เปิดรายงานกก.สรรหา ชง ‘จักรพงศ์’ นั่งตุลาการศาลรธน. ตีตกบัตรสนเท่ห์ ปมขาดคุณสมบัติ
เปิดรายงานกรรมการสรรหา ชงชื่อ ‘จักรพงศ์’ อาจารย์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกบัตรสนเท่ห์ ปมขาดคุณสมบัติ
เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2569 นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้นัดประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 5 พ.ค. โดยมีวาระเรื่องด่วน คือ ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แทนตำแหน่งที่ว่าง หลังจากที่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ
ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาที่มีนายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการสรรหา ได้เสนอชื่อ นายจักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อาจารย์คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ให้วุฒิสภาได้พิจารณาเห็นชอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการพิจารณาดังกล่าว คณะกรรมการสรรหาได้นำเสนอรายงานการพิจารณาสรรหาบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ระบุเนื้อหาตอนหนึ่งถึงกรณีที่นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ทำหนังสือเพื่อขอให้ชะลอกระบวนการสรรหาและเสนอชื่อบุคคลหรือดำเนินการมาตรการอื่นใดของการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
เพื่อให้องค์ประกอบของกรรมการสรรหามีครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และป้องกันบรรเทาความเสี่ยงต่อการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของ สว. ที่จะให้ความเห็นชอบเป็น กกต. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
โดยคณะกรรมการสรรหาฯ ได้รับทราบหนังสือของนายเทวฤทธิ์แล้ว และเห็นว่ากรณีขอให้รอองค์ประกอบกรรมการสรรหาให้ครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนั้น ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 203 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 11
กำหนดกำหนดชัดแจ้งว่า กรณีไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการสรรหา คือประธานสภาฯ หรือผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ไม่ว่าด้วยเหตุใดให้กรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจไปพลางก่อนได้ ดังนั้น คณะกรรมการสรรหาฯ จึงต้องดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.
การดำเนินการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามหน้าที่และอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ดังนั้น จึงไม่สามารถชะลอการสรรหา รวมถึงการเสนอชื่อบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อวุฒิสภาได้
รายงานของคณะกรรมการสรรหาฯ ระบุด้วยว่า กรณีมีหนังสือของให้คณะกรรมการสรรหาฯ ทบทวนคุณสมบัติของนายจักรพงศ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
หลังจากได้รับหนังสือบัตรสนเท่ห์ไม่ลงวันที่ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้รับเมื่อวันที่ 21 เม.ย. เรื่องข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนายจักรพงศ์ที่ไม่มีคุณสมบัติตามมาตา 200(4) ของรัฐธรรมนูญ คือ ผู้ทรงวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจาย์ของมหาวิทยาลัยในปะเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยระบุว่า
1.นายจักรพงศ์ เป็นผู้มีคุณสมบัติไม่ตรงกับสาขาที่สมัคร โดยนายจักรพงศ์ เป็นอาจารย์ในกลุ่มวิชากฎหมาย หรือสาขานิติศาสตร์ สังกัดคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
2.การแต่งตั้งในตำแหน่งศาสตราจารย์ของนายจักรพงศ์ ไม่ปรากฏข้อมูลผลงานทางวิชาการที่ใช้ประกอบการขอตำแหน่งดังกล่าวว และไม่ปรากฏว่าผู้ประเมินผลงานทางวิชาการในการขอตำแหน่งศาสตราจารย์คือผู้ใด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการสรรหาฯ ได้พิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้อง และเห็นว่าเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาฯ ที่จะพิจารณาทบทวนคุณสมบัติของนายจักรพงศ์ได้ ทั้งนี้ ได้ให้นายจักรพงศ์เข้าชี้แจง เมื่อวันที่ 7 เม.ย.แล้ว
โดย นายจักรพงศ์ ชี้แจงว่า นายจักรพงศ์ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดยแต่งตั้งเมื่อ 1 พ.ค. 2550 ซึ่งแต่งตั้งก่อนวันที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ.2551 จะมีผลบังคับใช้
โดยมาตรา 32 ระบุว่า ผู้ซึ่งได้เป็นศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และอาจารย์ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจอยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.ใช้บังคับ ให้มีฐานะเป็นศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์และอาจารย์
และมาตรา 33 กำหนดให้ระหว่างที่ไม่มีการตราพระราชกฤษฎีกา กำหนดให้มีสาขาวิชาใดให้ผู้สำเร็จวิชาการตำรวจตามหลักสูตรนักเรียนนายร้อยตำรวจได้รับปริญญาทางรัฐประศาสนศาสตร์ ประกอบกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจในขณะนั้น มีเพียงสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์เพียงสาขาเดียวเท่านั้น ยังไม่มีสาขาวิชานิติศาสตร์ โดยคณะนิติศาสตร์จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2562
นอกจากนั้น นายจักรพงศ์ ยังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขารัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งยืนยันถึงองค์ความรู้ของการเป็นนักบริหารจัดการภาครัฐอย่างแท้จริง
ในส่วนของผลงานทางวิชากาที่เป็นที่ประจักษ์ในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ คือ หนังสือกลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงานหลักและทฤษฎีการสอบสวน ทั้งนี้ มีผู้ประเมินผลงานทางวิชาการให้เป็นศาสตราจารย์ คือ นายวิษณุ เครืองาม
จากนั้น คณะกรรมการสรรหาฯ ได้พิจารณาทบทวนนคุณสมบัติของนายจักรพงศ์ ว่าเป็นบุคคลผู้สมควรได้รับกาแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 200(4) ของรัฐธรรมนูญ และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) ของพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีการออกเสียงลงมติโดยเปิดเผย 6 เสียง ต่อ 2 เสียง เห็นว่านายจักรพงศ์มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ
สำหรับ 6 เสียงที่เห็นว่ามีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด นายสุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์ กรรมการสรรหาโควตาของ กกต. นายอรรถยุทธ ศรีสมุทร กรรมการสรรหาโควตาจากผู้ตรวจการแผ่นดิน
นายชาญนะ เอี่ยมแสง กรรมการสรรหาโควตาจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และนายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ กรรมการสรหาโควตาจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
ขณะที่ 2 เสียงที่เห็นว่าขาดคุณสมบัติ คือ นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา และนายเจษฎา กตเวทิน กรรมการสรรหาโควตาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดรายงานกก.สรรหา ชง ‘จักรพงศ์’ นั่งตุลาการศาลรธน. ตีตกบัตรสนเท่ห์ ปมขาดคุณสมบัติ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th