จี้รัฐแก้โกงออนไลน์ ดันกฎหมายคุมแพลตฟอร์ม-จัดการบัญชีม้า
วันที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 11.33 น. ที่ห้องแถลงข่าวรัฐสภา อาคารรัฐสภา นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมด้วยตัวแทนจากสภาองค์กรของผู้บริโภค ได้ร่วมกันแถลงข่าวถึงแนวทางการป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ที่กำลังเป็นปัญหาในปัจจุบัน โดยนายสุนทรระบุว่าตอนนี้มูลค่าความเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์สูงมาก อย่างวันนี้มีผู้มาร้องเรียนเรื่องถูกหลอกรวมมูลค่าหลายร้อยล้านบาท
ซึ่งการหลอกลวงส่วนใหญ่กว่า 60% เกิดบนโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มรายใหญ่ โดยมักจะหลอกให้ไปเข้าคอร์สอบรมต่างๆ แล้วให้เปิดพอร์ตทำธุรกรรมจนสุดท้ายถูกหลอกเงินไป ซึ่งตนมองว่าเรื่องนี้น่าจะป้องกันได้ หรือถ้าเสียหายไปแล้วก็ควรตามตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ โดยเฉพาะเคสนี้ตนตั้งใจจะตามต่อให้เป็นเคสตัวอย่าง เพราะดูเหมือนคนหลอกจะอยู่ในประเทศไทย มีการถอนเงินสดออกมาจากบัญชีที่โอนไปด้วย
เพราะฉะนั้นต้องพยายามป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยได้คุยกับทางสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ว่า จะสามารถระบุตัวตนผู้ที่มาทำธุรกรรมหรือลงโฆษณาขายคอร์สต่างๆ บนสื่อโซเชียลให้ชัดเจนได้หรือไม่ และให้มีการลงทะเบียนที่ตรวจสอบได้ และถ้าเกิดความเสียหายขึ้นมา ตนอยากให้ฝ่ายตำรวจประสานข้อมูลกัน เพราะตอนนี้ปัญหาคือตำรวจเหมือนมี 2 ฝ่าย คือทั้งตำรวจไซเบอร์ของ สอท. และ AOC ทำให้ผู้เสียหายสับสนว่าจะไปทางไหนดี ทำไมไม่ซิงค์ข้อมูลร่วมกัน
"ผมคิดว่าเรื่องหลอกลวงออนไลน์เป็นเรื่องซึ่งพวกเรามีโอกาสถูกหลอกได้ตลอดเวลา และเราสามารถป้องกันได้ง่ายๆ ตั้งแต่ต้นคือการให้มีการลงทะเบียนผู้ที่มาทำการค้าขายหรือใช้คำว่า Know Your Merchant ซึ่งต่างประเทศเขาทำกันมานานแล้วแต่บ้านเราไม่เข้าใจว่าติดขัดอะไร ผมพยายามผลักดันและคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ควรจะต้องเอาจริง และสำหรับกรณีที่ถูกหลอกลวงไปแล้ว อย่างเคสนี้ผู้เสียหายไปร้องเรียนถึงฝ่ายตำรวจและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งท่านน่าจะทำให้เป็นตัวอย่างว่า คนหลอกลวงออนไลน์เขาต้องกลัว ไม่ใช่หลอกไปแล้วก็ปิดบัญชีหนี ทั้งที่จริงๆ เขาก็อยู่ในประเทศเราเอง แถมยังปลอมตัวเป็นตำรวจมาหลอกซ้ำอีก ผมรู้สึกว่าหลอกกันรุนแรงขนาดนี้ ท่านรัฐมนตรีต้องเอาจริง" นายสุนทรกล่าว
ขณะที่นางสาวนิสรา แก้วสุข ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาองค์กรของผู้บริโภค ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์มีสารพัดรูปแบบไม่น้อยกว่า 14 ประเภทตามที่ตำรวจแบ่งกลุ่มไว้ ทั้งการซื้อขายออนไลน์และการหลอกลงทุน ซึ่งจากสถิติของสภาผู้บริโภคพบว่า 6 ใน 10 ของผู้เสียหายเกิดจากสื่อสังคมออนไลน์ที่ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายเข้ามาจัดการโดยตรง
โดยส่วนใหญ่ซื้อสินค้าผ่านเพจหรือโพสต์แล้วติดต่อผู้ขายไม่ได้ ถูกปิดเพจหนี ซึ่งตั้งแต่ปี 2565 ถึงปัจจุบัน มีคนร้องเรียนเข้ามาถึง 8,000 กว่าเคส และได้เริ่มช่วยเหลือดำเนินคดีจริงจังไปแล้ว 6,000 กว่าเคส มูลค่าความเสียหายเฉพาะส่วนนี้ประมาณ 111 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายออนไลน์
นอกจากนี้ ยังมีพาร์ทการหลอกลวงอื่นๆ ที่มูลค่าสูงกว่านี้ โดยแพลตฟอร์ม Facebook คืออันดับหนึ่งที่พบปัญหามากที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาพยายามเตือนภัยผ่านองค์กรสมาชิกในจังหวัดต่างๆ แต่ยังไม่พอ เพราะมิจฉาชีพทำงานเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีระบบทำให้คนเชื่อว่าเป็นนิติบุคคลจริงๆ แต่พอไปตรวจสอบจะพบว่าเป็น "นิติบุคคลม้า" หรือใช้บัญชีม้า มีทั้งที่เป็นขบวนการและรายย่อย
"แม้จะมีการสั่งเทคดาวน์ไปเป็นพันๆ ราย แต่วันรุ่งขึ้นเขาก็สร้างขึ้นมาใหม่เป็นสิบเป็นร้อยเท่า ทางสภาผู้บริโภคจึงมีข้อเสนอไปยังแพลตฟอร์มให้มาจัดตั้งนิติบุคคลในประเทศไทย และต้องมีมาตรการชดเชยเยียวยาผู้บริโภคด้วย รวมถึงต้องมีระบบชำระเงินที่ปลอดภัยตามนโยบาย Know Your Merchant หรือ KYM ที่เราพยายามผลักดันอยู่" นางสาวนิสรา กล่าว
นอกจากนี้ นายสุรกิจ สิงหะพล เจ้าหน้าที่กฎหมายและคดี สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันเรามี พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งฉบับที่ 2 มีการแก้ไขเพิ่มระดับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยสภาผู้บริโภคกำลังพิจารณาฟ้องคดีกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้ง Facebook และ Play Store รวมถึงมุ่งเป้าไปที่ธนาคารในฐานะผู้ให้บริการทางการเงินให้มาร่วมรับผิดชอบตาม พ.ร.ก. นี้ด้วย ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างวางแผนช่วยผู้บริโภค 10 รายแรก การฟ้องลักษณะนี้ถือเป็นความยากและท้าทายที่สำนักงานกฎหมายหลายแห่งอาจยังไม่เคยทำ แต่เป็นการทดสอบการบังคับใช้กฎหมายในประเทศเพื่อดูช่องว่างว่าต้องปรับแก้ตรงไหน
ด้านนายสุนทรได้ฝากถึงรัฐบาลใหม่ว่า อยากให้มีการบูรณาการหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคทั้ง 6 หน่วยงานเข้าด้วยกัน ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้เสียหายวิ่งวุ่นไปคนละที่แล้วถูกปฏิเสธ ยุคนี้เป็นดิจิทัลแล้วควรจะแชร์ข้อมูลกันได้ เพื่อให้ตามจับมิจฉาชีพมาลงโทษให้ได้เป็นการกำราบไม่ให้เกิดการหลอกลวงง่ายๆ แบบนี้อีก พร้อมทิ้งท้ายถึงข้อสงสัยกรณีการหลอกเทรดหุ้นที่ใช้โปรแกรมปลอมสามารถกระพริบข้อมูลแบบ Real-time เหมือนบอร์ดจริงของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้อย่างแนบเนียน ว่าทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ทราบเรื่องนี้หรือไม่ และจะแก้ไขอย่างไร เพราะมิจฉาชีพรู้ข้อมูลส่วนตัวผู้เสียหายละเอียดมากจนน่าสงสัยว่าเป็นขบวนการใหญ่ขนาดไหน จึงอยากฝากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยกันแก้ไขเรื่องนี้อย่างจริงจัง