โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สัญญาณชัด ‘เลิกตรึงราคาน้ำมัน’ เอกนิติ เปิดแผนเยียวยา 6 กลุ่มที่โดนผลกระทบ สู้ราคาน้ำมันแพง ชี้วิกฤตแรง และยาวกว่ารัสเซีย-ยูเครน

THE STANDARD

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
สัญญาณชัด ‘เลิกตรึงราคาน้ำมัน’ เอกนิติ เปิดแผนเยียวยา 6 กลุ่มที่โดนผลกระทบ สู้ราคาน้ำมันแพง ชี้วิกฤตแรง และยาวกว่ารัสเซีย-ยูเครน

ท่ามกลางวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ของโลกที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต วันนี้ (25 มีนาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ในรายการ ‘เจาะลึกทั่ว ไทย Inside Thailand’ ได้ประเมินสถานการณ์ในครั้งนี้ว่า อาจมีความรุนแรงและยืดเยื้อยาวนานกว่าวิกฤตในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ภาครัฐจึงต้องเตรียมความพร้อมรับมืออย่างรัดกุม โดยเน้นย้ำจุดยืนสำคัญว่า รัฐบาลจะไม่ใช้วิธีตรึงราคาน้ำมันเพื่อฝืนกลไกตลาด เนื่องจากบทเรียนที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า การแทรกแซงราคาพลังงานทั้งระบบจะนำไปสู่ความบิดเบือนของตลาด ก่อให้เกิดปัญหาการกักตุนสินค้า และเป็นการสูญเสียทรัพยากรและงบประมาณไปในจุดที่ไม่จำเป็น

ด้วยเหตุนี้ นโยบายหลักที่จะนำมาใช้คือกลไกการอุดหนุนแบบพุ่งเป้า หรือ Targeted Subsidy เพื่อให้ความช่วยเหลือลงลึกถึงกลุ่มที่เดือดร้อนเฉพาะกลุ่ม, โดยกลไกต่างๆ ต้องใช้งบกลาง ซึ่งมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ต้องรอให้การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เสร็จสิ้นจึงจะสามารถอนุมัติงบประมาณมาดำเนินการได้

สำหรับการบูรณาการความช่วยเหลือ รัฐบาลจะเปลี่ยนการทำงานเป็นรูปแบบ คลัสเตอร์’ ที่ใช้โจทย์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ข้ามข้อจำกัดการแบ่งแยกกระทรวง โดยแบ่งรายละเอียดการเยียวยาเจาะลึกใน 6 กลุ่มเป้าหมาย ดังนี้

  • กลุ่มเปราะบาง หรือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป้าหมายกลุ่มนี้คือผู้มีรายได้น้อยซึ่งภาครัฐมีฐานข้อมูลอยู่แล้วจำนวน 13.4 ล้านคน โดยกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาข้อจำกัดทางงบประมาณเพื่อกำหนดตัวเลขเงินช่วยเหลือต่อเดือน รูปแบบจะเป็นการเติมเงินเข้าไปในช่องกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เล็กๆ ที่มีอยู่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ โดยอาจพิจารณานำหมวดความช่วยเหลือด้านน้ำมันไปรวมกับหมวดค่าไฟฟ้า ซึ่งจะพิจาณาแหล่งเงินที่ใช้นำมามาจากงบกลาง
  • กลุ่มภาคการขนส่ง กระทรวงคมนาคมจะเป็นแม่งานหลักในการจัดการฐานข้อมูลและแพ็กเกจช่วยเหลือ โดยอิงข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก ซึ่งครอบคลุมรถบรรทุกประมาณ 360,000 ราย รถโดยสารประจำทางสาธารณะเกือบ 30,000 ราย และยังขยายผลครอบคลุมไปถึงรถแท็กซี่ รถตู้ และวินมอเตอร์ไซค์

