นัดแรกก็วุ่นแล้ว! ภท.-ปชน.แย่งประธานกมธ.วิสามัญไฟป่าและฝุ่น สุดท้ายโหวตลับ
กมธ.วิสามัญฯ ไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ประชุมนัดแรก วุ่น ‘ภท.-ปชน.’ แย่งตำแหน่งประธาน เถียงควรเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ก่อนโหวตลับ ด้าน ‘พิมพ์ภัทรา’ ชนะ
เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษามาตราและแนวทางการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาไฟป่า และติดตามปัญหาวิกฤติฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) มีวาระเพื่อเลือก ประธานกมธ. และตำแหน่งสำคัญ
โดยมีนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งอาวุโสสูงสุดทำหน้าที่เป็นประธานชั่วคราว ก่อนจะเข้าสู่วาระการประชุมโดยเปิดให้สมาชิกเสนอชื่อบุคคลที่เห็นสมควรให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกมธ.
นายสมบัติ ยะสินธุ์ สส.แม่ฮ่องสอน พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อ น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน ขณะที่นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน เสนอชื่อตัวเองเป็นประธาน พร้อมเสนอให้ประธานเปิดให้ผู้ที่ถูกเสนอชื่อได้แสดงวิสัยทัศน์ เนื่องจากกมธ.ชุดนี้มีเวลาทำงานเพียงไม่กี่เดือน ก่อนจะต้องสรุปข้อคิดเห็นเสนอต่อสภา ก่อนวันที่ 11 ก.ค.นี้ เพื่อให้ทันการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
ทั้งนี้ มีกมธ.หลายคนเห็นด้วย โดยนายคริษฐ์ ปานเนียม อดีต สส.ตาก พรรคประชาชน สนับสนุนให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ก่อนที่นายสมบัติ จะแสดงความเห็นว่า ประธานกมธ.ควรเป็นคนของฝ่ายรัฐบาล เพราะเวลาประสานงานหรือทำหน้าที่ ถ้าเป็นรัฐบาล ส่วนราชการจะเกรงใจและประสานงานได้ดีกว่า
ด้านนพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เราไม่ควรมาเถียงกันว่าประธานควรเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล เพราะกมธ.ชุดนี้ ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อติดตามการทำงานของรัฐบาล จากนั้นนายสมบัติ ได้เริ่มให้ผู้ถูกเสนอชื่อดำรงตำแหน่งประธานกมธ.ได้แสดงวิสัยทัศน์
น.ส.พิมพ์ภัทรา แสดงวิสัยทัศน์ว่า กมธ.ชุดนี้ไม่ควรแบ่งแยกตั้งแต่ต้นว่าเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล เพราะการทำงานของกมธ. เป็นการทำงานให้ประชาชน และการตั้งกมธ. ก็ไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่ตั้งมาในทุกยุคทุกสมัย ซึ่งในช่วงต้นเข้าใจดีว่าจะเป็นการติดตามการทำงานของรัฐบาล การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 และการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายกระทรวง
เบื้องต้นจึงต้องดูว่าแต่ละกระทรวงได้วางแผนการทำงานอย่างไร และนำมาเปรียบเทียบว่าปีที่แล้วกับปีนี้แตกต่างกันอย่างไร และนำผลของกมธ.ทุกชุดที่เคยพิจารณาเอาไว้แล้วเข้าสู่กมธ.ชุดนี้ เพื่อดำเนินการได้เลย เนื่องจากมีเวลาจำกัด และ สส.ในพื้นที่จะต้องทำงานร่วมกันเป็นมิติสุดท้าย ที่สำคัญจะประชุมแต่ในห้องไม่ได้ ต้องลงพื้นที่ไปติดตามผลการปฏิบัติงานด้วย
ด้านนายภัทรพงษ์ แสดงวิสัยทัศน์ว่า ตนเห็นด้วยว่าไม่ควรมีฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แต่ต้องเป็นกมธ.ที่ทำงานร่วมกัน และต้องทำการบ้านจากรายงานของกมธ.ไฟป่าชุดก่อน รวมถึงรายงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้กมธ.ชุดนี้เคลื่อนตัวได้เลย
โดยจุดเริ่มต้นเห็นว่า ควรต้องตรวจสอบสิ่งที่เคยทำพลาดจากการทำรายจ่ายในงบประมาณปี 2569 ว่ามีอะไรที่ยังขาดแคลน หรือมีจุดไหนที่ไม่เหมาะสม จนถูกตัดงบประมาณเหล่านั้นทิ้ง เช่น การทำแผนพื้นที่ควบคุมมลพิษในพื้นที่ภาคเหนือ แต่สุดท้ายกลับไม่มีการทำตามแผนเหล่านั้น
อีกทั้งมีการของบประมาณไป แต่กลับไม่มีการจัดสรรและไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งต้องไปดูว่าติดขัดที่ตรงไหน ที่จังหวัดหรือที่กระทรวง และการติดขัดเรื่องการใช้เงินสำรองราชการที่จังหวัดกังวลมากว่า จะถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบมากๆ
“แต่ไม่เคยกลัวว่าลมหายใจของประชาชนจะเป็นอย่างไร หลังจากตรวจสอบภูมิภาคมาแล้วจะต้องช่วยรัฐบาลทำงาน เช่น ตอนนี้ที่อยู่ระหว่างการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เชื่อว่าถ้ากมธ.ทำงานร่วมกัน ไม่ล่าช้าไม่ศึกษาอะไรที่เคยศึกษามาแล้ว จะช่วยเติมเต็มการจัดทำงบประมาณได้ รวมถึงการจัดทำแผนรับมือกับฝุ่น PM 2.5
โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของประชาชนกับหน่วยงานของรัฐให้ทำงานร่วมกันได้ สามารถจัดการปัญหาไฟป่า ซึ่งต้องมีการวางแผนการทำงานให้ละเอียด เพื่อให้ทันต่อการเสนอเข้าสภาก่อน 11 กรกฎาคม ซึ่งจะคาบเกี่ยวกับช่วงที่พิจารณางบประมาณด้วย” นายภัทรพงษ์ กล่าว
จากนั้นที่ประชุมได้เข้าสู่การลงมติเลือกประธานกมธ.และตำแหน่งสำคัญต่างๆ โดยเป็นการลงมติแบบลับ ซึ่งผลการโหวต พบว่าน.ส.พิมพ์ภัทรา เป็นประธาน ขณะที่รองประธาน ประกอบด้วย นายสมบัติ เป็นรองประธาน คนที่หนึ่ง นายภัทรพงษ์ เป็นรองประธาน คนที่สอง ส่วนเลขานุการกมธ.คือนางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นัดแรกก็วุ่นแล้ว! ภท.-ปชน.แย่งประธานกมธ.วิสามัญไฟป่าและฝุ่น สุดท้ายโหวตลับ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th