“ราคาน้ำมันโลก” พุ่ง 4.2% เบรนท์ทะลุ105 ดอลลาร์/บาร์เรล วิตกวิกฤตฮอร์มุซส่อยืดถึงปี 2570
"ราคาน้ำมันโลก" พุ่ง 4.2% เบรนท์ทะลุ105 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังทรัมป์ปัดข้อเสนออิหร่าน ด้าน Saudi Aramco เตือน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ วิกฤตฮอร์มุซส่อยืดถึงปี 2570
วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เวลา 07.57 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ปฏิเสธข้อเสนอล่าสุดของอิหร่านในการยุติสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้วิกฤตการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซยังยืดเยื้อ และเพิ่มความกังวลต่ออุปทานพลังงานโลก
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นสูงสุด 4.2% แตะ 105.54 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับขึ้นเหนือระดับ 99 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังทรัมป์โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่า ข้อเสนอของอิหร่านไม่อาจยอมรับได้โดยสิ้นเชิง (TOTALLY UNACCEPTABLE) ท่ามกลางความพยายามของทั้งสองฝ่ายในการรักษาข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบาง หลังเกิดเหตุปะทะเป็นระยะ
การปิดช่องแคบฮอร์มุซเกือบทั้งหมดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการส่งออกน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเชื้อเพลิงไปยังตลาดโลก ทำให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้นและเพิ่มความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ
สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่า ความขัดแย้งครั้งนี้กำลังก่อให้เกิดแรงกระแทกด้านอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
Warren Patterson หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของ ING Groep ในสิงคโปร์ กล่าวว่า ความหวังที่ว่าสหรัฐและอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงในเร็ววันเริ่มเลือนหาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอีก และตลาดเริ่มกังวลว่าความขัดแย้งอาจกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง
รายงานยังระบุว่า อิหร่านเสนอที่จะโอนยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงบางส่วนไปยังประเทศที่สาม แต่ปฏิเสธข้อเรียกร้องในการรื้อถอนโรงงานนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตามอิหร่านออกมาปฏิเสธรายงานดังกล่าวผ่านสำนักข่าวกึ่งทางการ Tasnim
ขณะเดียวกัน เหตุโจมตีด้วยโดรนเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งทำให้เรือสินค้าลำหนึ่งเกิดเพลิงไหม้ชั่วคราวนอกชายฝั่งกาตาร์ในอ่าวเปอร์เซีย กลายเป็นเหตุโจมตีเรือครั้งล่าสุดในภูมิภาคนับตั้งแต่มีการหยุดยิงเมื่อต้นเดือนเมษายน โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวตระบุว่า สามารถสกัดโดรนต้องสงสัยได้
Amin Nasser ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Saudi Aramco กล่าวว่า หากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังถูกจำกัดต่อเนื่องเกินไม่กี่สัปดาห์จากนี้ ตลาดน้ำมันโลกอาจไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติจนถึงปี 2570 โดย Saudi Aramco ได้เปลี่ยนเส้นทางขนส่งน้ำมันบางส่วนไปยังท่าเรือ Yanbu ทางฝั่งตะวันตกของประเทศ เพื่อลดผลกระทบจากอุปทานที่หายไป
แม้จะยังมีน้ำมันบางส่วนสามารถลำเลียงผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบียสามารถส่งเรือบรรทุกน้ำมันออกมาได้บางลำ รวมถึงกาตาร์ที่สามารถส่งออกก๊าซ LNG ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น แต่ปริมาณการขนส่งโดยรวมยังต่ำกว่าระดับก่อนสงครามมาก
วอลล์สตรีทเริ่มเชื่อมากขึ้นว่า ปัญหาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะยืดเยื้อไปถึงช่วงครึ่งหลังของปี โดยผลสำรวจของ Goldman Sachs พบว่า นักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าการขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวจะยังถูกรบกวนต่อเนื่องหลังสิ้นเดือนมิถุนายน
ด้านนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ให้สัมภาษณ์กับรายการ “60 Minutes” ของ CBS เมื่อวันอาทิตย์ว่า สงครามกับอิหร่านยังไม่จบและยังจำเป็นต้องทำลายศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน รวมถึงกำจัดคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของประเทศ
ขณะเดียวกัน ทรัมป์มีกำหนดพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในสัปดาห์นี้ โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐระบุว่า ทรัมป์จะกดดันจีนเกี่ยวกับท่าทีต่ออิหร่าน ทั้งในประเด็นรายได้ที่จีนมอบให้อิหร่าน รวมถึงความเป็นไปได้เรื่องการส่งออกอาวุธ
ข้อมูลการซื้อขายยังสะท้อนความตึงเครียดในตลาด โดยในช่วง 5 นาทีแรกของการซื้อขาย สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนกรกฎาคมมีปริมาณซื้อขายมากกว่า 4,000 สัญญา สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงเปิดตลาดก่อนหน้า ซึ่งอยู่ต่ำกว่า 1,000 สัญญา
นอกจากนี้ ส่วนต่างราคาน้ำมันระยะใกล้ยังขยายตัวเข้าใกล้ 4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในภาวะ “Backwardation” ซึ่งสะท้อนมุมมองตลาดว่าอุปทานน้ำมันกำลังตึงตัวอย่างหนัก
อ้างอิง : bloomberg.com