ด้วย มาตรการนี้จะไม่มีการให้สิทธิ์ซื้อน้ำมันราคาพิเศษ แต่จะเป็นการให้เงินช่วยเหลือในลักษณะของคูปองดิจิทัล (Fleet Card) หรือโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ความน่าสนใจคือ รัฐสามารถเลือกจ่ายตรงไปที่ผู้ประกอบการ หรือโอนตรงเข้ากระเป๋าของ ‘คนขับรถ’ เพื่อดูแลกลุ่มผู้ที่ขับรถรับจ้างอิสระหรือขับรถของตัวเองที่ไม่ได้สังกัดส่วนกลางให้ได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึง เพราะจะมีผลกระทบต่อค่าขนส่ง และราคาสินค้าต่างๆ

  • กลุ่มเกษตรกร ปัญหาหลักของกลุ่มนี้คือราคาปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนราคาน้ำมันและก๊าซ LNG ที่ปรับตัวสูงขึ้นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ กระทรวงพาณิชย์จึงเข้ามาเป็นแกนหลักในการจัดหา ปุ๋ยราคาถูกและปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนการเพาะปลูก โดยจะทำงานบูรณาการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นอกจากนี้ เกษตรกรจำนวนมากที่มีชื่อในฐานข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับความช่วยเหลือซ้อนแบบ 2 ต่อจากทั้งมาตรการกลุ่มเปราะบางและกลุ่มเกษตรกร

  • กลุ่มประมง กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันอย่างหนัก กระทรวงคมนาคมและคุณพิพัฒน์ได้หารือกับกลุ่มประมง เพื่อผลักดันให้เรือประมงเปลี่ยนมาใช้ น้ำมัน B20 หรือ ดีเซลผสมน้ำมันปาล์ม 20% แทนการใช้น้ำมันเขียว

โดยกำหนดเป้าหมายให้ราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลบนบกประมาณ 5 บาทต่อลิตร กลยุทธ์ Targeted Subsidy ในจุดนี้ จะช่วยให้เม็ดเงินอุดหนุนตกอยู่กับเกษตรกรชาวสวนปาล์มในประเทศ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดีกว่าการนำงบประมาณไปอุดหนุนราคาน้ำมันนำเข้าจากต่างประเทศ 100%

อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันปัญหา ‘งูกินหาง’ ที่ความต้องการ B20 อาจไปดึงให้ราคาน้ำมันปาล์มบริโภคปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลได้เตรียมแผนรับมือโดยอาจใช้มาตรการ หยุดการส่งออกน้ำมันปาล์มชั่วคราว ในลักษณะเดียวกับประเทศอินโดนีเซีย เพื่อรักษาสมดุลอุปทานในประเทศ ควบคู่ไปกับการให้กระทรวงพาณิชย์เข้ามาควบคุมราคาไม่ให้เกิดการเอาเปรียบประชาชน

  • กลุ่มผู้รับเหมาโครงการภาครัฐ จากปัญหาต้นทุนการก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้นจนเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอการทำสัญญาของภาคเอกชน สำนักงบประมาณซึ่งเป็นหน่วยงานหลักดูแลคู่สัญญาภาครัฐ จะเข้ามาช่วยเหลือโดยการ ปรับเพิ่มค่า K (ดัชนีราคาที่ใช้คำนวณค่างานก่อสร้าง) เพื่อชดเชยส่วนต่างต้นทุนที่สูงกว่าวงเงินที่เคยกันไว้ในอดีต
  • ภาคอุตสาหกรรมและบริการ สำหรับกลุ่มธุรกิจ โรงงานอุตสาหกรรม และภาคบริการอื่นๆ รัฐบาลจะไม่มีการจัดหาน้ำมันราคาพิเศษให้ แต่กระทรวงการคลังจะเข้ามาดูแลเรื่องการเสริมสภาพคล่อง โดยการจัดเตรียม Soft Loan หรือ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อช่วยประคองให้ภาคธุรกิจสามารถฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ไปได้

ทั้งนี้ วันนี้ (25 มีนาคม) ในช่วงเวลา 14.00 น. มีรายงานข่าวว่า ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะมีการประชุมเพื่อหารือมาตรการเยียวยากลุ่มที่โดนผลกระทบจากราคาน้ำมันที่จะปรับเพิ่มขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...