โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ลัทธิวันสิ้นโลกที่ต้องการให้ทรัมป์สนับสนุนอิสราเอลและปรารถนาให้เกิดสงครามในตะวันออกกลาง

The Better

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • THE BETTER

ทุกวันนี้ การเข้าใจการเมืองอเมริกัน การเมืองข้ามแอตแลนติก และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะอาศัยการติดตามข่าวอย่างเดียวไม่ได้แล้ว

แต่คุณต้องอาศัยความรู้เรื่องเทววิทยา (การศึกษาเรื่องพระเจ้า) และประวัติศาสตร์ศาสนาด้วย

ผมจะอธิบายสั้นๆ ว่า การเมืองอเมริกันของพวกอนุรักษ์นิยมขับเคลื่อนด้วยพวกคริสเตียนโปรแตสแตนท์กลุ่มที่เรียกว่า 'คริสเตียนข่าวดี' (Evangelicalism) คือพวกที่เชื่อมั่นศรัทธาในพระเยซูว่าเป็นผู้ช่วยให้รอดเพียงหนึ่งเดียว และพวกนี้จะรอคอยการปรากฏของพระเยซูอีกครั้งเมื่อถึงวันพิพากษา หรือ 'วันสิ้นโลก' (Armageddon)

คริสเตียนข่าวดีบางพวกมีความหวังอย่างหนักหน่วงให้พระเยซูทรงกลับมาครั้งที่สองโดยเร็ว "พวกเราจะได้พบความรอดเร็ว" ดังนั้น พวกนี้จึงเห็นว่าควรทำให้เกิดวันสิ้นโลกเร็วๆ พระเป็นเจ้าจะได้มาช่วยเรา

หนึ่งในวิธีการเร่งวันสิ้นโลกคือการสนับสนุนรัฐอิสราเอล เพราะการอพยพของชาวยิวกลับไปยังอิสราเอลคือสัญญาณของสงครามโลกและวันสิ้นโลก เมื่อนั้นชาวยิวจะยอมรับพระเยซูเป็นพระช่วยให้รอด และพระองค์จะปรากฏพระองค์อีกครั้ง

นี่คือข่าวดีที่พวกคริสเตียนข่าวดีรอคอยกัน

ดังนั้น คริสเตียนข่าวดีจึงสนับสนุนรัฐอิสราเอลและบางพวกตีความอย่างสุดโต่งถึงขั้นสนับสนุนการทำสงครามกับรัฐที่พวกเขามองว่าเป็นศัตรูกับอิสราเอล เพราะนี่คือตัวเร่งสงครามโลกและวันสิ้นโลกและการมาถึงครั้งที่สองของพระเยซู

แปลกใจหรือยังครับว่าทำไมพวกอเมริกันฐานเสียงฝ่ายอนุรักษ์นิยมถึงสนับสนุนการทำสงครามกับอิหร่านและสนับสนุนอิสราเอลแบบไม่คิดหน้าคิดหลังอะไร

คริสเตียนข่าวดีคือฐานกำลังทางการเมืองของทรัมป์ ดังนั้น หลายครั้งหลายหนที่พวกเจ้าของสำนักคริสเตียนข่าวดีต่างๆ ได้มีโอกาสเข้าไปเชียร์ (หรือถ่ายถอดพลังแห่งการภาวนา) ให้ทรัมป์ถึงในทำเนียบขาว โดยเชื่อว่าทรัมป์จะเป็นตัวเร่งให้การเกิดวันสิ้นโลกมาถึงเร็วๆ

ทรัมป์เองศรัทธาในศาสนาแค่ไหนผมไม่ทราบ แต่นักการเมืองที่ไหนจะปฏิเสธฐานเสียงอันทรงพลังได้เล่า?

