520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (3)
บทความพิเศษ | สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ
520 วัน บันทึกของคำจากลา
ในโลกหลังกำแพง (3)
ชีวิตที่จำยอมต้องเปลือยเปล่า
สัมผัสแรกที่ได้รับ หลังเท้าอันเปลือยเปล่าของเราก้าวลงสู่พื้นปูนที่ทั้งหยาบและแข็ง
“อีกแล้วสินะ” เราคิด
ในตอนนี้เราก้าวสู่เรือนจำแล้ว หลังก้าวพ้นช่องว่างระหว่างกำแพงนี้ เราจะกลายเป็น “ผู้ต้องขังโดยสมบูรณ์”
จุดต่อไปของการเดินทางคือการตรวจค้น เราขณะก้าวลงมาจากรถก็มีผู้คุมยืนรอนับยอดรับผู้ต้องขังใหม่อยู่ ในโถงรับผู้ต้องขังนี้มีประตูบานใหญ่ 2 บาน บานหนึ่งคือทางออกสู่อิสรภาพ และอีกบานเป็นทางเข้าไปสถานที่ทัณฑ์ขังเรา เราไม่มีสิทธิ์เลือก เพราะประตูบานเล็กเปิดออกแล้ว ราวกับเชื้อเชิญให้เราเข้าไป มันคือเส้นทางแห่งการจองจำ ขณะที่เราคิดก็มีผู้คุมคนหนึ่งเดินก้าวเข้ามา
“เรียงแถว แล้วเดินตามมา” ผู้คุมสั่งด้วยเสียงแสนธรรมดา
ทุกคนเดินเรียงตามเป็นแถว เราก้าวขาลงมาที่พื้น พบกับแสงแดดที่ค่อยๆ จางลับจากขอบฟ้าไป ตรงหน้าเราเป็นอาคารที่มีประตูและกำแพงกั้นอีกชั้นหนึ่ง “เข้าไปทางซ้าย” ผู้คุมสั่ง (จริงๆ ตรงนี้เมื่อครั้งแรกที่เข้ามา เราถูกสั่งให้แก้ผ้ากลางทางเดิน ต่อหน้าผู้คุมและผู้ช่วยด้วย)
ทางซ้ายที่ว่าเป็นห้องกลาง มีกระจกและลูกกรงล้อมรอบ ข้างในมีห้องถูกแบ่งส่วนไว้ ห้องแรกเป็นห้องตรวจค้น ในนั้นมีฉากไม้กั้นเตี้ยๆ รูปตัวแอลตั้งอยู่ พร้อมมีป้ายเขียนว่า “จุดตรวจค้น” นอกจากนี้ ยังมีม้านั่งยาวตรงมุมกำแพงอีกฝั่งของห้อง
ตรงนี้เองจะบอกว่าเราและหลายคนต้องนั่งเปื่อยเพียงเพื่อคำว่า “รอ” อีกแล้ว การตรวจค้นและลงทะเบียนรับ “ผู้ต้องขังใหม่” ไม่ได้ไวอย่างที่คิด เพราะมีปัญหาทั้งเครื่องมือไม่ดี ข้อมูลไม่เข้าระบบ หรือรอเจ้าหน้าที่มา ต้องเสียเวลาเป็นชั่วโมง
(ขอบ่นหน่อย)
“อ้าว คนแรกอะ มานี่ จะยืนบื้อไร มาตรงนี้ แล้วถอดเสื้อ กางเกงวางไว้ตะกร้า” น้ำเสียงผู้คุมที่เบื่อโลกคนหนึ่งตะโกนไปทางพี่เล็กที่อยู่หัวแถวสุดให้มาตรวจ แกเดินเข้าไปในฉากกั้นที่บังได้แค่พุงนั้น ก่อนจะถอดทุกอย่างออก ต่อหน้าผู้คุมและผู้ช่วยยืนมองอยู่
แกถาม “กางเกงในด้วยรึเปล่าครับ”
“ก็ใช่สิ รีบถอด” ผู้คุมสั่งพี่เล็กด้วยความเร่งรีบ
“เอาทุกอย่างมาวางถาดนี้” ผู้ช่วยพูดขึ้นอีกเสียง
พี่เล็กเอาเสื้อผ้ามาวางไว้ ก่อนผู้ช่วยที่ใส่ถุงมือและสวมแมสก์รออยู่ จะเริ่มบรรจงค้นด้วยความละเอียด หมุนชุดกลับไปกลับมา ดูตะเข็บบ้าง มุมพับบ้าง จับชายเสื้อบ้าง รวมไปถึงกางเกงใน
ขออธิบายก่อน “ผู้ช่วย” คือผู้ต้องขังที่ได้รับความไว้ใจให้มาช่วยงาน เช่น งานใช้แรง ทำความสะอาด ตรวจค้น ตลอดจนเอกสารที่น่าเบื่อของเจ้าหน้าที่ “เป็นแล้วได้อะไร?” ต้องบอกว่า ไม่ได้อะไร นอกจากความไว้วางใจจากผู้คุม กับได้บารมีที่สูงกว่าผู้ต้องขังทั่วไป (พวกมีซี) ก็นะ “เป็นเด็กนายยังดีกว่าไม่ได้เป็นไรเลย”
