สายการบินหั่นเส้นทางบินหนี ‘Fuel Shock’ หลังต้นทุนน้ำมันดีดตัว 3 เท่า” ยกเครื่อง Rebooking รับมือตั๋วแพงพุ่ง 70%”
สงครามขยายวงดันราคาน้ำมันอากาศยานพุ่ง 60% แตะ 175 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บีบสายการบินลดไฟลท์ไม่ทำกำไร ลุฟท์ฮันซ่านำร่องหั่น 2 หมื่นเที่ยวบินระยะสั้น ขณะที่เอมิเรตส์-กาตาร์แอร์เวย์สระงับเส้นทางผ่านน่านฟ้าอันตราย การบินไทยประกาศยกเลิก-ปรับลดความถี่ 46 เส้นทางในเดือน พ.ค. นี้ รับผลกระทบต้นทุนพลังงานและดีมานด์ชะลอตัว
23 เมษายน 2569 - สภาวะอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกในปี 2569 กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญจากการขยายตัวของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อหลัก (Hub) ระหว่างเอเชีย ยุโรป และอเมริกา สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างเส้นทางบินสากลอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลล่าสุดจาก Cirium ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 มีเที่ยวบินถูกยกเลิกสะสมมากกว่า 46,000 เที่ยวบินทั่วโลก เนื่องจากการปิดน่านฟ้าและความกังวลด้านความปลอดภัยจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน
ความผันผวนนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อตารางการบิน แต่ยังส่งผลถึงโครงสร้างราคาอย่างรุนแรง โดยราคาค่าโดยสารในบางเส้นทางปรับตัวสูงขึ้นกว่า 70% เนื่องจากการปรับเปลี่ยนเส้นทางบินเพื่อเลี่ยงน่านฟ้าที่ปิดตัวลงและการพุ่งสูงขึ้นของต้นทุนพลังงาน ซึ่งราคาน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 60% แตะระดับเฉลี่ย 175 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และบางช่วงพุ่งไปถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้สายการบินต้องปรับลดเที่ยวบินที่ไม่ทำกำไรออกอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางบีบให้สายการบินระดับโลกต้องปรับเปลี่ยนแผนการบินอย่างมีนัยสำคัญ โดยเน้นความปลอดภัยของน่านฟ้าเป็นลำดับแรก :
1. กลุ่มสายการบินลุฟท์ฮันซ่า (Lufthansa Group) ของเยอรมนี เป็นหนึ่งในสายการบินที่ได้รับผลกระทบสูงสุด (รวมถึงสายการบินในเครืออย่าง SWISS, Austrian Airlines, Brussels Airlines และ Eurowings)โดยประกาศยกเลิกเที่ยวบินระยะสั้นรวม 20,000 เที่ยวบินไปจนถึงเดือนตุลาคม 2569 เพื่อเป้าหมายในการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง 40,000 ตัน หลังต้นทุนพลังงานพุ่งขึ้นกว่าเท่าตัว
นอกจากนี้ยังมีการสั่งปลดระวางเครื่องบิน 27 ลำของสายการบินในเครืออย่างถาวรเพื่อระงับภาวะขาดทุน ขณะที่ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออกมาเตือนว่ายุโรปอาจเหลือน้ำมันเครื่องบินสำรองใช้ได้อีกเพียง 6 สัปดาห์เท่านั้น
ประกาศระงับเที่ยวบิน : ขยายเวลาการระงับเที่ยวบินสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางในหลายเส้นทางหลักได้แก่
ดูไบ (DXB) : ระงับการให้บริการจนถึงวันที่ 11 กรกฎาคม 2569
- เทลอาวีฟ (TLV) : ระงับจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569
- เส้นทางระยะยาว (ระงับจนถึง 24 ตุลาคม 2569) : ครอบคลุม อาบูดีบี (AUH), อัมมาน (AMM), เบรุต (BEY), ดัมมาม (DMM), ริยาด (RUH), เออร์บิล (EBL), มัสกัต (MCT) และเตหะราน (THR)
มาตรการดูแล : ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบสามารถเลือก Rebook วันเดินทางใหม่ หรือขอรับเงินคืนเต็มจำนวน (Refund) ได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียม
2. เอมิเรตส์ (Emirates)