แต่ไม่ใช่ทุกสำนักและนิกายในโลกแห่งคริสตศาสนาจะเห็นเหมือนพวกคริสเตียนข่าวดีและยิ่งไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ โดยเฉพาะการทำสงครามอันเหลวไหลไร้ความชอบธรรมในตะวันออกลาง

หนึ่งในนั้น คือ สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ซึ่งทรงแสดงท่าทีตรงกันข้ามกับรัฐบาลอเมริกันมาโดยตลอด แม้จะทรงเป็นอเมริกันโดยกำเนิดก็ตาม เช่นตรัสว่า “นี่คือพระเจ้าของเรา พระเยซู กษัตริย์แห่งสันติสุข ผู้ทรงปฏิเสธสงคราม ไม่มีใครสามารถใช้พระองค์เป็นข้ออ้างในการทำสงครามได้ พระองค์ไม่ทรงฟังคำอธิษฐานของผู้ที่ก่อสงคราม แต่ทรงปฏิเสธคำอธิษฐานเหล่านั้น”

ทรงย้ำข้อความจากพระคัมภีร์ว่า “แม้เจ้าจะอธิษฐานมากมายเพียงใด เราก็จะไม่ฟัง เพราะมือของเจ้าเต็มไปด้วยเลือด”

คำตรัสนี้คือการ "ตักเตือน" ไปถึงพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม (กลาโหม) ของสหรัฐฯ ที่ก่อนหน้านี้กล่าวว่าทหารสหรัฐฯ กำลังต่อสู้เพื่อพระเยซู โดยยกคำกล่าวจำหนังสือภาวนาตอนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้าไล่ตามศัตรูของข้าพเจ้าและตามทันพวกเขา ข้าพเจ้าไม่หันหลังกลับจนกว่าพวกเขาจะถูกทำลาย ข้าพเจ้าแทงทะลุพวกเขาจนพวกเขาไม่สามารถลุกขึ้นได้ พวกเขาล้มลงอยู่ใต้ฝ่าเท้าของข้าพเจ้า และผู้ที่เกลียดชังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ทำลายพวกเขา พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครช่วยพวกเขาได้” เขาวิงวอนต่อพระเจ้าให้ “หักไม้เท้าของผู้กดขี่” และ “หักฟันของคนอธรรม”

แต่สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ตรัสว่า “พระเจ้าไม่ทรงอวยพรความขัดแย้งใดๆ ผู้ใดก็ตามที่เป็นศิษย์ของพระคริสต์ เจ้าชายแห่งสันติภาพ จะไม่เข้าข้างผู้ที่เคยใช้ดาบและวันนี้ทิ้งระเบิด การใช้กำลังทางทหารจะไม่ก่อให้เกิดพื้นที่แห่งเสรีภาพหรือช่วงเวลาแห่งสันติภาพ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันและการเจรจาอย่างอดทนระหว่างผู้คนเท่านั้น”

ในขณะที่เฮกเซธอ้างพระเจ้าเพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำสงคราม แต่สมเด็จพระสันตะปาปาชี้ว่าพระคริสต์คือ "เจ้าชายแห่งสันติภาพ"

สำหรับชาวคาทอลิก คำของพระสันตะปาปานั้นถือเป็นวาจาสิทธิ์ เมื่อทรงบอกว่าพระคริสต์คือเจ้าชายแห่งสันติภาพ ชาว'คริสตัง'หรือคาทอลิกย่อมเห็นเป็นอื่นไม่ได้ ส่วน'คริสเตียน'หรือโปแตสแตนท์ที่มีมากมายหลายสำนักจะคิดกับพระคริสต์เช่นไรก็สุดแท้แต่พวกเขา เช่น จะอ้างว่าทำสงครามเพื่อพระคริสต์ก็ทำไป แต่ศาสนจักรอื่นๆ ก็มีสิทธิ์แย้งได้ด้วย

สิ่งสำคัญก็คือ ศาสนจักรคาทอลิกนั้นทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง ส่วนคริสตจักรที่พวก MAGA สนับสนุน (หรือในทางกลับกัน) แม้จะไม่ใหญ่โตเท่าสำนักวาติกัน แต่เพราะหนุนหลังโดยรัฐบาลอเมริกัน (หรือในทางกลับกัน) ดังนั้น ความไม่ลงรอยทางเทววิทยาครั้งนี้จึงไม่ธรรมดา

