โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

How To ปั้นคนเก่งแบบคนอินเดีย สู่ ‘โรงงานผลิตซีอีโอ’ ส่งออกหัวกะทินั่งบริหารบริษัทระดับโลก

TODAY

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • TODAY

ตอนนี้หันไปทางไหนก็เจอแต่ซีอีโอ‘คนเชื้อสายอินเดีย’ ใช่มั้ย? โดยเฉพาะบริษัทเทคระดับโลก

รู้หรือไม่ว่า บริษัทใน Fortune 500 อย่างน้อย 11 แห่ง มีซีอีโอเชื้อสายอินเดียนั่งบริหารอยู่ และที่น่าสนใจก็คือ ซีอีโอเหล่านั้นเกิดและได้รับการศึกษาในประเทศอินเดียก่อนที่จะเข้าทำงานในบริษัทระดับโลก และขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในระดับ C-Level

ปัจจุบันมีผู้บริหารคนอินเดียหลายคนที่เข้ามาบริหารบริษัทโลกชั้นนำ อย่าง Satya Nadella (Microsoft), Sundar Pichai (Alphabet/Google), Neal Mohan (YouTube) หรือ Shantanu Narayen (Adobe) ที่เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ปี 2007

และเมื่อ 1 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา Shailesh Jejurikar ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นซีอีโอเชื้อสายอินเดียคนแรกของ Procter & Gamble (P&G) ยักษ์ใหญ่สินค้าอุปโภคบริโภคสัญชาติอเมริกันอายุกว่า 187 ปี โดยก่อนหน้านี้เขาดำรงตำแหน่ง COO และอยู่กับบริษัทมานานกว่า 30 ปี

มีเนื้อหาในหนังสือชื่อดัง “The CEO Factory” ที่เขียนโดย Sudhir Sitapati อดีตผู้บริหารระดับสูงของ Unilever เขาได้วิเคราะห์ว่าทำไมบริษัทอย่าง Hindustan Unilever ในอินเดียถึงสามารถผลิตผู้บริหารที่ออกไปคุมบริษัทระดับโลกได้มากมาย จนกลายเป็นพิมพ์เขียวให้กับวงการธุรกิจ

อีกทั้งในหนังสือยังใช้คำว่า The CEO Factory ซึ่งกลายเป็นคำนิยามที่อีกหลายๆ สื่อทั้งในอินเดียและในต่างประเทศเรียกระบบการสร้างคนของอินเดีย ก่อนที่จะส่งออกบุคลากรหัวกะทิเหล่านั้นไปนั่งแท่นผู้บริหาร จนถึงทุกวันนี้

ข้อมูลจาก Harvard Business Review เคยระบุว่า ให้ลองสังเกตว่ารายชื่อบริษัทระดับโลกที่อยู่ใน Fortune Global 500 มีผู้บริหารระดับสูงไม่กี่บริษัทที่ซีอีโอไม่ใช่คนเชื้อสายอินเดีย นับตั้งแต่ปี 2013

รวมไปถึงสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีในซิลิคอนวัลเลย์ที่ก่อตั้งโดยคนอินเดียเพิ่มขึ้นจาก 7% ในช่วงปี 1980 เป็น 13% ในปี 1990 และมีข้อมูลคาดการณ์ว่าความจริงมีมากกว่า 25% ด้วยซ้ำ ทั้งที่ช่วงยุคนั้นมีสัดส่วนประชากรคนเชื้อสายอินเดียที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาน้อยกว่า 1%

อินเดียกลายเป็นโรงงานผลิตซีอีโอ และบุคลากรสายเทคระดับโลกอย่างไร TODAY Bizview จะพาไปทำความเข้าใจเรื่องหลักๆ ที่รัฐบาลอินเดียใช้มานาน โดยเรียกมันว่า‘ปิรามิดการศึกษา’

[ IIT = MIT แห่งอินเดีย แต่เข้าเรียนยากกว่า? ]

แม้ว่าการศึกษาพื้นฐานของอินเดียจะมีปัญหาเรื่องคุณภาพและความเหลื่อมล้ำไม่ต่างกับประเทศไทย และอีกหลายประเทศในโลก แต่รัฐบาลอินเดียลงทุนมหาศาลกับสถาบันการศึกษา ‘เฉพาะทางระดับสูง’ มาตั้งแต่ปี 1950

เรากำลังพูดถึงสถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย (Indian Institutes of Technology: IIT) ที่เมืองขรรคปุระ, คานปูร์,เดลี, บอมเบย์(มุมไบ) และมัทราส (เจนไน) โดยก่อตั้งขึ้นระหว่างปี 1951-1961

IITs ก็คือ ‘MIT แห่งอินเดีย’ ที่หลายคนเรียกกัน ระดับความยากของการสอบเข้าที่นี่ถือว่าเป็นหนึ่งในข้อสอบที่ยากที่สุดในโลก มีหลายคนยกให้เป็นสถาบันที่มีอัตราการรับเข้าเรียนต่ำกว่า Harvard เสียอีก

เทียบให้เห็นชัดๆ หากวัดกันที่ ‘อัตราการตอบรับ’ (Acceptance Rate) IIT ของอินเดียนั้นเข้ายากกว่ามหาวิทยาลัยท็อปโลกอย่าง MIT หรือ Stanford โดยในแต่ละปี MIT จะมีผู้สมัครมากกว่า 33,000 คน และรับนักศึกษาประมาณ 1,300 คน

ส่วนคณะวิศวกรรมศาสตร์ของ Oxford คือ มีอัตราการแข่งขันประมาณ 7 คนต่อ 1 ที่นั่ง และระดับการรับนักศึกษาเข้าเรียนก็เกือบ 15-20% ส่วนคณะวิศวกรรมศาสตร์ของ Stanford ขึ้นชื่อเรื่องอัตราการตอบรับเข้าเรียนที่ต่ำมาก โดยอยู่ที่ประมาณ 4-5%

อย่างไรก็ตาม อัตราการตอบรับนักศึกษาของ IIT อยู่ที่ประมาณ 0.9% ในแต่ละปีเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นในแง่ความยากของข้อสอบ กระบวนการ และจำนวนประชากรอินเดียที่ต้องการเรียนที่นี่

Kamal Kabraผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาอินเดีย และคลุกคลีอยู่ในวงการนี้มานาน เขาได้โพสต์ข้อมูลบน LinkedIn ไว้ว่า มหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง MIT, Oxford หรือ Stanford มีการพิจารณาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ตั้งแต่ผลสอบ, การสัมภาษณ์เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการคิด และดูสิ่งที่ผู้สอบหลงใหล ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัย, ผลงานที่เคยสร้าง

แต่สำหรับ IIT ของอินเดียในแต่ละปีจะมีนักเรียนประมาณ 1.9 ถึง 2 แสนคนเข้าสอบ JEE Advanced และมีเพียงประมาณ 17,000 ถึง 18,000 คนเท่านั้นที่ได้เข้าไปเรียนใน IIT

โดยพวกเขาใช้เกณฑ์การตัดสินเพียง ‘ข้อสอบฉบับเดียว’ ในตลอด 3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการทดสอบทั้งความเร็ว ความแม่นยำ ความรู้ในเนื้อหาเชิงลึก ผู้สอบต้องรับมือภายใต้ความกดดันมหาศาลเหล่านั้นให้ได้ เพราะมันเป็นโอกาสเดียวที่จะกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง

[ ทักษะภาษาอังกฤษ และ STEM ]

ปฎิเสธไม่ได้ว่า ‘ภาษาอังกฤษ’ เป็นมรดกจากยุคล่าอาณานิคม เพราะปัจจุบันอินเดียใช้ภาษานี้เป็นภาษาทางการที่ใช้ในระบบการศึกษาและธุรกิจ ทำให้คนอินเดียไม่มีกำแพงด้านภาษาเมื่อต้องไปทำงานในอเมริกาหรือยุโรป

แต่ในภาพรวมยังมีคนอินเดียเกิน 80% ที่ยังสื่อสารภาษาอังกฤษได้ไม่คล่องแคล่ว เพราะจริงๆ แล้วมีเพียง 15-20% หรือประมาณ 200-265 ล้านคนที่มีความรู้ภาษาอังกฤษในระดับใช้งานได้ จากประชากรทั้งหมด 1,460 ล้านคน และ 4% เท่านั้นที่ใช้ภาษาอังกฤษแทบจะเป็นภาษาแม่ไปแล้ว

ถึงอย่างนั้นกลุ่มคนที่ได้ภาษาอังกฤษส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ครอบครัวมีฐานะดี เป็นชั้นชั้นกลางขึ้นไป หมายความว่าพวกเขามีโอกาสได้เรียนต่อยอดได้ตามต้องการ

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) เป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มนักเรียนอินเดีย เพราะสายอาชีพส่วนใหญ่ต้องการ โดย 70% ของนักเรียนอินเดียที่ไปเรียนต่อต่างประเทศเลือกเรียนที่เกี่ยวโยงกับ STEM

ส่วนหนึ่งมาจากวัฒนธรรมความคิดของคนอินเดียที่สังคมค่อนข้างให้ค่ากับอาชีพวิศวกรและแพทย์สูงมาก บ้างก็บอกว่าสองอาชีพนี้เป็นทางเลือกเดียวที่พ่อแม่หลายครอบครัวจะยอมรับให้ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการหากพวกเขาเลือกเรียนสองอาชีพนี้

จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมในแต่ละปีอินเดียสามารถผลิตบัณฑิต STEM มากกว่า 2.5 ล้านคนป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อยู่เรื่อยๆ

นอกจากนี้ ยังมีวัฒนธรรมความเชื่อที่คนอินเดียเรียกว่า Jugaad’เป็นปรัชญาการใช้ชีวิตของคนอินเดียตั้งแต่อดีต ซึ่งหมายถึงการหาทางออกอย่างชาญฉลาดภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด ทำให้พวกเขาคิด ค้นคว้า และหาทางจากข้อจำกัดเหล่านั้นด้วยนวัตกรรมได้ดี เป็นนวัตกรรมจากความขาดแคลน

ความลำบากและความเหลื่อมล้ำในการใช้ชีวิต กลายเป็นโจทย์ในการเอาตัวรอดอยู่เสมอสำหรับคนอินเดีย โดยเด็กๆ คนอินเดียโตมากับการต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลา ทำให้พวกเขามีทักษะ Resilience (ความยืดหยุ่น) และการบริหารจัดการที่ดีมากพอเมื่อต้องไปอยู่ในองค์กรระดับโลก

สำหรับคนอินเดียในทุกระดับชนชั้น โดยเฉพาะชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง ‘การศึกษา’ คือตั๋วใบเดียวที่จะพาครอบครัวออกจากความยากจนได้ ความกดดันจากความเหลื่อมล้ำกลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้คนเก่งๆ มุ่งเป้าไปที่การคว้าทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือทำงานในบริษัทข้ามชาติเพื่อส่งเงินกลับบ้าน

เกิดเป็นปรากฏการณ์ Brain Drain (สมองไหล) โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2011 ที่มีคนอินเดียยอมทิ้งสัญชาติกว่า 1.6 ล้านคน และย้ายออกไปหาโอกาสใหม่ๆ ให้ชีวิตมากถึง 2.5 ล้านคน โดยส่วนใหญ่จะไปที่สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, สหราชอาณาจักร และกลุ่มชาติตะวันออกกลางมากที่สุด

ปรากฎการณ์เหล่านั้นเกิดเป็นคอนเนกชั่นกลุ่มใหญ่ รวมไปถึงการเพิ่ม logic ใหม่ๆ ให้กับกลุ่มหัวกะทิเหล่านั้น เหมือนเป็นการลับคมความพร้อมที่จะขึ้นสู่ตำแหน่งสูงๆ หรืออยู่ในระดับ C-level มากขึ้นนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...