‘เอกนิติ’ ใช้กลยุทธ์ 4T ดัน GDP โต 3% Plus
เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ณ โถงชั้น 21 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง
‘เอกนิติ’ ใช้กลยุทธ์ 4T ขับเคลื่อนประเทศสู่ ‘เศรษฐกิจใหม่’ เพิ่มลงทุนเป็น 30% ใน 4 ปี ดัน GDP โต 3% Plus-เตรียมหารือ ‘Credit Rating’ ยืนยันยึดกรอบวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า วันนี้ขอเล่าเรื่องนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างไม่เป็นทางการ เนื่องจากเมื่อวาน (อภิปรายวันที่ 9 เม.ย.2569) ให้เวลาในการอธิบายนโยบายทางด้านเศรษฐกิจน้อย โดยเฉพาะเรื่องการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล เพื่อพลิกวิกฤติเป็นโอกาส นำประเทศไทยสู่เศรษฐกิจใหม่ ด้วยการปรับโครงสร้าง สร้างโอกาส และยกระดับศักยภาพของคนไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า จริง ๆแล้ววันนี้มีกำหนดการที่จะต้องประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ แต่ติดอภิปรายที่สภาจึงต้องประชุมออนไลน์ โดยมอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลัง เข้าประชุมแทน ทั้งนี้ เนื่องจากวันนี้โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ผลจากวิกฤติพลังงานของโลก ทำให้หลายประเทศมีปัญหาขาดแคลนน้ำมัน ถึงขั้นต้องแบ่งปันน้ำมัน เราจึงต้องเปลี่ยนวิกฤติเหล่านี้ให้เป็นโอกาส นำประเทศไปสู่เศรษฐกิจใหม่
“ช่วงที่ผมเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในช่วงเดือนกันยายน 2568 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มลดลง กระทรวงการคลังจึงจัดทำมาตรการ “Quick Big Win” ดันเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขึ้นมาอยู่ที่ 2.5% ซึ่งรัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันเศรษฐกิจไทย ให้เหมือนรถยนต์กับการเปลี่ยนรถยนต์เก่าๆให้เป็นรถยนต์ใหม่ หรือที่เรียกว่า “ยกเครื่อง หรือ อัพเกรด” เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่โลกยุคใหม่ โดยตั้งเป้าหมายที่ทำให้เศรษฐกิจไทยโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี” ดร.เอกนิติ กล่าว
แต่วันนี้ต้องยอมรับความจริงว่าเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพมานาน และยังเผชิญกับวิกฤติน้ำมันอีก จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อพยุงเศรษฐกิจ และใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่พยายามยกเศรษฐกิจไทยขึ้นมา ไม่ให้กลับไปติดหล่มใหม่ จากเครื่องยนต์เก่า เทคโนโลยีเดิม ๆ วันนี้จะต้องเปลี่ยนเป็นรถยนต์ใหม่ และต้องเป็นสีเขียว หรือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย
วิกฤติพลังงานครั้งนี้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นบีบให้คนต้องปรับตัวเร็ว ขึ้น เชื่อว่าหลายคนที่ใช้รถน้ำมัน คงอยากจะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า อย่างที่ประเทศจีนแทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันแพงเลย เพราะคนส่วนใหญ่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลจึงพยายามปรับเปลี่ยนให้ประชาชนหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพราะเราไม่รู้สงครามจะจบลงเมื่อไหร่ และการปิดช่องแคบฮอร์มุช ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 1 ใน 5 ของโลก นอกจากจะส่งผลทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นแล้ว ยังส่งผลกระทบกับราคาปุ๋ยที่ใช้ในการเกษตรด้วย
ดังนั้น น้ำมันราคาถูก หรนือ ก๊าซธรรมชาติราคาถูก ต่อไปคงจะหายาก สมัยก่อนเราสนับสนุนให้คนไปใช้รถ EV เพราะเป็นพลังงานสะอาด แต่จากนี้ต่อไปไม่ใช่แค่ Clean อย่างเดียว ต้องราคาถูกด้วย วันนี้ของนำเสนอตัวอย่างนโยบายที่รัฐบาลที่กำลังศึกษา คือ โครงการนำรถเก่ามาแลกรถใหม่ ตนได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลัง และอธิบดีกรมสรรพสามิตไปศึกษา อีกทั้งยังได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเร่งขับเคลื่อนพลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ และลม เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางที่มีราคาแพง , การซื้อขายไฟฟ้าจากผู้ผลิตได้โดยตรง (Direct PPA) และเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป หรือ “Net Metering” โดยค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อปนี้สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ และหากไม่มีเงินก้อน
พรุ่งนี้ (11 เม.ย. 2569) กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำสำหรับติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พิจารณาอนุมัติ ทั้งนี้ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติลง โดยสนับสนุนให้เปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทน ส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงก็จะสนับสนุนให้ B20 และเอทานอล ซึ่งจะช่วยให้ชาวสวนปาล์มและชาวไร่อ้อยมีรายได้เพิ่มขึ้น ความหมายคือ “ยิงปืนนัดเดียว ได้นกหลายตัว”
ดร.เอกนิติ กล่าวต่อว่า นักวิชาการหลายคน บอกว่า Ai จะทำให้คนตกงาน แต่สำหรับประเทศไทย วัยแรงงานเรามีไม่เพียงพอ และประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว ดังนั้น Ai จะมาช่วยยกระดับคนไทยให้ทำงานได้เก่งขึ้น หารายได้เพิ่มมากขึ้น โดยรัฐบาลจะพยายามทำโครงสร้างพื้นฐานด้าน Ai ให้มีราคาถูกลง ซึ่งในวันนี้ก็มีนักลงทุนต่างชาติเข้าทำธุรกิจ Data Center พร้อม Supply Chain มากเป็นอันดับที่ 6 ของโลก ซึ่งการลงทุนดังกล่าวนี้จะช่วยให้ธุรกิจของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะธุรกิจ Health & Wellness รวมทั้งสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องมือแพทย์ ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ สมุนไพร สินค้าและนวตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ ทั้งหมดนี้ก็เป็นเส้นทางที่เราต้องเดินไปสู่โลกยุคใหม่
หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลจะมีอยู่ 4 ตัว 1. มุ่งเป้า (Target) โดยรัฐบาลจะต้องใช้งบ ประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากงบประมาณของประเทศมีจำกัด อย่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ตอนนี้สำนักงบประมาณ กำลังพิจารณาตัดทอนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นงบดูงานต่างประเทศ ตัดชุดเครื่องแบบราชการ งบอะไรไม่จำเป็นฟุ่มเฟือยตัดทั้งหมดจนกว่าประเทศจะผ่านพ้นวิกฤติ ยกเว้นการเดินทางไปประชุม หรือ เจรจาการค้าระหว่างประเทศ ทั้งนี้ เพื่อนำงบประมาณเหล่านี้ไปใช้ในการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน แต่ยังคงอยู่ภายใต้กรอบของวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด รวมทั้งแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) ยังคงไว้เหมือนเดิม ไม่มีปรับ หรือ ขยายเพดาน ซึ่งตนได้รายงานให้นายกรัฐมนตรีให้รับทราบแล้ว
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ในวันเสาร์ที่ 11 เมษายน 2569 กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงานเข้าสู่ที่ประชุม ครม. โดยจะมุ่งไปที่กลุ่มเปราะบางที่ได้รับความเดือดร้อน และภาคการขนส่ง หากไม่ช่วยก็จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนของภาคธุรกิจอื่นๆเป็นวงกว้าง ส่วนกระทรวงพาณิชย์จะมีการเสนอ ครม.เรื่องมาตรการแก้ปัญหาปุ๋ยขาดแคลน ขณะที่กระทรวงการคลังจะมีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำมาสนับสนุนการซื้อปุ๋ย ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตรก็จะจับมือกับ ธ.ก.ส. และกรมพัฒนาที่ดิน จัด “หมอดิน” เข้าไปช่วยเกษตรกร เพื่อให้การใช้ปุ๋ยเป็นแบบมุ่งเป้า เช่น จากเดิมเคยซื้อปุ๋ยสูตร 15-15-15 มาใช้ แต่เมื่อตรวจสอบสภาพดินแล้ว อาจจะใช้แค่ไนโตรเจนตัวเดียวก็พอ ตรงนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของ “Smart Agriculture”