ดังนั้น ทรัมป์ก็กระโจนเข้ามาร่วมวงด้วยโดยโพสต์ในโซเชียลมีเดียว่า

“สมเด็จพระสันตะปาปาเลโออ่อนแอเรื่องอาชญากรรม และแย่มากในเรื่องนโยบายต่างประเทศ ท่านพูดถึง “ความกลัว” ต่อรัฐบาลทรัมป์ แต่ไม่ได้พูดถึงความกลัวที่คริสตจักรคาทอลิกและองค์กรคริสเตียนอื่นๆ มีในช่วงโควิด-19 เมื่อมีการจับกุมบาทหลวง นักบวช และทุกคนอื่นๆ ที่จัดพิธีทางศาสนา แม้กระทั่งออกไปข้างนอกและเว้นระยะห่างสิบหรือยี่สิบฟุต ผมชอบพี่ชายของท่านคือ หลุยส์มากกว่า เพราะหลุยส์สนับสนุน MAGA อย่างเต็มที่ เขาเข้าใจ แต่เลโอไม่เข้าใจ! ผมไม่ต้องการพระสันตะปาปาที่คิดว่าการที่อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ผมไม่ต้องการพระสันตะปาปาที่คิดว่าการที่อเมริกาโจมตีเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นประเทศที่ส่งยาเสพติดจำนวนมหาศาลเข้ามาในสหรัฐอเมริกา และที่แย่กว่านั้นคือการปล่อยนักโทษ รวมถึงฆาตกร ผู้ค้ายาเสพติด และฆาตกร เข้ามาในประเทศของเรา เป็นเรื่องเลวร้าย และผมไม่ต้องการพระสันตะปาปาที่วิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เพราะผมกำลังทำในสิ่งที่ผมได้รับเลือกมาอย่างถล่มทลาย ให้ทำ” ทำสำเร็จแล้ว โดยสร้างสถิติอัตราอาชญากรรมต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และสร้างตลาดหุ้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ลีโอควรจะรู้สึกขอบคุณ เพราะอย่างที่ทุกคนรู้กัน เขาเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก เขาไม่ได้อยู่ในรายชื่อผู้ที่จะเป็นพระสันตะปาปา และได้รับเลือกโดยศาสนจักรเพียงเพราะเขาเป็นชาวอเมริกัน และพวกเขาคิดว่านั่นจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ถ้าผมไม่ได้อยู่ในทำเนียบขาว ลีโอก็คงไม่ได้อยู่ในวาติกัน น่าเสียดายที่ความอ่อนแอของลีโอในเรื่องอาชญากรรมและความอ่อนแอในเรื่องอาวุธนิวเคลียร์นั้นไม่เป็นที่ยอมรับของผม รวมถึงการที่เขาพบปะกับผู้เห็นอกเห็นใจโอบามาอย่างเดวิด แอ็กเซลรอด ผู้แพ้จากฝ่ายซ้าย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องการให้จับกุมผู้ไปโบสถ์และนักบวช ลีโอควรปรับปรุงตัวเองในฐานะพระสันตะปาปา ใช้สามัญสำนึก หยุดเอาใจฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง และมุ่งเน้นที่จะเป็นพระสันตะปาปาที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เป็นนักการเมือง มันกำลังทำร้ายเขาอย่างหนัก และที่สำคัญกว่านั้น มันกำลังทำร้ายศาสนจักรคาทอลิก!"

ในขณะเดียวกันทรัมป์ก็โพสต์ภาพของตัวเองในทำนองว่าเป็น "พระผู้ช่วยให้รอด" ที่คอยคุ้มครองอเมริกันชน ดูแล้วอดคิดไม่ได้ว่าเขากำลังเทียบตัวเองเป็นพระเยซู

การยกตนของทรัมป์แบบนี้ผมไม่สงสัย เพราะสงสัยมานานแล้วว่าการที่พวกคริสเตียนสนับสนุนทรัมป์นั้นคงไม่เข้าใจว่าทรัมป์ไม่สนใจศาสนามากไปกว่าผลกำไร และการที่ทรัมป์ทำอะไรที่พิเรนทร์แบบนี้ก็ไม่น่าสงสัยเพราะสภาพจิตในระยะของเขาทำท่าว่าจะมีปัญญหา

ดังนั้น ไม่ต้องไปใส่ใจเรื่องที่ทรัมป์จะยกตนเป็นอะไร แต่สิ่งที่ควรใส่ใจคือเทววิทยาของฝ่ายที่สนับสนุนทรัมป์และการที่ทรัมป์ใช้ฝ่ายนั้นมาสนับสนุนการเมืองของเขา

