พาณิชย์ปูพรมตรวจนอมินีพัทยา พบพิรุธถือหุ้นแทนต่างชาติกว่า 100 ราย สั่งเพิกถอนใบอนุญาต 4 บริษัททัวร์
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผนึกกำลังหน่วยงานความมั่นคงขยายผลสอบเชิงลึกกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ในชลบุรี ตรวจพบสำนักงานบัญชี-กฎหมาย เอื้อนิติบุคคลอำพรางสัดส่วนผู้ถือหุ้นไทยเพื่อเลี่ยงกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ยื่นคำขาดคนไทยหยุดพฤติกรรมสนับสนุนนอมินี ระบุดำเนินคดีอาญาโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับรายวันหมื่นถึงห้าหมื่นบาท
22 มีนาคม 2569 – นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการเชิงรุกของทีมปราบนอมินีระหว่างวันที่ 18-20 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมการท่องเที่ยว ตำรวจท่องเที่ยว กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในการเข้าตรวจสอบนิติบุคคลในพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ที่มีพฤติการณ์น่าสงสัยว่าเป็นนอมินี โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบเบื้องต้นพบความผิดปกติในกลุ่มสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมายรวม 4 แห่ง ซึ่งมีลักษณะการจดทะเบียนบริษัทหลายแห่งในที่ตั้งเดียวกัน และพบบุคคลสัญชาติไทยเพียงคนเดียวถือหุ้นในบริษัทต่างๆ มากกว่า 100 บริษัท โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมกันไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท กรณีดังกล่าวมีข้อบ่งชี้ว่าเป็นการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว หรือเป็นการให้ความช่วยเหลือสนับสนุนเพื่อให้คนต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้สั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเร่งชี้แจงข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน พร้อมยืนยันว่าหากพบการกระทำผิดจริงจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด
"กรมฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี เนื่องจากเป็นการบิดเบือนโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างความเสียเปรียบให้แก่ผู้ประกอบการไทย หากตรวจพบการกระทำผิด จะเร่งประสานหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินคดีจนถึงที่สุด"
ในส่วนของภาคธุรกิจนำเที่ยว เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจของนิติบุคคล 4 ราย หลังจากตรวจสอบพบการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทที่ทำให้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 17 (1) แห่ง พ.ร.บ. ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 โดยบริษัทที่ถูกเพิกถอนประกอบด้วย บริษัท อะลิเทีย ทัวร์ จำกัด, บริษัท ยอร์ อินโด-ไทย กรุ๊ป จำกัด, บริษัท วาย เจ เอซ จำกัด และ บริษัท ดิ วี-เอ็กท์ จำกัด
นอกจากนี้ การตรวจสอบยังครอบคลุมไปถึงกลุ่มธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จำนวน 3 ราย ซึ่งเป็นประเภทธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการตามบัญชีหนึ่ง (9) โดยกรมฯ อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบเชิงลึกถึงที่มาของแหล่งเงินทุนและการบริหารจัดการภายในนิติบุคคล หากพบการฝ่าฝืนจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายโดยเด็ดขาด
จากการคัดกรองข้อมูลภาพรวมในพื้นที่จังหวัดชลบุรี พบว่ามีธุรกิจต่างด้าวที่ประกอบกิจการตามบัญชีท้าย พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 146 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ต้องห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบกิจการโดยเด็ดขาดหรือต้องได้รับอนุญาตก่อนดำเนินการ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงได้ย้ำเตือนถึงบทลงโทษสำหรับคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด
ตามข้อกฎหมาย มาตรา 36 และ 37 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในกรณีที่มีคำสั่งศาลให้เลิกประกอบกิจการแต่ยังฝ่าฝืน จะมีโทษปรับรายวันเพิ่มเติมตั้งแต่วันละ 10,000 ถึง 50,000 บาท จนกว่าจะยุติการกระทำความผิดดังกล่าว เพื่อรักษาเสถียรภาพและบรรยากาศการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจไทย