โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

รอยร้าวใน "ธนาคารเงา" เมื่อสวรรค์ของนักลงทุน Private Credit กลายเป็นกับดักสภาพคล่อง

Finnomena

เผยแพร่ 21 เม.ย. เวลา 09.21 น. • Finnomena

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา Private Credit หรือการปล่อยกู้นอกระบบธนาคารพาณิชย์ ถูกยกย่องว่าเป็น “เซฟเฮาส์” ของเหล่านักลงทุนสถาบันและมหาเศรษฐีทั่วโลก ด้วยจุดเด่นเรื่องผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล และความผันผวนที่ดูเหมือนจะต่ำกว่าตลาดหุ้น แต่ในเดือนเมษายน 2026 “ภาพลวงตา” นั้นกำลังถูกทำลายลง

1. ปรากฏการณ์ “Bank Run” ในโลกธนาคารเงา

สัญญาณอันตรายเริ่มต้นขึ้นเมื่อกองทุน Private Credit ยักษ์ใหญ่อย่าง Blackstone, Apollo, KKR, Ares และ Blue Owl (กลุ่ม Big Five) เผชิญกับสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด นั่นคือคำขอถอนเงินคืน (Redemption) รวมกันสูงถึง 2.08 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในไตรมาสเดียว

สิ่งที่ทำให้ตลาดกังวลที่สุดคือ กองทุนเหล่านี้สามารถจ่ายคืนเงินสดให้นักลงทุนได้เพียง 50% เท่านั้น ส่วนที่เหลือถูกระงับไว้ด้วยมาตรการ “Redemption Gates” หรือการปิดประตูไม่ให้ถอนเงิน โดยเฉพาะ Blue Owl ที่หนักสุดคือคำขอถอนเงินพุ่งสูงถึง 40.7% ของมูลค่ากองทุน จนกลายเป็นปรากฏการณ์คล้ายการแห่ถอนเงินออกจากธนาคาร (Bank Run) แต่เกิดขึ้นในโลกของกองทุนสินเชื่อนอกระบบแทน

2.เมื่อธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ “ลงสนาม” เปิดตัวเลข Exposure 1.8 แสนล้านดอลลาร์

ความตึงเครียดไม่ได้หยุดอยู่แค่ในกองทุนเท่านั้น ล่าสุดความจริงที่น่าตกใจยิ่งกว่าถูกเปิดเผยออกมา เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) สั่งให้ธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่เปิดเผยข้อมูลการมีส่วนได้ส่วนเสีย (Exposure) ใน Private Credit เป็นครั้งแรก ซึ่งผลปรากฏว่าธนาคารใหญ่ 9 แห่ง มีเม็ดเงินรวมกันสูงถึง 1.8 แสนล้านดอลลาร์ ($180B)

การที่ Fed สั่งเช็กยอดด่วนแบบนี้ สะท้อนว่าหน่วยงานกำกับดูแลเริ่มมองเห็น “ความเสี่ยงที่ถูกซ่อนไว้” และกลัวว่าหากกองทุนโดนแห่ถอนเงินจนล้ม มันจะกลายเป็นโดมิโน่ที่ซัดเข้าใส่ระบบธนาคารหลักทันที

3. ทำไมกำแพงที่เคยแข็งแกร่งถึงเริ่ม “แตก” ?

สาเหตุที่ทำให้ Private Credit ถึงจุดวิกฤตมาจาก 3 ปัจจัยหลัก:

  • กับดักดอกเบี้ยลอยตัว (The Floating Rate Trap): สินเชื่อส่วนใหญ่ในพอร์ต Private Credit เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เมื่อธนาคารกลางคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงนานกว่าที่คาด (Higher for Longer) ภาระดอกเบี้ยของบริษัทลูกหนี้จึงพุ่งขึ้นจนถึงจุดที่รายได้ไม่พอจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio ต่ำลงอย่างน่ากลัว)
  • วิกฤตสภาพคล่องที่ไม่สมมาตร (Liquidity Mismatch): กองทุนเหล่านี้เอาเงินไปปล่อยกู้ให้บริษัทขนาดกลางและเล็ก ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ในทันที แต่เมื่อนักลงทุนเกิดความกลัวและแห่กันมาถอนเงินพร้อมกัน กองทุนจึงไม่มีเงินสดเพียงพอที่จะจ่ายคืน จนต้องเลือกวิธี “ปิดประตูบ้าน” เพื่อรักษาตัวรอด
  • ความกลัวต่อ AI Disruption: ข้อมูลจาก Business Insider ชี้ชัดว่ากองทุนที่ปล่อยกู้ให้กลุ่ม Technology (เช่น Blue Owl) โดนถอนเงินหนักที่สุด เพราะนักลงทุนเริ่มไม่เชื่อมั่นว่าบริษัท Tech ขนาดกลางที่เป็นลูกหนี้จะสามารถแข่งขันได้ในยุค AI หรืออาจถูก AI เข้ามาแย่งงานจนไม่มีรายได้มาใช้หนี้4. มุมมองเชิงกลยุทธ์เมื่อความเสี่ยงไม่ใช่แค่ “ตัวเลข” ในงบดุล

บทเรียนครั้งนี้เปลี่ยนมุมมองการลงทุนไปอย่างสิ้นเชิง เดิมทีเราเชื่อว่า Private Credit ช่วยกระจายความเสี่ยงเพราะราคาไม่ผันผวน แต่ความจริงที่เห็นตอนนี้คือ “ความผันผวนถูกซ่อนไว้ใต้สภาพคล่องที่ต่ำ”

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและทั่วโลก:

  • Correlation Shift: เมื่อเกิดวิกฤต Private Credit จะไม่ได้ช่วยกระจายความเสี่ยงอีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่ “ล็อกเงิน” ของคุณไว้ในเวลาที่คุณต้องการใช้เงินที่สุด
  • Flight to Quality: นักลงทุนควรโยกย้ายเงินจากสินทรัพย์ทางเลือกที่คลุมเครือ กลับสู่ “Quality Credit” หรือตราสารหนี้เกรดลงทุน (Investment Grade) ที่มีสภาพคล่องสูงและผู้ออกตราสารมีพื้นฐานแข็งแกร่ง
  • Selective is Key: การลงทุนใน Private Credit หลังจากนี้จะทำแบบหว่านแหไม่ได้ ต้องเจาะจงเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ทนทานต่อ AI และมีโครงสร้างหนี้ที่ยืดหยุ่นเท่านั้น

วิกฤตการถอนเงิน 2 หมื่นล้านดอลลาร์ครั้งนี้ คือการย้ำเตือนว่า “ของดีและฟรีไม่มีอยู่จริง” ผลตอบแทนที่สูงกว่าปกติ (Yield) มักแลกมาด้วยความเสี่ยงที่เราอาจมองไม่เห็นในวันที่ตลาดเป็นขาขึ้น สำหรับนักลงทุนไทย นี่คือช่วงเวลาของการกลับมาทบทวนพอร์ตโฟลิโอ เน้นสินทรัพย์ที่จับต้องได้และมีสภาพคล่อง เพื่อเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจตามมาหลังจากนี้

อ้างอิง: businessinsider

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...