ดังนั้นสิ่งที่ควรจะพิจารณาคือคำเทศนาและท่าทีของทั้งสองฝ่าย

และการที่ผมยกคำกล่าวของทั้งสองฝ่ายมาให้พิจารณา ก็เพราะไม่สามารถตัดสินแทนทุกคนได้ว่าใครผิดใครถูก เพียงแต่จะชี้ให้เห็นว่าศาสนามีบทบาทอยางมากในการเมืองอเมริกันและการเมืองข้ามแอตแลนติก

และสิ่งที่จะชี้นำความเป็นไปในตะวันออกกลางก็มาจากแรงขับเคลื่อนทางศาสนานี่เอง

ที่ผมสามารถบอกได้อีกอย่างก็คือ โดนัลด์ ทรัมป์ และพวก MAGA กำลังทำให้โลกตะวันตกถอยหลังกลับไปสู่ยุคสงครามครูเสดและยุคสงคราม 30 ปี

'สงครามครูเสด' คือสงครามระหว่างศาสนา ระหว่างคริสตศาสนาและอิสลามิกศาสนาเพื่อแย่งชิง 'ดินแดนศักดิ์สิทธิ์' คือปาเลสไตน์และเยรูซาเล็ม ทุกวันนี้ พวก MAGA/คริสเตียนข่าวดีสนับสนุนรัฐอิสราเอล (และเห็นชอบกับการเบียดเบียนชาวปาเลสไตน์) ก็เท่ากับสนับสนุนสงครามครูเสดยุคใหม่ เพียงแต่เป้าหมายของ MAGA/คริสเตียนข่าวดี ไม่ใช่แย่งชิงแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์มาเป็นของชาวคริสต์เหมือนในยุคกลาง หากเป็นการยกแผ่นดินนั้นให้อิสราเอลกลับไปตั้งถิ่นฐานมากๆ จะได้ตรงกับคำพยากรณ์เรื่องวันสิ้นโลก

พวก MAGA/คริสเตียนข่าวดี ยังเป็นผู้สนับสนุนรัฐบาลทรัมป์ให้แตกหักกับคริสตจักรคาทอลิก นี่เท่ากับปลุกผีของ'สงคราม 30 ปี' อันเป็นสงครามระหว่างรัฐคาทอลิกกับรัฐโปรแตสแตนท์ที่ทำให้โลกตะวันตกพินาศย่อยยับเพราะแต่ละคริสตจักรและอำนาจรัฐที่สนับสนุนนิกายต่างๆ ไม่ยอมลงให้กัน จึงรบรากันนานข้ามทศวรรษ กระนั้นก็ตาม ในยุคสมัยของเรานี้สงครามระหว่างนิกายคงไม่เกิดอีกแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ วาติกันจะใช้บารมีของสมเด็จพระสันตะปาปาแผ่มายังผู้มีสิทธิ์ออกเสียงชาวคาทอลิกในสหรัฐฯ หรือไม่? เพื่อทำ 'สงครามการเมือง' กับรัฐบาลทรัมป์ในการเลือกตั้งกลางเทอม เพราะชาวคาทอลิกมีสัดส่วนออกเสียงมากถึง ในการเมืองอเมริกัน

จากผลสำรวจโดย Pew research เมื่อเมษายนปี 2025 พบว่า โปรแตสแตนท์ทุกสำนักสนับสนุนเดโมแครต 38% สนับสนุนรีพับลิกัน 59% คาทอลิกอเมริกันสนับสนุนเดโมแครต 44% สนับสนุนรีพับลิกัน 52%

แต่ในการเมืองอเมริกันเราต้องพิจารณาเรื่องสีผิวและเชื้อชาติด้วย

ดังนั้นผลการทำ Exit poll ระหว่างการเลือกตั้งทรัมป์-แฮร์ริสพบว่า ผิวขาวโปรแตสแตนท์สายคริสเตียนข่าวดี สนับสนุนเดโมแครต (หรือแฮร์ริส) 17% สนับสนุนรีพับลิกัน (หรือทรัมป์) 81% แต่ผิวดำโปรแตสแตนท์สนับสนุนเดโมแครต 86% สนับสนุนรีพับลิกัน 13% ขณะที่ผิวขาวคาทอลิกสนับสนุนเดโมแครต 37% สนับสนุนรีพับลิกัน 60% และคาทอลิกเชื้อสายฮิสแปนิกสนับสนุนเดโมแครต 55% สนับสนุนรีพับลิกัน 43%