กลับมาที่การตรวจหลังผู้ช่วยค้นเสร็จ จึงหันไปพยักหน้าให้ผู้คุม
ผู้คุมจึงสั่งต่อ “เอามือไขว้ไว้บนคอ แล้วลุกนั่งสิบครั้ง ปฏิบัติ” สิ้นเสียงพี่เล็กก็ทำตามด้วยท่าทางเขินๆ
(ลุกนั่งทำไม ผู้คุมเชื่อว่า เป็นการตรวจภายใน หากมีใครแอบยัดอะไรซ่อนไว้ในทวาร ก็ยังดีกว่าสมัยก่อนที่มีการล้วงเข้าไป พูดไปก็สยอง)
“ใครมันอยากแก้ผ้าลุกนั่งให้คนอื่นดูกันล่ะ” เราคิดในใจ
ก่อนผู้ช่วยจะหันไปบอกผู้คุมว่า “ไม่มีอะไรครับ” แล้วจึงก้มลงไปหยิบชุดสีน้ำตาล ที่ทำมาจากผ้าดิบสุดแข็ง มาให้พี่เล็กเปลี่ยนใส่
มันเป็นชุดนักโทษไทยสุดคลาสสิคที่เห็นได้ในละคร แต่วันนี้พวกเราไม่ใช่นักแสดง เราเป็น “นักโทษ” ไม่ว่าจะอยากหรือไม่ คุณต้องใส่แล้วแสดงจนกว่าจะจบ เล่นตามบทที่เขากำกับไว้
กลับมาที่ชุด พี่เล็กที่ค่อยๆ ใส่เสื้ออย่างทุลักทุเล ด้วยแกมีขนาดตัวเฉพาะ จึงทำให้ใส่ยาก เมื่อแล้วเสร็จ แกก็รับชุดที่ตรวจกลับคืนมา
“ไปนั่งรอ คนต่อไปมา” ผู้คุมสั่ง พี่เล็กจึงมานั่งหัวแถวก่อนคนถัดไปจะสลับกันไปถอดชุด ลุกนั่ง วนไป
และใช่ ก็เป็นถุงมือคู่เดิมที่ใช้จับตรวจเสื้อผ้าทุกคน “ไม่น่าพิสมัยเท่าไหร่”
เราเป็นคนสุดท้ายที่ถูกตรวจค้น ในเวลานั้นเราคิดถึงบันทึกเยี่ยมที่เคยอ่านของพี่เก็ท (โสภณ สุรฤทธิ์ธํารง) ในนั้นเขียนว่าแกไม่ยอมถอดชุดตามคำสั่ง แกเลือกที่จะอารยะขัดขืนและตั้งคำถามว่า “มีเครื่อง X-Ray และเครื่องตรวจจับโลหะ ทำไมถึงไม่ใช้” ผู้คุมตอบห้วนๆ ว่า “ก็มันเสีย มีงบให้รึเปล่า” จนถึงวันนี้ที่เรากำลังจะต้องถกกางเกงให้ใครไม่รู้ดู เราก็หันไปเห็นเครื่องที่พี่เก็ทพูดถึง “มันมีจริง แต่แล้วไง เราควรทักท้วงมั้ย” เราได้แต่คิด
เราในสภาพล่อนจ้อน ยืนมองหน้าเจ้าหน้าที่ ได้แต่พึมพำในใจว่า “เหนื่อยจัง ทำให้มันจบๆ ไปแล้วกัน” เราไม่พร้อมที่จะขัดขืน หรือเถียงกับใคร เราไม่ใช่คนที่กล้าพอจะดื้อขนาดนั้น เราเป็นสายเจรจามากกว่า
หากเราไม่คิดต่อต้านหรือตั้งคำถาม เราจำต้องสยบยอมต่อสภาพที่เผชิญ
เราในตอนนั้นคิดว่า “มันคงไม่แย่ไปกว่านี้แล้วสินะ” แต่หารู้ไม่การแก้ผ้าลุกนั่งมันเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ที่ได้รับ
เพราะมันแค่เพิ่งเริ่ม
ขณะที่ลุกนั่ง ความรู้สึกอับอายที่มาพร้อมการลดทอนศักดิ์ศรีกำลังดำเนินไป มันพาเราคิดย้อนนึกตอนได้เรียนวิชา “มานุษยวิทยาการเมือง” ที่ไปซิตอินไม่กี่เดือนก่อนของ อ.อนุสรณ์ ที่ท่าพระจันทร์ ในคลาสบรรยายถึงหัวข้อ “ชีวิตที่เปลือยเปล่า” (bare life)
สบายใจได้ นี่ไม่ใช่คลาสเรียน ผมจะเล่าด้วยภาษามนุษย์และไม่วิชาการ ผมสัญญา 555+
“ชีวิตที่เปลือยเปล่า” คือสภาวะที่สังคมไม่เหลียวมองคุณ สิทธิและเสรีภาพเป็นเพียงแค่ความฝันที่โหยหา ณ ที่แห่งนี้รัฐเป็นผู้กำหนดชีวิตคุณทุกกระเบียดนิ้ว ด้วยกฎหมายเฉพาะที่ให้อำนาจและยกเว้นการคุ้มครอง ทั้งหมดมีผลต่อคุณ ถ้าคุณกำลังเผชิญหน้าต่อสภาวการณ์นี้
ถ้าถามว่า “ที่ไหนบ้างที่มีสภาวะยกเว้นที่ว่า?”
