แผนสุดล้ำ! สตาร์ตอัปอวกาศเตรียมส่งยานกางถุงยักษ์ “จับดาวเคราะห์น้อย” ลากกลับมาทำเหมืองใกล้โลก
ทรานส์แอสตรา (TransAstra) บริษัทสตาร์ตอัปด้านอวกาศจากลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เปิดเผยแผนการครั้งประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569 ในการส่งยานอวกาศไปดักจับดาวเคราะห์น้อยขนาด 100 ตันด้วยถุงลมขนาดยักษ์ แล้วลากกลับมาไว้ในวงโคจรใกล้โลกเพื่อทำเหมืองสกัดทรัพยากร โครงการนี้มีชื่อว่าภารกิจ "นิวมูน" (New Moon) ซึ่งหากการศึกษาความเป็นไปได้ที่กำลังดำเนินการอยู่สำเร็จลุล่วงด้วยดี ภารกิจดักจับครั้งแรกอาจเริ่มออกเดินทางได้เร็วที่สุดภายในปี พ.ศ. 2571 ถือเป็นการพลิกโฉมวงการสำรวจอวกาศด้วยการสร้างแหล่งเสบียงและวัตถุดิบกลางอวกาศโดยไม่ต้องพึ่งพาการขนส่งจากโลกเพียงอย่างเดียว
การจะจับหินอวกาศขนาดยักษ์ที่กำลังหมุนเคว้งอยู่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่สามารถใช้เพียงแขนกลโลหะคีบได้ ทรานส์แอสตราจึงพัฒนาเทคโนโลยีที่เรียกว่า "ถุงดักจับ" ซึ่งผลิตจากวัสดุแผ่นลามิเนตขั้นสูงอย่างแคปตอน (Kapton) ยานอวกาศจะบินเข้าประชิดดาวเคราะห์น้อยเป้าหมาย กางถุงออกเพื่อกลืนกินก้อนหินอวกาศเข้าไปทั้งก้อน รูดปากถุงให้สนิท แล้วลากกลับมายังตำแหน่งที่ต้องการ แม้แนวคิดนี้อาจฟังดูหลุดโลกแต่ในทางเทคนิคนั้นมีความเป็นไปได้ โดยเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 นักบินอวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติได้ทดสอบดันถุงต้นแบบขนาด 1 เมตรเข้าไปในห้องปรับแรงดันอากาศ ซึ่งตัวถุงสามารถเปิดและปิดได้อย่างสมบูรณ์แบบในสภาพสุญญากาศและสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ ความสำเร็จนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถใช้งานได้จริง ปัจจุบันทีมงานได้รับการสนับสนุนทุนจากองค์การนาซาจำนวน 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐร่วมกับทุนภาคเอกชน เพื่อเตรียมขยายขนาดการทดสอบถุงดักจับเป็นขนาด 10 เมตรต่อไป
เป้าหมายสำคัญของการนำดาวเคราะห์น้อยกลับมาคือเรื่องของความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว ปัจจุบันการส่งน้ำ เชื้อเพลิง และโลหะขึ้นสู่อวกาศต้องอาศัยจรวดที่มีต้นทุนสูงมหาศาล หากมนุษยชาติต้องการสร้างสถานีอวกาศถาวรหรือเดินทางไปดาวอังคาร การมีสถานีเติมเชื้อเพลิงและแหล่งผลิตวัสดุในอวกาศจึงเป็นสิ่งจำเป็น ดาวเคราะห์น้อยคือแหล่งวัตถุดิบที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดในระบบสุริยะ โดยเฉพาะดาวเคราะห์น้อยชนิดซี (C-type) ที่อุดมไปด้วยน้ำซึ่งสามารถนำมาแปลงเป็นเชื้อเพลิงจรวดได้ และดาวเคราะห์น้อยชนิดเอ็ม (M-type) ที่มีโลหะสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตในอวกาศ นอกจากนี้วัสดุเฉื่อยบนดาวเคราะห์น้อยยังสามารถนำมาทำเป็นเกราะป้องกันรังสีให้แก่ยานและลูกเรือได้อีกด้วย
เมื่อดักจับดาวเคราะห์น้อยได้แล้ว ยานอวกาศที่ขับเคลื่อนด้วยระบบความร้อนจากแสงอาทิตย์จะลากดาวเคราะห์น้อยดวงนั้นมายังระบบโลก-ดวงจันทร์ หรือบริเวณจุดแอล 2 (L2 point) ซึ่งเป็นจุดที่มีแรงโน้มถ่วงสมดุลอยู่ห่างจากโลกประมาณ 1.5 ล้านกิโลเมตร เพื่อตั้งเป็นฐานวิจัยและโรงงานแปรรูปวัสดุด้วยระบบหุ่นยนต์ ทรานส์แอสตราระบุว่าภารกิจนิวมูนจะใช้งบประมาณเพียงไม่กี่ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งประหยัดกว่าภารกิจเก็บตัวอย่างดาวเคราะห์น้อยในอดีตอย่างโอไซริส-เร็กซ์ (OSIRIS-REx) ของนาซาในปี พ.ศ. 2566 ที่ใช้งบสูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐแต่ได้ตัวอย่างกลับมาเพียง 121.3 กรัม โดยบริษัทจะเลือกใช้ยานอวกาศเชิงพาณิชย์ที่มีอยู่แล้วในตลาดเพื่อควบคุมต้นทุนให้ต่ำที่สุด
ความท้าทายหลักในขณะนี้คือการค้นหาดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดเหมาะสมคือต้องกว้างไม่เกิน 20 เมตร ทรานส์แอสตราได้เตรียมพร้อมรับมือโดยจะใช้ข้อมูลจากหอสังเกตการณ์เวรา ซี รูบิน (Vera C. Rubin Observatory) ในประเทศชิลี ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ของตนเองที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพอวกาศสหรัฐฯ การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนี้จะเสร็จสิ้นในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 และหากได้รับเงินทุนสนับสนุนครบถ้วน ภารกิจแรกจะพร้อมพุ่งทะยานขึ้นสู่อวกาศในช่วงปี พ.ศ. 2571 ถึง พ.ศ. 2572 บริษัทยังมีวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ในการรวบรวมดาวเคราะห์น้อยให้ได้หลายร้อยดวงภายในทศวรรษที่ 2570 เพื่อกักตุนวัตถุดิบให้ได้นับล้านตัน อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมอวกาศจากการผลิตบนโลก ไปสู่การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมหาศาลในห้วงอวกาศอย่างแท้จริง
ข้อมูลอ้างอิง: ZME Science
- Inside the Audacious Plan to Bag Asteroids and Drag Them Into Near-Orbit for Mining