กระนั้นก็ตาม ผลการสำรวจเหล่านี้เกิดขึ้นโดยมีแต่แรงผลักดันจากพวกคริสเตียนข่าวดีทั้งนั้น แทบไม่มีแรงผลักดันทางการเมืองจากคาทอลิกเลย หากสมเด็จพระสันตะปาปาและสำนักวาติกันจะทำสงครามการเมืองกับทรัมป์และ MAGA เกรงว่าผลที่ออกมาอาจจะสูสีกันด้วยซ้ำ

รัฐบาลทรัมป์ก็คงเห็นวี่แววนั้นแล้ว จึงริอ่านที่จะหักหาญกับวาติกันไปอีกขั้นตอนหนึ่ง โดยเอ่ยถึง 'สมณสมัยอาวีญง' (Avignon Papacy)

ตามรายงานของสำนักข่าว The Free Press ของสหรัฐฯ เอลบริดจ์ โคลบี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมฝ่ายนโยบายของสหรัฐฯ ได้เรียกตัวคริสตอฟ ปิแอร์ ผู้แทนพระสันตะปาปาประจำสหรัฐฯ เข้าพบที่เพนตากอน (ที่ว่าการกระทรวงกกลาโหม) และตำหนิอย่างรุนแรงทันทีหลังจากที่สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงกล่าวสุนทรพจน์วิพากษ์วิจารณ์สงครามอิหร่าน

สื่อรายงานว่า รองเลขาธิการโคลบีได้เตือนในการประชุมว่า “สหรัฐอเมริกามีอำนาจทางทหารที่จะทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ” พร้อมเสริมว่า“ศาสนจักรควรอยู่ข้างเดียวกับสหรัฐฯ” แหล่งข่าวจากเพนตากอนรายงานว่าได้กล่าวถึง ‘สันตะปาปาแห่งอาวิญง’ ในระหว่างการหารือด้วย

การกระทำของเอลบริดจ์ โคลบีไม่เพียงละเมิดพิธีการทางการทูต (เพราะไม่ใช่หน้าที่ของกลาโหมที่จะเรียกทูตหรือสมณทูตไปพบหรือแม้แต่ตำหนิ) ยังใช้วาจาล่วงเกินโดยกล่าวถึง 'สมณสมัยอาวีญง' ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในประวัติศาสตร์ศาสนจักรคาทอลิก

'สมณสมัยอาวีญง' เป็นยุคสมัยที่ศูนย์กลางของศาสนจักรคาทอลิกแตกออกเป็น 2 ฝั่ง คือที่โรมและที่อาวีญง หลังจากที่พระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศสเกิดความขัดแย้งทางการเมืองกับสมเด็จพระสันตะปาปาโบนิเฟซที่ 8 จนพระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศสทรงไม่ขอขึ้นกับศาสนจักรที่โรมและแต่งตั้งพระสันตะปาปาของพระองค์เองแล้วตั้งสำนักที่เมืองอาวีญงประเทศฝรั่งเศส ส่วนที่โรมก็มีพระสันตะปาปาของตนเอง ความขัดแย้งนี้กินเวลาตั้งแต่ปี 1309 ถึง 1378 จนกระทั่งยุบสำนักที่อาวิญงลงแล้วมีกรุงโรมเป็นสำนักใหญ่แห่งเดียว

เอลบริดจ์ โคลบีซึ่งเป็นคนของทรัมป์กล่าวข่มขู่สำนักวาติกันขนาดนี้ย่อมเป็นภัยต่อศาสนจักร ผมเกรงว่าหากเป็นสมัยยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ซึ่งกรุงโรม/วาติกันเล่นการเมืองอย่างหนักหน่วงทั้งทางโลกียะและทางศาสนา หากเป็นแบบยุคนั้นสำนักวาติกันคงไม่อาจไม่แทรกแซงการเมืองอเมริกัน