“เรือนจำ (คุก)” คิดถึงง่ายสุด ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมา ในนั้นรัฐคือพระเจ้า ที่มอบดาบอาญาสิทธิ์ให้แก่ “ผู้คุม” อันเป็นผู้แทนของพระเจ้า พวกเขามีหน้าที่ใช้อำนาจเพื่อดัดเปลี่ยนพฤตินิสัยเหล่าผู้กระทำผิด ให้กลับมาเป็นพลเมืองตามอุดมคติของรัฐ แล้วจึงปล่อย “คืนคนดีสู่สังคม”
เพื่อบรรลุพันธกิจสูงสุดนี้ ผู้คุมต้องทำอย่างไรก็ได้ให้คนเหล่านี้กลับมาเป็นบุคคลที่รัฐพึงปรารถนา การควบคุมกำกับ “นักโทษ” ถูกอนุญาตโดยรัฐให้กระทำหรือยกเว้นความผิดในเวลาเดียวกัน อำนาจในการควบคุมถูกใช้ผ่านการลงโทษ เช่น “การตีด้วยไม้ก๊อง (ให้นอนคว่ำหน้า ใช้ไม้ที่คล้ายลูกตุ้มตีไปที่หลัง)” “การสั่งให้ถอดเสื้อ” หรือ “การตัดสิทธิ์การเยี่ยมญาติ” ไม่ว่าคำสั่งจะสมเหตุสมผลหรือไม่ จะละเมิดสิทธิ์คุณรึเปล่า ชอบธรรมหรือไม่ มีการสอบสวนแล้วหรือยัง
แต่ในกำแพงนี้ “คุณไม่มีสิทธิ์ถาม” เพราะรัฐอนุญาตเขาแล้ว ทั้งหมดทำไปเพื่อ “ความมั่นคง” และ “ความสงบเรียบร้อย” ภายในเรือนจำ
คุณเป็นเพียงแค่ชีวิตที่เปลือยเปล่า ที่ต้องจำยอมสภาวะที่เขาบังคับใช้ คุณไม่อาจหลบเลี่ยง หรือหลีกหนีได้ เพราะ “คุณเป็นนักโทษ”
หากขยายความลึกลงไปอีก เรามองย้อนกลับไปผ่านกรอบที่ว่าก็จะเห็น นอกจากอำนาจที่เขาใช้จะเป็นไปเพื่อบริหารจัดการ การตรวจสอบ และความมั่นคง มันยังมีมิติที่ลึกกว่าอย่าง “อำนาจทางกายภาพ” ที่เห็นชัดสุดคือ “การลงโทษ” ที่ใช้แสดงอำนาจแก่พวกหน้าใหม่ให้รู้ว่า “ที่นี่ใครใหญ่” ต้องยำเกรงต่อจารีตที่อยู่ในที่แห่งนี้ แต่มันยังมี “อำนาจที่มองไม่เห็น” ที่ครอบเราไว้อีกชั้น
กล่าวคือการถูกจับจ้องอย่างเคร่งครัด จากการมีกล้อง CCTV ที่ติดทุกมุม การกระทำของเราถูกจับจ้อง เราต้องมากังวลว่าเขาคิดยังไงกับเรา เขามองเราอยู่รึเปล่า
แล้วเราทำแบบนี้จะถูกแดก (ลงโทษ) มั้ย มันเป็นกระบวนการทางจิตวิทยาที่ใช้เพื่อควบคุมพฤติกรรมของเราอีกชั้นหนึ่ง ทำให้ต้องคิดและหวาดระแวงตลอดเวลา
“เสร็จหมดแล้ว เดี๋ยวพวกเอ็งรอเรียกถ่ายรูปแล้วกัน” เจ้าหน้าที่พูดขึ้น
จุดถัดไปเป็นห้องถ่ายภาพ และพิมพ์ลายนิ้วมือ ให้ลองนึกถึงตอนทำบัตรประชาชนที่เขต แต่งบน้อยกว่า (มาก) ที่นี่ใช้กล้องเว็บแคมถ่ายอยู่เลย