ด้านสายการบินในตะวันออกกลางอย่างเอมิเรตส์ (Emirates) ต้องประกาศระงับเที่ยวบินชั่วคราวในหลายเส้นทางที่ต้องผ่านน่านฟ้าเสี่ยงภัย รวมถึงการปิดน่านฟ้าในหลายประเทศหลังเกิดเหตุโจมตีโต้ตอบระหว่างอิหร่านและอิสราเอล โดยระงับเส้นทางสำคัญ เช่น เทลอาวีฟ, เบรุต และมัสกัต ยาวไปจนถึงช่วงปลายปี 2569 ในบางกรณี โดยเที่ยวบินระยะสั้นที่ไม่ทำกำไร ในทุกเส้นทางบินของบริษัท โดยคาดว่าจะช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ถึง 40,000 ตัน
- สถานะการบิน : ดำเนินการบินด้วย "ตารางบินที่ปรับลดลง" (Reduced Schedule) มากกว่า 100 จุดหมายปลายทางทั่วโลก เพื่อความปลอดภัยและบริหารจัดการน่านฟ้า
- เงื่อนไขพิเศษ : สำหรับผู้โดยสารที่มีตั๋วเดินทางระหว่าง 28 กุมภาพันธ์ – 31 พฤษภาคม 2569
- สามารถเลือก Rebook เที่ยวบินใหม่ในภูมิภาคเดียวกันได้ภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2569
- สิทธิ์พิเศษ : ผู้ที่จองตั๋วตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2569 เป็นต้นไป จะได้รับสิทธิ์ เปลี่ยนวันเดินทางฟรี 1 ครั้ง (Complimentary date change) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น
3. กาตาร์ แอร์เวย์ส (Qatar Airways)
- สถานะการบิน : ปัจจุบันให้บริการภายใต้ "โปรแกรมจำกัด" (Limited Program) และเฝ้าติดตามสถานการณ์น่านฟ้าในภูมิภาคอย่างใกล้ชิดรายวัน
- การช่วยเหลือผู้โดยสาร : มอบสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ถือบัตรโดยสารที่มีกำหนดการเดินทางระหว่าง 28 กุมภาพันธ์ – 15 มิถุนายน 2569
สามารถขอคืนเงินเต็มจำนวน (Refund) หรือเปลี่ยนวันเดินทางได้ฟรี
ขยายระยะเวลาเดินทางใหม่ได้จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569
สายการบินในประเทศยกเลิก-ปรับลดเที่ยวบินหนี "Fuel Shock"
อุตสาหกรรมการบินของไทยเผชิญภาวะ "Fuel Shock" อย่างรุนแรง โดยเฉพาะต้นทุนน้ำมัน Jet A-1 ที่พุ่งจาก 80 ดอลลาร์ สู่ระดับ 140-220 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้สายการบินหลักจำเป็นต้องประกาศปรับแผนการบิน ดังนี้ :
1. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (TG)
การบินไทยแจ้งต่อตัวแทนจำหน่ายและประกาศผ่านช่องทางหลัก (อัปเดต 20 เม.ย. 69) เรื่องการปรับลดเที่ยวบินในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยมีประเด็นสำคัญคือ:
สาเหตุ: ต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นจากวิกฤตพลังงาน และดีมานด์ที่ชะลอตัวในช่วง Low Season
การยกเลิกเส้นทาง: ยกเลิกเที่ยวบินรวม 46 เส้นทาง
ในประเทศ: ยกเลิกเส้นทาง อุดรธานี (TG002/003) และ ขอนแก่น (TG040/041) ตลอดทั้งเดือน พ.ค. ส่วนอุบลราชธานีปรับลดความถี่
- ระหว่างประเทศ: ยกเลิกและปรับลดเที่ยวบินต่อสัปดาห์ลงเพื่อบริหารจัดการต้นทุนในเส้นทาง ไฮเดอราบัด, นิวเดลี, มุมไบ, สิงคโปร์, ฮ่องกง, เกาสง, ไทเป, นาริตะ, อินชอน, เซี่ยงไฮ้, ปักกิ่ง และเส้นทางยุโรป (แฟรงก์เฟิร์ต, มิวนิก, โคเปนเฮเกน, ออสโล, สตอกโฮล์ม) รวมถึงอิสตันบูล
การดูแลผู้โดยสาร: จัดเตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้โดยสารผ่านตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการลูกค้า
2. ไทยแอร์เอเชีย และ ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ (Thai AirAsia / Thai AirAsia X)
สายการบินกลุ่มแอร์เอเชียได้รับผลกระทบจาก "Fuel Shock" อย่างชัดเจน เนื่องจากต้นทุนน้ำมัน Jet A-1 พุ่งจาก 80 ดอลลาร์ เป็นกว่า 140-220 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงมีการประกาศระงับเส้นทางในช่วงตารางบินฤดูร้อน 2569 ดังนี้ :
ไทยแอร์เอเชีย (FD) :
- ดอนเมือง–ซีอาน (FD588/589): ระงับ 11 พ.ค. – 23 ต.ค. 2569
- สุวรรณภูมิ–นราธิวาส (FD4252/4253): ระงับ 21 เม.ย. – 24 ต.ค. 2569
- ภูเก็ต–เชนไน (FD192/193) และ ภูเก็ต–โกจิ (FD196/197): ระงับช่วงกลางเดือน เม.ย. – ต.ค. 2569
- ฮ่องกง–โอกินาวา (FD518/519): ระงับ 7 พ.ค. – 24 ต.ค. 2569
ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ (XJ) :
- ดอนเมือง–ริยาด (XJ920/921): ระงับชั่วคราว 14 เม.ย. – 30 พ.ค. 2569 (ผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์น่านฟ้าตะวันออกกลาง)
- ดอนเมือง–เซี่ยงไฮ้ (XJ760/761): ระงับ 17 เม.ย. – 24 ต.ค. 2569
3. ไทยเวียตเจ็ต (Thai Vietjet)
เน้นการปรับลดความถี่ (Frequency Reduction) ในเส้นทางระหว่างประเทศเพื่อบริหารจัดการเครื่องบินให้มีประสิทธิภาพสูงสุด:
- กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – โฮจิมินห์: ปรับลดจาก 28 เหลือ 18 เที่ยวบินต่อสัปดาห์
- กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – ฮานอย: ปรับลดจาก 2 เที่ยวบิน เหลือ 1 เที่ยวบินต่อวัน
- เส้นทางภูมิภาคอื่นๆ: มีการปรับลดความถี่ในเส้นทาง สิงคโปร์ และ ด่านัง ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2569 เพื่อรับมือกับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น
4. นกแอร์ (Nok Air)
มีการปรับตารางบินต่างประเทศที่เพิ่งเริ่มกลับมาให้บริการ โดยเฉพาะเส้นทางสู่ประเทศอินเดีย:
- ดอนเมือง–ไฮเดอราบัด: เลื่อนการกลับมาให้บริการออกไปเป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 (จากเดิมที่มีแผนจะเริ่มช่วงต้นปี) เพื่อรอประเมินสถานการณ์ความคุ้มค่าและต้นทุนน้ำมันอีกครั้ง
5. บางกอกแอร์เวย์ส (Bangkok Airways)
แม้จะไม่มีการประกาศยกเลิกเส้นทางหลักขนานใหญ่เหมือนสายการบินอื่น แต่มีการปรับกลยุทธ์ด้านราคาเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง:
- การปรับราคาตั๋ว: มีการปรับค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge) ในบางเส้นทางเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นกว่า 60%
- การเชื่อมต่อ: ยังคงรักษาเส้นทางหลัก (สมุย, ภูเก็ต) ไว้เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการความแน่นอนในการเดินทางสูง (Certainty-driven)
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบไปถึงสนามบินภูมิภาค เช่น ท่าอากาศยานกระบี่ ที่พบการยกเลิกเที่ยวบินจากสายการบินแถบตะวันออกกลางอย่าง Air Arabia, Flydubai และ Etihad รวม 19 เที่ยวบินในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงจุดเชื่อมต่อหลัก แต่กระจายตัวไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทยด้วย
AOT เผยตัวเลขผู้โดยสารระหว่างประเทศลดลง เซ่นพิษความขัดแย้ง
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ระบุว่า ปริมาณผู้โดยสารระหว่างประเทศในช่วงวันที่ 10–19 เมษายน 2569 ลดลง 2.2% (YoY) มาอยู่ที่ 2.26 ล้านคน โดยมีแรงกดดันสำคัญจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สอดคล้องกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่มีจำนวนผู้โดยสารรวมลดลง 1.9% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
"ปริมาณผู้โดยสารระหว่างประเทศลดลง 2.2% โดยมีแรงกดดันสำคัญจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง"
อย่างไรก็ตาม นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า ยังคงมีสายการบินขอเพิ่มเที่ยวบินพิเศษและเช่าเหมาลำ (Extra & Charter Flight) รวม 130 เที่ยวบินในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เพื่อรองรับดีมานด์ในเส้นทางที่ยังเติบโต นำโดยสายการบิน Air Macau, บางกอกแอร์เวย์ส และไทยเวียตเจ็ตแอร์
วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงจุดเชื่อมต่อหลัก แต่กระจายตัวไปยังสนามบินภูมิภาค เช่น ท่าอากาศยานกระบี่ ที่พบการยกเลิกเที่ยวบินจากสายการบินแถบตะวันออกกลางรวม 19 เที่ยวบิน สะท้อนภาพรวมอุตสาหกรรมการบินที่ต้องปรับตัวอย่างรุนแรงท่ามกลางความไม่แน่นอนของราคาพลังงานและเสถียรภาพระดับโลก