และจากข้อจำกัดของงบประมาณ ดังนั้น การลงทุนของภาครัฐจากนั้นไปจะต้องขับเคลื่อนผ่านโครงการ Public Private Partnership หรือ “PPP” และ กองทุนรวม Thailand Future Fund รวมทั้งเร่งรัดการใช้จ่ายเงินงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้วย และก็มีนโยบายใหม่อีกเรื่องที่จะทำคือ “Hometown Tax” ซึ่งหลักการคล้ายกับการบริจาคภาษีให้พรรคการเมือง แต่จะนำมาใช้ในการพัฒนาท้องถิ่น โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยว ยกตัวอย่าง ผู้เสียภาษีเดินทางไปเที่ยวจังหวัดไหนแล้วประทับใจ ก็สามารถบริจาคเงินให้จังหวัดนั้นได้ โดยมีรูปแบบคล้ายกับประเทศญี่ปุ่น ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบมาตรการ
2. เปลี่ยนผ่าน (Transition) ช่วยคนไทย ธุรกิจไทย เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ โดยจะต้องยกระดับการทำงานของภาครัฐให้มีความทันสมัย รวดเร็วและโปร่งใส ปรับปรุงกฎหมายและกติกาที่ล้าสมัย ลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน เร่งรัด Green Transition ทางด้านการขนส่ง ส่วนพลังงานก็จะเร่งผลักดัน Direct PPA เปิดให้ซื้อ-ขายไฟฟ้ากันได้โดยตรง และสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนติดตั้ง Solar Rooftop ตั้งแต่ภาครัฐ , ชุมชน ,ครัวเรือน และภาคธุรกิจ ตอนที่ตนเป็นอธิบดีกรมธนารักษ์ก็เคยจัดทำโครงการ Solar Rooftop บนอาคารที่อยู่ในที่ราชพัสดุ เพื่อลดค่าใช้จ่าย แต่ก็ยังทำไม่เสร็จสมบูรณ์ เนื่องจากต้องไปขอใบอนุญาตมากมายหลายหน่วยงาน ดังนั้น รัฐบาลจะต้องทำทุกอย่างให้ง่ายขึ้น ลดขั้นตอนการขออนุญาติ
3. พลิกโฉม (Transform) ปกติเราโตกระจุก แต่ไม่อยากพูดว่าจนกระจาย ความเจริญทุกอย่างมากระจุกตัวอยู่ที่หัวเมืองใหญ่ๆ อย่าง กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต ตรงนี้ก็จะต้องผลักดันให้การเจริญเติบโตกระจายออกไป เริ่มตั้งแต่คนตัวเล็กอย่าง SMEs และชุมชน ก็ตะต้องเร่งสร้างโอกาสให้เขา Transform ส่วนภาคอุตสาหกรรมนั้นคงไม่ต้อไปงเก่งทุกอย่าง แต่เราต้องเป็นที่ 1 ของโลกทางด้านเศรษฐกิจชีวภาพ และเศรษฐกิจสีเขียว นอกจากนี้ก็มีผู้ประกอบการบ่นกันมากว่าเด็กไทยขาดทักษะ รัฐบาลก็จะจัดทำโครงการ “Thailand Skill Bridge” เพื่อเพิ่มโอกาสให้เด็กไทยได้เข้าถึงทักษะ รวมทั้งการปฏิรูประบบภาษี โดยจะทำให้การเสียภาษีนั้นง่ายขึ้น เพื่อจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบภาษี และเร่งปฏิรูประบบสินเชื่อ ช่วยคนตัวเล็กเข้าถึงแหล่งทุนในระบบ ด้วย “Ari score” ซึ่งปลัดกระทรวงการคลังกำลังเร่งดำเนินการอยู่ คาดว่าจะเสร็จภายใน 2-3 เดือนข้างหน้านี้
4. รวมพลัง (Together) ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ที่ตนสามารถขับเคลื่อนทุกอย่างได้รวดเร็ว เพราะได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนที่ต้องการผลักดันโครงการ Re-Invent Thailand โดยได้รับความร่วมมือจาก กกร.จัดทำโครงการ Sandbox ในพื้นที่นำร่อง โดยให้เอกชน สตาร์ทอัพ และชุมชน ร่วมทดลองและพัฒนานโยบายกันจริง ๆ ยกตัวอย่าง ถ้าชุมชนไหนอยากจะติดตั้ง Solar Rooftop หรือ สร้างโรงไฟฟ้าขยะ , Biomass ก็มีโครงการต้นแบบอยู่ที่จังหวัดสระบุรี หรือ “ร้อยเอ็ดโมเดล” ของบริษัทค้าวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ จ้างเด็กในชุมชนมาขับรถรับส่งสินค้า โดยมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล มาช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่ง เป็นต้น
รวมทั้งเร่งยกระดับงานบริการภาครัฐให้เป็นแบบไร้รอยต่อ เชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานรัฐให้เป็นระบบเดียว หรือ ที่เรียกว่า “Open Government” และเร่งรัดการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) โดยเฉพาะระบบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ให้มีความโปร่งใสมากขึ้น
