เปิดหม้อกลยุทธ์! สุกี้ตี๋น้อย! ชูโมเดล "ตี๋น้อย PLUS+" สู้สงครามหม้อไฟที่ยังดุเดือด
สงครามสุกี้หม้อไฟก็ยังคงดุเดือด เพราะทุกๆปีจะมีผู้เล่นหน้าใหม่ที่ทยอยลงสนามอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ปัจจุบันตลาดหม้อไฟในไทยมีตัวเลือกมากกว่า 30-50 แบรนด์เป็นอย่างต่ำ ซึ่งแน่นอนว่าทำให้การแข่งขันในตลาดสุกี้หม้อไฟนั้นต้องเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
วันนี้ PPTV Wealth เลยพาทุกคน มาเปิดฝาหม้อกลยุทธ์ของสุกี้ตี๋น้อย หนึ่งในแบรนด์ที่ทำธุรกิจสุกี้เป็นเจ้าแรกๆในประเทศไทย ว่าผู้บริหารมีมุมมอง แนวคิด หรือกลยุทธ์อะไร ที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้ ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด
โดย นางสาวนัทธมน พิศาลกิจวนิช ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด หรือ ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหาร “สุกี้ตี๋น้อย” (Suki Teenoi) เปิดเผยว่า ตลาดสุกี้เติบโตขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดโตขึ้นเฉลี่ยปีละ 11% จาก 23,000 ล้านบาท มาสู่ปัจจุบันที่ตลาดมีมูลค่า 31,000 ล้านบาท โดยคาดการณ์ว่าปีนี้มูลค่ามีแนวโน้มจะขึ้นไปถึง 35,000 ล้านบาท
ตลาดเติบโต ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
นางสาวนัทธมน เล่าว่า ขณะที่ตลาดสุกี้กำลังเติบโต พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนแปลงไป จากสมัยก่อนที่สุกี้หม้อไฟเริ่มเป็นที่นิยม ผู้บริโภคมักมองหาร้านที่ตอบโจทย์เรื่องความอิ่ม แต่ตอนนี้ตลาดในปัจจุบัน ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงแค่ความอิ่มอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องการ ประสบการณ์ที่คุ้มค่าเมื่อเข้ามาใช้บริการ
ดังนั้น ทั้งการแข่งขันที่สูง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป สุกี้ตี๋น้อย จึงต้องเดินหน้าวางกลยุทธ์เพื่อให้ผ่านสงครามตลาดสุกี้ไปให้ได้
ส่งผลให้ในปี 2569 สุกี้ตี๋น้อย วางกลยุทธ์การตลาด ชูโมเดล "ตี๋น้อย PLUS+" หรือกลยุทธ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน ที่จะยังคงจุดแข็งด้านราคาที่ลูกค้าเข้าถึงง่าย ควบคู่กับการเพิ่มคุณภาพและความหลากหลายของเมนู เพื่อสร้างการเติบโตทั้งในด้านรายได้และฐานลูกค้าในระยะยาว พร้อมย้ำกับ PPTV Wealth มาว่า ราคาขายที่ตนเองตั้งไว้หลักร้อยบาทในทุกแบรนด์ของบริษัทนั้น ยังไม่มีแผนที่จะขึ้นราคา ทั้งตอนนี้และในอนาคต เพื่อให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่าที่สุด
ส่วนสาเหตุที่ทำให้ สุกี้ตี๋น้อย คงราคาขายเท่าเดิมได้นั้น แม้ภาวะเศรษฐกิจจะส่งผลให้ราคาต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มสูงขึ้น นางสาวนัทธมน บอกว่า เป็นเพราะเรามองลึกลงไปถึงผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดจากสถานการณ์ปัจจุบัน บริษัท จึงบริหารจัดการซัพพลายเชนล่วงหน้า โดยบริษัททำการล็อกคอนแทร็กต์ กับ supplier ทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อซื้อวัตถุดิบในราคาที่ดีที่สุดไว้ระยะยาว 9-12 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้ผ่านในราคาเดิมแน่นอน
นอกจากนี้อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ PPTV Wealth มองว่าน่าสนใจและยังไม่ค่อยเห็นใครทำ คือกลยุทธ์ "Involvement Marketing" ที่ผู้บริหารนำมาใช้เป็นครั้งแรกในวงการร้านอาหาร คือการประกาศยอดขายและจำนวนผู้ใช้บริการรายวันให้ลูกค้าได้รับรู้ผ่านโซเชียล
เราอยากให้ลูกค้ารู้สึกเป็นพาร์ทเนอร์กับเรา ให้เขาลุ้นไปกับยอดขายของเรา ซึ่งเทคนิคนี้สร้างความผูกพันในเวย์แบบใหม่ ทำให้ลูกค้ารู้สึกมีส่วนได้ส่วนเสีย หรือมีส่วนร่วมกับสุกี้ตี๋น้อยจริงๆ