แต่เดชะบุญที่สำนักวาติกันตอนนี้ไม่เล่นการเมืองและมีสมเด็จพระสันตะปาปาหลายพระองค์แล้วที่ใส่พระทัยเรื่องเทววิทยาบริสุทธิ์ ใส่พระทัยในคนชายขอบและคนยากจน และยังเอ่ยถึงสันติภาพเท่านั้นโดยไม่สนับสนุนสงครามใดๆ

ที่สำคัญก็คือเราต้องเข้าใจว่าอวสานวิทยา (Eschatology) อันเป็นคำสอนเรื่องวันสิ้นโลกของคาทอลิกและคริสเตียนข่าวดีที่เป็นฐานกำลังของ MAGA นั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง

ผมเองอธิบายได้ไม่ดี (หรือไม่ควรที่จะอธิบายเอง) จะขอยกข้อเขียน คาร์ล อี. โอลสัน (Carl E. Olson) บรรณาธิการของ Catholic World Report ที่อธิบายเรื่องนี้ไว้ในบทความเรื่อง "Jews and the Rapture" (ชาวยิวและแนวคิดเรื่องการขึ้นสวรรค์ในวันสิ้นโลก) ว่า

"ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ระหว่างที่ผมและภรรยาเข้าร่วมเป็นสมาชิกของศาสนจักรคาทอลิก เราได้พบกับชาวคาทอลิกหลายคนที่ชื่นชอบนวนิยายชุด Left Behind ซึ่งขายดีมาก หญิงชาวคาทอลิกคนหนึ่งเล่าว่าหนังสือเหล่านั้นช่วยให้เธอ “เข้าใจพระคัมภีร์วิวรณ์” ผมบอกเธอว่าเราได้ละทิ้งหลักคำสอนทางศาสนาแบบโปรแตสแตนท์สุดโต่งและคริสเตียนข่าวดีไปแล้ว เพราะมันไม่ถูกต้องทั้งในเรื่องพระคัมภีร์และเหตุการณ์ปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น มันยังต่อต้านศาสนจักรคาทอลิกอย่างมาก”

จากนั้นเขาก็อธิบายว่าแนวคิดอวสานวิทยาของศาสนจักรทั้งสองต่างกันอย่างไร แต่ผมจะไม่ลงในรายละเอียดเพราะจะยืดยาวเกินไป จุพดประสงค์ในการอ้างนักเขียนคาทอลิกท่านนี้ก็เพื่อย้ำว่าหลักการของทั้งสองฝ่าย "ต่อต้าน" กันและกัน

ความแตกต่างในเชิงเทววิทยาของสองสำนักนิกายนี้เป็นสิ่งที่คนนอกวงการอาจจะไม่เข้าใจและรู้สึกว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าใจ

แต่เชื่อผมเถอะว่า หากเข้าใจเรื่องนี้แล้วก็จะเข้าใจโครงสร้างอำนาจของทรัมป์และพวก MAGA ทั้งปวง และจะเข้าใจว่าทำไมพวกนี้ถึงกระเหี้ยนกระหือรือกับสงครามในตะวันออกกลางไม่ว่าจะสงครามกาซาและอิหร่าน

และเมื่อเข้าใจท่าทีของสำนักวาติกันแล้วก็จะเข้าใจว่าทำไมทรัมป์และลูกสมุนถึงกล้าที่จะโจมตีประเทศต่างๆ ในยุโรปครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่แยแส แต่กลับต้องสั่นสะท้านกับท่าทีของสมเด็จพระสันตะปาปา

เพราะรัฐ MAGA นั้นอิงกับเทววิทยา แต่รัฐทางโลกในยุโรปนั้นแยกศาสนาออกจากการเมือง ดังนั้น เมื่อเจอกับการเมืองที่ชักนำโดยศาสนา พวกรัฐทางโลกในยุโรปจึงไปไม่เป็น

แต่เมื่อสำนักวาติกันโดยสมเด็จพระสันตะปาปาออกโรงเผชิญหน้ากับทรัมป์ ทรัมป์และ MAGA ถึงกับมีโทสะเพราะสั่นไหวขึ้นมาแล้ว

นั่นแสดงว่านี่คือการจับคู่ที่เหมาะเจาะแล้ว

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...