“สรุปกลยุทธ์ 4T คือหลักการในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล เพราะเราจะทำทุกอย่างไม่ได้ ต้องจัดลำดับความสำคัญ และมุ่งเป้า เพื่อสนับสนุนให้คนเกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ใครอยากติดตั้ง Solar Rooftop หรือ เปลี่ยนรถยนต์เก่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้า รัฐบาลก็จะมีโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไว้คอยสนับสนุน ทั้งนี้ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน แต่ที่สำคัญก็ต้องรวมพลังงานกัน เพราะภาครัฐทำคนเดียวไม่ได้” ดร.เอกนิติ กล่าว
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า “หากเราจะพาเศรษฐกิจไทยให้ก้าวพ้นจากกับดักเดิม เราต้องสร้างเครื่องยนต์ใหม่ให้ประเทศอย่างจริงจัง และหัวใจสำคัญ คือ การลงทุน ต้องเปลี่ยนเป็นรถยนต์ใหม่ เพราะถ้ายังขับรถยนต์เก่าต่อไป อาจตายกลางถนน หรือ จอดข้างทางอีก และสาเหตุที่ประเทศไทยที่โตต่ำกว่าศักยภาพ รวมทั้งกล่าวว่าเราเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย เหตุผลหนึ่ง เพราะเราไม่ได้ลงทุนมานาน ก่อนปี 2540 การลงทุนมีสัดส่วน 40% ของ GDP เป็นภาครัฐ 10% และภาคเอกชน 30% แต่ในวันนี้การลงทุนมีสัดส่วนแค่ 23% ของ GDP เป็นภาครัฐ 6% และภาคเอกชน 17% ตามนโยบายของรัฐบาลเราตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้ประเทศเป็น 30% ของ GDP ภายใน 4 ปี”**
“ภาพสุดท้ายนี้ อาจเป็นความฝัน คือ ผมอยากจะทำให้เศรษฐกิจไทย เหมือนรถคันใหม่ที่มีเครื่องยนต์ใหม่ หลังจากที่รัฐบาลได้ลงทุนไปแล้ว ต้องทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างเร็วขึ้น ไม่ใช่โตแค่ 2% หรือ 3% แต่มันต้อง 3 พลัส และถ้ามีการลงทุนใหม่ๆเกิดขึ้น ก็หวังว่าจะเป็นการวางรากฐานให้รถยนต์คันนี้ วิ่งไปได้รวดเร็ว และอาจทำให้ประเทศไทยกลับมาโต 5-6% ได้ในอนาคต แต่การวางรากฐานคงต้องใช้เวลาในการลงทุน ซึ่งผมตั้งใจที่จะสร้างรากฐานเอาไว้ เพื่อให้คนไทยได้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น การออกแบบนโยบายไม่ใช่คิดแค่สั้นๆ หรือ ทุ่มเงินทุกอย่างลงไป เพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น สมมติ เรามีเงินอยู่ 1,000 บาท ถ้ากินให้หมดในวันนี้ พรุ่งนี้จะเอาอะไรกิน” ดร.เอกนิติ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า โครงการนำรถเก่ามาแลกรถใหม่ ให้เฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า หรือ รวมรถยนต์ไฮบริดด้วย
ดร.เอกนิติ ตอบว่า “กรมสรรพสามิตกำลังศึกษารถยนต์ทั้ง 2 ประเภท แต่ต้องเป็นรถยนต์ใหม่ที่ผลิตในประเทศไทย และปล่อยคาร์บอนต่ำ โดยรัฐบาลจะมีการอุดหนุนผ่านผู้ประกอบการ และผู้ประกอบการก็ต้องลดราคาลงมาด้วย ซึ่งประเทศญี่ปุ่นก็มีโครงการนำเก่ามาแลกรถใหม่ ส่วนรถเก่าก็ส่งออกไปขายในประเทศที่ต้องการ วันนี้เอา Concept มาเล่าให้ฟังก่อน รายละเอียดยังอยู่ระหว่างการออกแบบโครงการ”
ถามว่าในสภาวะวิกฤติสงครามตะวันออกกลาง หรือ วิกฤติพลังงาน เรื่องกรอบของวินัยการเงินการคลัง สามารถปลดล็อก หรือ ขยายเพดานอะไรได้บ้าง และจะมีกระทบกับความน่าเชื่อถือของประเทศหรือไม่
ดร.เอกนิติ ตอบว่า “วันนี้ทุกประเทศทั่วโลกก็เผชิญกับภาวะวิกฤติกันทั้งหมด และหลายประเทศมีปัญหาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงกว่าประเทศไทยมาก ซึ่งในเร็วๆนี้ ผมจะเดินทางประชุม World Bank ก็จะมีการหารือกับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Credit Rating Agency) พูดตรงๆ ว่าตอนนี้ก็พยายามเจรจากันอยู่ เพราะทั่วโลกก็เจอกันหมด ก่อนหน้านี้นายสมหมาย ภาษี ได้เขียนบทความเรื่องการบริหารนโยบายการคลังในภาวะวิกฤต ต้องพยายามบาลานซ์ให้ดี และรอบครอบ แต่ประเด็นที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือฯแคร์มากที่สุด คือจะเอาเงินไปใช้ทำอะไร และใช้แล้วจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับประเทศไทยได้มากขึ้นหรือไม่ ตรงนี้คือหัวใจสำคัญ แต่ ณ วันนี้ยังคงยืนตามกรอบวินัยการคลัง และแผนการคลังระยะปานกลางเหมือนเดิมทุกประการ สำหรับสถานการณ์เครดิตเรตติ้งของประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มีอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไทย ก็คือมาเลเซีย แต่ที่แย่กว่าไทยตอนนี้ ก็มีอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นต้น”