มีเสียงหนึ่งดังขึ้น “สิรภพ มานี่ นามสกุลอะไร” ผู้คุมในห้องพูดใส่ไมค์ เป็นการเรียกตัวเรา การถามซ้ำซากนี้ก็เข้าใจอยู่ว่า เพื่อยืนยันว่าจับมาถูกตัว (แต่นี่พรี่เล่นถามตั้งแต่ศาลมาถึงในคุกเลยนะพรี่ มันจะเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำเอานะครับ)
เราเดินไปห้องนั้นด้วยความลนลานพร้อมตอบคำถาม “พุ่มพึ่งพุทธครับ”
“ถอดเสื้อ ถอดแว่นวางไว้ แล้วเอาหลังแนบกำแพง มองหน้าตรงกล้อง” ถอดเสื้ออีกแล้วหรอวะ เพิ่งใส่เองนะพี่ ก็นะบ่นได้แต่ในใจอะนะ ยังไงก็ต้องทำตามนิ
“โดนคดีอะไรมา” ถามอีกละ รอบที่ 3 ได้ละมั้ง ตอนเดินเข้ามาก็ถาม ตอนตรวจก็ถาม ตอนนี้ก็ยังถามอีกหรอ
“112 ครับ” เราตอบไปด้วยสีหน้าที่เบื่อจัดกับความซ้ำซากนี้
“อ่าๆ” “หันซ้าย” “หันซ้าย” “หันซ้าย” “เรียบร้อยแล้ว มองตรงมา สแกนนิ้วต่อเลย” ในใจนึกว่าต้องเปื้อนอีกแล้ว แต่เปล่าเลย มันเป็นเครื่องสแกนนิ้วเลเซอร์ แต่กว่าจะติดนี่ก็ยากเอาเรื่อง ต้องยกขึ้นยกลงสามสี่รอบถึงจะได้
“คนต่อไป นาย… เอ็งไปนั่งรอที่เดิม” ผู้คุมคนนั้นพูด
จนแล้วเสร็จทุกคน ก็กินเวลาเกินชั่วโมง ทั้งร้อน ทั้งน่าเบื่อเกินบรรยาย ไม่ต้องถามถึงความรู้สึก เพราะมันถูกทิ้งไว้ข้างนอกกำแพงตั้งแต่แรกแล้ว เขาไม่ให้เอาเข้ามา
“พวกเอ็งมาตรงนี้ เข้าแถว ค้นอีกรอบ แล้วมายืนรายงานตัว” มีผู้ช่วยมาพาเราไปรายงานตัวต่อหน้า “พัศดี” พวกเราเดินตามเขาไป ก่อนเขาจะให้เราหยุด ยืนเป็นแถว เขาจึงเคาะกระจกห้องแล้วพูดรายงานตัว
“กระผมนายสมหมาย คดี พ.ร.บ.เช็ค โทษ 3 ปี (นามสมมุติ) ขออนุญาตพาผู้ต้องขังใหม่เข้ารับการตรวจที่สถานพยาบาลจำนวน 7 คน ครับ” ผู้ช่วยคนนั้นกล่าว
“ไปต่อแถวรอตรวจที่สถานพยาบาลต่อเลย ทำตัวให้เรียบร้อยนะ” พัศดีที่นั่งในห้องตอบกลับมา
แค่ต้องมาย้อนคิดถึงการรับเข้าใหม่มันก็น่าเบื่อเหลือทน เราต้องรออีกเกือบชั่วโมง เพราะพยาบาลไม่อยู่ มีแค่ผู้ช่วยมาสอบถามและกรอกประวัติการรักษาเบื้องต้นเท่านั้น
ตอนนั้นน่าจะเกิน 1 ทุ่มแล้ว เรานั่งรอชั่วโมงกว่ากว่าพยาบาลจะมาตรวจ ร้อนก็ร้อน คอก็แห้ง
แม้ในใจเรามีแต่เสียงบ่น ที่ไม่รู้จะระบายให้ใครฟัง
เมื่อไหร่จะจบนะวันนี้ อยากนอนไวๆ แล้วสิ…
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (3)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly