โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

จับตา “วิกฤตฮอร์มุซ” ลามถึง “ช่องแคบมะละกา” เส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจเอเชีย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซกำลังส่งแรงกระเพื่อมสู่ “ช่องแคบมะละกา” สร้างความกังวลต่อความมั่นคงด้านพลังงาน-ห่วงโซ่อุปทานเอเชีย

วันที่ 17 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สถานการณ์การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซโดยอิหร่านและสหรัฐ กำลังปลุกความกังวลครั้งใหม่ต่อคอขวดทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของเอเชีย โดยเฉพาะช่องแคบมะละกา ซึ่งเชื่อมมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก และเป็นเส้นทางการค้าหลักของโลก

ช่องแคบมะละกา ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ มีความแคบเพียง 2.7 กิโลเมตรในจุดที่แคบที่สุด และรองรับการค้าราว 40% ของโลก รวมถึงการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังประเทศเศรษฐกิจหลักในเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ทำให้พื้นที่นี้มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง

ในมุมมองของจีน ช่องแคบมะละกาถือเป็นจุดอ่อนสำคัญในสถานการณ์ความขัดแย้งทางทหาร หรือที่เรียกว่า “Malacca Dilemma” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถูกพูดถึงมาตั้งแต่ยุคของ Hu Jintao โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐฯ มีบทบาทควบคุมเส้นทางเดินเรือผ่านกองเรือที่ 7 และความไม่แน่นอนจากนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้สถานการณ์

ทรัมป์ระบุว่าได้สั่งให้กองทัพเรือสหรัฐสกัดเรือทุกลำในน่านน้ำสากลที่มีการจ่ายค่าผ่านทางให้อิหร่าน ส่งผลให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักอย่างมาก ขณะเดียวกันช่องแคบมะละกากลายเป็นพื้นที่สำคัญที่เรือของอิหร่านใช้ถ่ายโอนน้ำมันเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร โดยมีปลายทางหลักคือเอเชีย โดยเฉพาะจีน

แม้นักวิเคราะห์อย่าง Chuin Wei Yap จะมองว่ายังไม่มีภัยคุกคามโดยตรงต่อช่องแคบมะละกาในขณะนี้ แต่เตือนว่าความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ควรถูกประเมินล่วงหน้า เพราะสิ่งที่ดูเหมือนไม่น่าจะเกิดขึ้นในวันนี้ อาจกลายเป็นความจริงในอนาคต

ความตึงเครียดยังสะท้อนผ่านท่าทีของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย Singapore ยืนกรานไม่เห็นด้วยกับการเจรจาจ่ายค่าผ่านทางให้กับอิหร่าน ขณะที่ Malaysia เลือกใช้แนวทางการเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน

ด้าน Prabowo Subianto ผู้นำอินโดนีเซีย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยระบุว่ากว่า 70% ของพลังงานและการค้าของเอเชียตะวันออกต้องผ่านน่านน้ำของอินโดนีเซีย พร้อมเตือนว่าประเทศกำลังเป็นจุดสนใจของโลก

อินโดนีเซียยังอยู่ระหว่างพิจารณาข้อเสนอของสหรัฐในการอนุญาตให้เครื่องบินทหารบินผ่านน่านฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดการถกเถียงภายในประเทศ เนื่องจากกังวลว่าจะกระทบต่ออธิปไตยและอาจดึงประเทศเข้าสู่ความขัดแย้งโดยไม่ตั้งใจ

แม้ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของโลก โดยรองรับน้ำมันประมาณ 20% ของโลก แต่ช่องแคบมะละกากลับเป็นเส้นทางหลักของห่วงโซ่อุปทานในเอเชีย โดยมีเรือผ่านมากกว่า 82,000 ลำต่อปี และมีความยาวมากกว่าฮอร์มุซหลายเท่า ทำให้มีความเสี่ยงต่อการถูกรบกวนได้ในหลายจุด

ความเห็นที่แตกต่างระหว่างประเทศในภูมิภาคสะท้อนถึงแนวทางรับมือที่ไม่เหมือนกัน โดย Vivian Balakrishnan ย้ำว่าเสรีภาพในการเดินเรือเป็นสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องขออนุญาตหรือจ่ายค่าผ่านทาง

ขณะที่ฝั่งมาเลเซีย โดย Anwar Ibrahim และ Nurul Izzah Anwar มองว่าการเจรจาเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...