โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

10 ตระกูลรวยสุดเอเชีย ปี69 ‘CP-กระทิงแดง’ ติดโผ

หุ้นวิชั่น

อัพเดต 30 เม.ย. เวลา 15.50 น. • เผยแพร่ 04 พ.ค. เวลา 09.00 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้น

หุ้นวิชั่น - ทีมข่าวหุ้นวิชั่นรายงาน Bloomberg เปิดเผยรายงานการจัดอันดับตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดในเอเชียประจำปี 2569 พบว่าความมั่งคั่งรวมของ 20 ตระกูลมหาเศรษฐีพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 6.47 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 23 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่สูงที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดอันดับมา โดยมีปัจจัยหลักจากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน

AI และโครงสร้างพื้นฐาน: ขุมทรัพย์ใหม่ของมหาเศรษฐี

รายงานระบุว่า ปี 2569 คือปีทองของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะตระกูล Lee แห่ง Samsung Group จากเกาหลีใต้ที่ความมั่งคั่งดีดตัวขึ้นเกือบเท่าตัวจากการส่งออกชิปหน่วยความจำประสิทธิภาพสูง เช่นเดียวกับตระกูล Zhang แห่ง China Hongqiao ที่ร่ำรวยจากการผลิตอลูมิเนียมเพื่อป้อนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์เทคโนโลยี

อินเดียผงาดครองแชมป์ - ไทยยังแกร่งในระดับภูมิภาค

ตระกูล Ambani เจ้าของอาณาจักร Reliance Industries จากอินเดีย ยังคงครองตำแหน่งอันดับ 1 ตระกูลที่รวยที่สุดในเอเชียด้วยทรัพย์สินกว่า 8.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ภาพรวมของมหาเศรษฐีอินเดียเริ่มมีอิทธิพลมากขึ้นในตารางอันดับ โดยครองไปถึง 3 ตำแหน่งใน Top 10

สำหรับประเทศไทย ยังคงรักษาบทบาทผู้นำด้านความมั่งคั่งในอาเซียนได้อย่างเหนียวแน่น โดยมี 2 ตระกูลใหญ่ติดอยู่ใน 10 อันดับแรก ได้แก่:

  • อันดับ 4: ตระกูลเจียรวนนท์ (เครือ CP) ด้วยทรัพย์สิน 4.48 หมื่นล้านดอลลาร์ จากความแข็งแกร่งในธุรกิจเกษตรแปรรูป ค้าปลีก และโทรคมนาคม
  • อันดับ 7: ตระกูลอยู่วิทยา (TCP/Red Bull) ด้วยทรัพย์สิน 3.29 หมื่นล้านดอลลาร์ จากความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังในระดับโลก

10 อันดับตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดในเอเชีย ประจำปี 2569

  • Ambani (อินเดีย) – Reliance Industries: 8.97 หมื่นล้านดอลลาร์
  • Kwok (ฮ่องกง) – Sun Hung Kai Properties: 5.02 หมื่นล้านดอลลาร์
  • Lee (เกาหลีใต้) – Samsung: 4.55 หมื่นล้านดอลลาร์
  • เจียรวนนท์ (ไทย) – CP Group: 4.48 หมื่นล้านดอลลาร์
  • Zhang (จีน) – China Hongqiao Group: 4.47 หมื่นล้านดอลลาร์
  • Tsai (ไต้หวัน) – Cathay/Fubon Financial: 3.43 หมื่นล้านดอลลาร์
  • อยู่วิทยา (ไทย) – TCP/Red Bull: 3.29 หมื่นล้านดอลลาร์
  • Hartono (อินโดนีเซีย) – Djarum/BCA: 3.02 หมื่นล้านดอลลาร์
  • Mistry (อินเดีย) – Shapoorji Pallonji: 2.95 หมื่นล้านดอลลาร์
  • Jindal (อินเดีย) – JSW Group: 2.94 หมื่นล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ให้เห็นว่า ความมั่งคั่งของตระกูลเหล่านี้ไม่ได้มาจากธุรกิจดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ (New Economy) ทั้งด้านพลังงานสะอาด โลจิสติกส์อัจฉริยะ และการลงทุนใน Data Center ซึ่งจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความมั่งคั่งในระยะยาวต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...