% นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้น สวนทางกับสกุลเงินหลักส่วนใหญ่ในเอเชียที่อ่อนค่าลงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
นักวิเคราะห์มองว่า หนึ่งในปัจจัยที่หนุนค่าเงินหยวน คือผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่ยังจำกัดต่อเศรษฐกิจจีน โดยจีนพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เนื่องจากจีนมีอุตสาหกรรมถ่านหินภายในประเทศขนาดใหญ่ รวมถึงภาคพลังงานหมุนเวียนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลรัฐบาลจีนที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของจีนในเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 1.2% เมื่อเทียบรายปี สูงขึ้นจาก 1.0% ในเดือนมีนาคม แม้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจะเพิ่มขึ้น แต่ราคาหมูและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ลดลงช่วยชะลอแรงกดดันเงินเฟ้อ
Wee Khoon Chong นักกลยุทธ์เศรษฐกิจมหภาคประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ BNY กล่าวว่า ค่าเงินหยวนได้รับแรงสนับสนุนจากมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อจีนมากขึ้น
ขณะที่ Chandresh Jain นักกลยุทธ์ตลาดเงินของ BNP Paribas ระบุว่า บริษัทส่งออกจีนก็มีส่วนสำคัญในการหนุนค่าเงินหยวน โดยบริษัทจีนจำนวนมากที่ถือเงินดอลลาร์จำนวนมหาศาล เริ่มทยอยแปลงเงินกลับมาเป็นหยวนมากขึ้น
ข้อมูลศุลกากรจีนระบุว่า จีนทำดุลการค้าสูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา และอีก 348,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569
ทั้ง Chong และ Jain คาดว่า เงินหยวนมีโอกาสแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 6.7 หยวนต่อดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้
นักวิเคราะห์ระบุว่า ความเร็วในการแข็งค่าของเงินหยวนเป็นประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุน เนื่องจากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและจีนอายุ 10 ปีในปัจจุบันอยู่ที่ราว 2.6 จุดเปอร์เซ็นต์ และการแข็งค่าของเงินหยวนในปัจจุบันสูงกว่าระดับดังกล่าว ทำให้สินทรัพย์สกุลหยวนมีความน่าสนใจมากขึ้น
Serena Zhou นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้านจีนของ Mizuho Securities ในฮ่องกง กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ผู้บริหารบริษัทจีนมักกังวลว่าเงินหยวนจะอ่อนค่าลงอีกมากเพียงใด แต่ขณะนี้มุมมองเริ่มเปลี่ยนไป โดยผู้ส่งออกและบริษัทการค้าหลายแห่งเริ่มมีมุมมองเชิงบวกต่อเงินหยวนมากขึ้น
เมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา เงินหยวนเคยอ่อนค่าลงถึง 7.35 หยวนต่อดอลลาร์ หลังสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนดันภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างสองประเทศพุ่งเกิน 100%
แต่หลังจีนตอบโต้ด้วยมาตรการควบคุมการส่งออกแม่เหล็กแร่หายาก ทรัมป์และสี จิ้นผิง ได้ตกลงระงับมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าบางส่วนจนถึงเดือนพฤศจิกายนนี้
ตลาดจึงจับตาว่า ทั้งสองฝ่ายจะขยายเวลาพักรบทางการค้าออกไปหรือไม่ ระหว่างการเยือนจีนอย่างเป็นทางการของทรัมป์ ระหว่างวันพุธถึงวันศุกร์นี้
ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ของจีน กล่าวระหว่างพบคณะวุฒิสมาชิกสหรัฐในกรุงปักกิ่งว่า เขาหวังว่าสหรัฐและจีนจะรักษาความสัมพันธ์ที่มั่นคงและคาดการณ์ได้
การแข็งค่าของเงินหยวนยังเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่าย รวมถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่มองว่าสภาวะเงินฝืดในจีนมีส่วนทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลง ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก และทำให้เศรษฐกิจจีนพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) จะปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าอย่างค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงิน และส่งเสริมการใช้เงินหยวนในธุรกรรมระหว่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจุบัน เงินหยวนในตลาดออนชอร์สามารถเคลื่อนไหวได้ภายในกรอบ 2% จากอัตรากลางรายวันที่ PBOC กำหนด โดยตลอดปีนี้ ธนาคารกลางจีนตั้งค่าอัตรากลางไว้ต่ำกว่าราคาตลาดส่วนใหญ่ เพื่อชะลอความเร็วในการแข็งค่าของเงินหยวน
อัตรากลางล่าสุดในวันจันทร์อยู่ที่ 6.8467 หยวนต่อดอลลาร์
Chong จาก BNY กล่าวว่า “PBOC ไม่ได้ต่อต้านการแข็งค่าของเงินหยวน เพียงแต่อยากควบคุมจังหวะของมัน”
ก่อนหน้านี้ Pan Gongsheng ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน กล่าวในงาน China Development Forum ที่กรุงปักกิ่งเมื่อเดือนมีนาคมว่า ธนาคารกลางจีนไม่มีเจตนาลดค่าเงินเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันทางการค้า พร้อมย้ำว่าจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและระบบต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการใช้เงินหยวนในธุรกรรมข้ามพรมแดนมากขึ้น
อ้างอิง : asia.nikkei.com