โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หมอเตือนภัยเงียบ! พบเด็กไทยป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • AdminNews

ปัจจุบันสถานการณ์โรคเบาหวานในเด็กและวัยรุ่นไทยเปลี่ยนไปจากอดีตอย่างมาก จากเดิมที่มักพบ เบาหวานชนิดที่ 1 (เกิดจากร่างกายไม่สร้างอินซูลิน) แต่ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา กลับพบ เบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับภาวะโรคอ้วนในเด็กที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นอันดับต้นๆ ของอาเซียน

ปัจจัยเสี่ยงที่น่ากังวล

- การบริโภคน้ำตาลเกินมาตรฐาน: เด็กไทยเข้าถึงเครื่องดื่มรสหวานได้ง่าย โดยเฉพาะชานมไข่มุกและน้ำอัดลม

- พฤติกรรมติดจอ: การใช้เวลาหน้าจอมือถือนานเกินไปทำให้กิจกรรมทางกายลดลง

- พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม: พ่อแม่ที่มีภาวะเบาหวานประกอบกับการเลี้ยงดูด้วยอาหารขยะ (Junk Food)

สัญญาณเตือน "Acanthosis Nigricans":

แพทย์เน้นย้ำให้ผู้ปกครองสังเกตบริเวณลำคอ ข้อพับ หรือ รักแร้ของเด็ก หากพบรอยคล้ำหนาคล้ายขี้ไคลที่ล้างไม่ออก นั่นคือ สัญญาณของ "ภาวะดื้ออินซูลิน" ซึ่งเป็นด่านแรกก่อนก้าวเข้าสู่โรคเบาหวานอย่างเต็มตัว

1.รู้จักเบาหวาน 2 ชนิดในเด็กไทย : ในเด็กเราจะพบเบาหวานได้ 2 รูปแบบหลักๆ ซึ่งมีสาเหตุและกลุ่มเสี่ยงที่ต่างกัน

เบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 Diabetes):

สาเหตุ: เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ (มักเกิดจากภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์ตับอ่อน)

กลุ่มที่พบ: พบได้ตั้งแต่วัยหัดเดินจนถึงวัยรุ่น ไม่เกี่ยวกับความอ้วน

การรักษา: ต้องฉีดอินซูลินตลอดชีวิต

เบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes) - กลุ่มที่กำลังระบาดในเด็กไทย:

สาเหตุ: เกิดจากภาวะ "ดื้ออินซูลิน" ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ โรคอ้วน

กลุ่มที่พบ: เดิมพบในผู้ใหญ่ แต่ปัจจุบันพบในเด็กไทยอายุ 10-12 ปีขึ้นไปมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปัจจัยกระตุ้น: การบริโภคแป้ง น้ำตาล และเครื่องดื่มรสหวาน (ชานมไข่มุก, น้ำอัดลม) ร่วมกับการขาดการออกกำลังกาย

2.สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ต้องสังเกต หากบุตรหลานมีอาการเหล่านี้ ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจน้ำตาลในเลือดทันที:

-ปัสสาวะบ่อยและมาก: โดยเฉพาะตอนกลางคืน หรือ เด็กที่เคยเลิกแพมเพิร์สไปแล้วกลับมาฉี่รดที่นอนใหม่

-หิวบ่อย กินจุ แต่ผอมลง: น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ (พบบ่อยในชนิดที่ 1)

-คอดำ/พับคอด้านหลังคล้ำ: มีลักษณะเหมือนขี้ไคลที่ล้างไม่ออก (Acanthosis Nigricans) เป็นสัญญาณชัดเจนของภาวะดื้ออินซูลินในเด็กอ้วน

-อ่อนเพลีย ไม่มีแรง: แผลหายยาก หรือติดเชื้อง่าย

3.ทำไมเด็กไทยถึงเสี่ยงมากขึ้น?

พฤติกรรมในสังคมเมืองส่งผลให้เด็กไทยก้าวเข้าสู่ภาวะเบาหวานเร็วขึ้น:

-วัฒนธรรมอาหารหวาน: ขนมและเครื่องดื่มรสหวานเข้าถึงง่ายและมีราคาถูก

-พฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary Behavior): เด็กใช้เวลากับหน้าจอมือถือและเกมมากกว่าการออกกำลังกายกลางแจ้ง

-ค่านิยม "เด็กอ้วนคือเด็กสุขภาพดี": ความเข้าใจผิดที่ว่าเด็กอ้วนจ้ำม่ำคือเด็กแข็งแรง ทำให้ละเลยภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐาน

4. แนวทางการป้องกันและดูแล : การป้องกันเบาหวานชนิดที่ 2 ในเด็กสามารถทำได้โดยการปรับพฤติกรรมทั้งครอบครัว:

4.1 เลี่ยงน้ำหวาน/น้ำอัดลม - เปลี่ยนเป็นน้ำเปล่า เพิ่มผักในทุกมื้ออาหาร

4.2 การขยับร่างกาย - สนับสนุนให้เด็กได้ขยับร่างกายอย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน (วิ่งเล่น, กีฬา)

4.3 การนอน - นอนให้เพียงพอ เพราะการอดนอนส่งผลต่อระบบเผาผลาญและระดับน้ำตาล

4.1 ตรวจสุขภาพ - หากเด็กมีภาวะอ้วน ควรตรวจคัดกรองเบาหวานตั้งแต่อายุ 10 ปีขึ้นไป

บทสรุป

เบาหวานในเด็กไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป โดยเฉพาะในยุคที่อาหารรสหวานอยู่รอบตัวเรา หากพบว่าบุตรหลานมีภาวะอ้วนหรือเริ่มมีรอยคล้ำที่คอ การปรึกษากุมารแพทย์ด้านต่อมไร้ท่อเพื่อวางแผนการกินและตรวจคัดกรองแต่เนิ่นๆ จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น โรคไตหรือโรคหัวใจก่อนวัยอันควร

[แหล่งอ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติม]

สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ (Thai Diabetes Association): [https://www.dmthai.org](https://www.dmthai.org)

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข: [https://www.dms.go.th](https://www.dms.go.th)

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก): [http://www.childrenhospital.go.th](https://www.google.com/search?q=http://www.childrenhospital.go.th)

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.): [https://www.thaihealth.or.th](https://www.thaihealth.or.th)

คลังข้อมูลสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (HDC Dashboard): ข้อมูลสถิติโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) รายจังหวัด

*หมายเหตุ: หากต้องการตัวเลขสถิติที่เจาะจงรายปี (เช่น ปี 2568-2569) แนะนำให้ประสานงานขอข้อมูลล่าสุดจากกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...