ขณะที่แผนธุรกิจปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 42% หรือแตะระดับ 13,000 ล้านบาท และตั้งเป้ากำไรกว่า 1,000 ล้านบาท ด้วยการเร่งขยายสาขากว่า 60 แห่งทั่วประเทศ ผ่านแบรนด์ Suki Teenoi และ Teenoi PLUS+ , Teenoi BBQ, Teenoi Gold และแบรนด์ใหม่ จากปัจจุบันมีสาขาครอบคลุม 35 จังหวัด และมีแผนขยายเพิ่มเติมอีก 22 จังหวัด โดยคาดว่าสิ้นปี 2569 บริษัทจะมีสาขารวมทั้งสิ้น 133 สาขา ครอบคลุม 57 จังหวัด เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว โดยจะใช้งบประมาณที่สาขาละ 20-25 ล้านบาท หรือรวมทั้งปี 69 จะทุ่มงบที่ 1,200 - 1,500 ล้านบาท ในการดำเนินธุรกิจ
นางสาวนัทธมน มั่นใจว่าจะทำได้ตามเป้าเพราะมีการเซ็นสัญญาโลเคชันล่วงหน้าไว้แล้ว พร้อมเตรียมระบบหลังบ้าน ทั้งศูนย์กระจายสินค้า (DC) และทีมงานส่วนกลางประจำภูมิภาค เพื่อคุมมาตรฐานให้ลูกค้าต่างจังหวัดได้รับประสบการณ์เดียวกับคนกรุงเทพฯ และยังเป็นการลดต้นทุนด้านขนส่งอีกด้วย
เมื่อถามว่าสุกี้ตี๋น้อยถือว่าเป็นแบรนด์ที่เข้ามาปฏิวัติวงการสุกี้หรือไม่ นางสาวนัทธมน ตอบว่า อาจไม่ใช่การปฏิวัติครั้งใหญ่ แต่เรียกว่าเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดไป 100% เห็นได้จากเมนูที่เคย หาทานยากในแบรนด์สุกี้หม้อไฟราคาประหยัด เช่น เนื้อออสเตรเลีย ชีส หรือน้ำซุปดำสไตล์ญี่ปุ่น วันนี้กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนทานได้ไม่อั้น
"การมีรายใหม่เข้ามาเป็นเรื่องดี เพราะทำให้ตลาดสนุกขึ้น และผู้บริโภคได้ประโยชน์สูงสุด จากเดิมที่ต้องจ่าย 500-700 บาท ถึงจะได้กินบุฟเฟต์คุณภาพดี แต่วันนี้สุกี้ตี๋น้อยทำให้ราคา 219 บาท กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ใครก็เอื้อมถึง"
สยบดราม่า! สุกี้ตี๋น้อยกำลังไปไม่รอดจริง หรือ เป็นเพียงแค่ข่าวลือ?
แน่นอนว่าในช่วงที่ผ่านมาหลายคนคงเห็นกระแสข่าวในโซเชียลว่าปี 2568 สุกี้ตี๋น้อย กำไรวูบ ลดลงเหลือเพียง 864 ล้านบาท จากปี 2567 ที่มีกำไรแตะ 1,169 ล้านบาท หรือลดลง 26% ซึ่ง ผู้บริหารก็ได้เล่าถึงที่มาการลดลงของกำไรให้ PPTV Wealth ฟังว่า กำไรที่ลดลงนั้นไม่ได้แปลว่าธุรกิจจะไปไม่รอด แต่มีสาเหตุมาจากที่ บริษัทนำรายได้ไปลงทุนในการจัดโปรโมชั่นให้กับลูกค้าในช่วงสิ้นปี รวมถึงนำไปบริจาคให้กับพี่น้องชาวภาคใต้ในช่วงที่ประสบเหตุอุทกภัย
พร้อมกับชี้แจงว่ารายได้จริงๆที่บริษัทได้รับในปีที่ผ่านมานั้น เพิ่มขึ้นถึง 31% หรือคิดเป็น 9,147 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายในปี 2567 อยู่ที่ 7,028 ล้านบาท และในไตรมาส 1 ปี 2569 มีจำนวนลูกค้า 10.28 ล้านคน เติบโตถึง 36% ดังนั้น เป็นไปไม่ได้ที่ สุกี้ตี๋น้อย จะไปไม่รอด
ปิดท้ายด้วยเรื่องที่นักลงทุนรอคอย กับแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ซึ่งทางผู้บริหารจาก เจมาร์ท (Jaymart) พาร์ทเนอร์คนสำคัญระบุว่า ปัจจุบันระบบบัญชี และการควบคุมภายใน ทุกอย่างเรียบร้อยและเป็นไปตามเงื่อนไขของ กลต. แล้ว แต่ตอนนี้ ผู้บริหารหลักของตี๋น้อย อยากโฟกัสที่การแข่งขัน เพื่อไม่ให้ทิ้งห่างคู่แข่งก่อน แต่ถ้าตัดสินใจจะเข้าตลาดเมื่อไหร่ ภายใน 6 เดือนก็สามารถ Listed ได้ทันที เพราะความพร้อมเรามีร้อยเปอร์เซ็นต์ ผู้บริหารเจมาร์ทกล่าวทิ้งท้าย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“No Brand” ร้านค้าปลีกสุดปังจากเกาหลี สรุปมีแบรนด์หรือไม่มีแบรนด์?
“นิวสกายฯ” ทุ่มงบลงทุน 6,000 ล้าน สร้างโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้า
เปิดตัว "บ้านชาวไทย" โลเคชั่น 2 ย่านคลองหลวง ชูห้องไทป์ใหม่เอาใจนักศึกษา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดหม้อกลยุทธ์! สุกี้ตี๋น้อย! ชูโมเดล "ตี๋น้อย PLUS+" สู้สงครามหม้อไฟที่ยังดุเดือด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.pptvhd36.com