สุจิตต์ วงษ์เทศ | ขอฝน และสงกรานต์ วัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์
สงกรานต์ – เมษายน (ปฏิทินสากลสุริยคติ) เป็นช่วงฤดูร้อนและฝนแล้ง รัฐในอินเดียใต้กำหนดเป็นช่วงเวลา “มหาสงกรานต์” ขึ้นศักราชใหม่ หรือขึ้นปีใหม่ ซึ่งช่วงเวลาเดียวกันนี้ในอุษาคเนย์ ตรงกับ เดือน 5 (ปฏิทินจันทรคติ) เป็นหน้าแล้ง แห้งผากไม่มีฝนตก ทำนาไม่ได้ จึงเป็นช่วงเวลาอุษาคเนย์พร้อมกันเซ่นผีขอฝนเพื่อเริ่มทำนาในฤดูการผลิตต่อไป
ต่อมาด้วยเหตุการค้าทางทะเลสมุทร ดึงดูดพ่อค้าอินเดียใต้ค้าขายพร้อมกับเผยแผ่ศาสนาและวัฒนธรรม จึงทำให้บ้านเมืองทั้งหมดในอุษาคเนย์รับศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และรับศาสนาพุทธ พร้อมรับระบบปฏิทินสุริยคติจากอินเดียใต้ ด้วยการยก “มหาสงกรานต์” ขึ้นศักราชใหม่ ใช้งานในราชสำนักทุกแห่งของอุษาคเนย์ ซึ่งทำให้บ้านเมืองและรัฐในอุษาคเนย์ มีวัฒนธรรมร่วม 2 ชุดปะปนทับซ้อนกัน ได้แก่ พิธีขอฝนตามประเพณีดั้งเดิมของทุกบ้านเมือง และมหาสงกรานต์ที่รับมาใหม่ในราชสำนักของทุกประเทศ ครั้นหลังจากนั้นอีกนานนับพันปี จึงส่งต่อถึงประชาชน ซึ่งมีเรื่องราวความเป็นมาและความเปลี่ยนแปลง สืบเนื่องยาวนานนับพันปีมาแล้ว
อุษาคเนย์ดั้งเดิม มี “ขอฝน”
วัฒนธรรมดึกดำบรรพ์ของอุษาคเนย์ดั้งเดิมมีอายุมากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว (ก่อนรับวัฒนธรรมอินเดียมากกว่าพันปี) ได้แก่ (1.) โลกแบน (2.) ปฏิทินจันทรคติ มีดวงจันทร์เป็นศูนย์กลาง (3.) ปีนักษัตร มี 12 นักษัตรตามลำดับ เช่น ชวด, ฉลู, ขาล ฯลฯ (4.) นับถือศาสนาผี มีประเพณีพิธีกรรมเกี่ยวกับการทำมาหากินประจำทุกเดือน แต่เฉพาะที่สำคัญคือขึ้นปีนักษัตรใหม่และขอฝน ดังนี้
ขึ้นปีนักษัตรใหม่ หรือขึ้นปีใหม่ เดือนอ้าย คือ เดือนที่ 1 (ตรงกับปฏิทินสุริยคติราว พฤศจิกายน-ธันวาคม) หลังลอยกระทงเดือน 12 (อินเดียไม่มีปีนักษัตร)
ขอฝน เดือน 4-5 ต่อเนื่องกันในหน้าแล้ง (ตรงกับปฏิทินสุริยคติราวกุมภาพันธ์-เมษายน)
เหตุจากฝนแล้งไม่มีน้ำ จึงทำนาไม่ได้ ชาวบ้านต้องพักทำนารอฝนตก จากนั้นร่วมกันมีพิธีเซ่นผีปีละครั้งในช่วงเวลานี้ พร้อมกับขอฝนเพื่อทำนาฤดูการผลิตต่อไป ขณะเดียวกันขอผีฟ้ารักษาโรคด้วย จึงมีกิจกรรม ดังนี้
(1.) เซ่นผีฟ้า และเลี้ยงผีบรรพชน (ผีเรือน, ผีบ้าน, ผีเมือง) ขอความอุดมสมบูรณ์มีฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล
(2.) เข้าทรงผีฟ้า, ขอคำทำนาย, รักษาโรค, และรดน้ำดำหัว
(3.) แห่นางแมว สาดน้ำนางแมว เหตุจากเชื่อว่าแมวเป็นสัตว์บันดาลความแห้งแล้งหรือ “ตัวแล้งน้ำ” เพราะแมวกลัวน้ำ
(4.) ปั้นเมฆ หมายถึงปั้นดินเหนียวไว้กลางแจ้ง เป็นรูปการร่วมเพศของหญิง-ชาย บันดาลให้มีการเกิด คือความอุดมสมบูรณ์
(5.) เล่นเพลงโต้ตอบหญิงชายด้วยเรื่องเพศ
(6.) เข้าทรงแม่ศรี เทวีแห่งข้าว
(7.) เล่นเข้าทรงผีสิงเครื่องมือทำมาหากิน
และอาจมีกิจกรรมอื่นๆ อีกแตกต่างตามท้องถิ่น
รับสงกรานต์จากอินเดีย
ราว 1,500 ปีที่แล้ว หรือเรือน พ.ศ.1000 (วัฒนธรรมทวารวดี) การค้าอินเดียใต้แผ่ถึงอุษาคเนย์ ทุกประเทศในอุษาคเนย์รับวัฒนธรรมอินเดียภาคใต้ ได้แก่ มหาสงกรานต์, ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู, ศาสนาพุทธ ฯลฯ
มหาสงกรานต์ เปลี่ยนศักราชใหม่หรือขึ้นปีใหม่ของชาวทมิฬในอินเดียใต้ เมื่อดวงอาทิตย์ย้ายออกจากราศีมีน เข้าสู่ราศีเมษ (สำหรับอินเดียส่วนอื่น เช่น อินเดียเหนือเปลี่ยนศักราชใหม่ ขึ้นปีใหม่ ช่วงเวลาอื่น ซึ่งไม่ตรงกับอินเดียใต้)
ราศี หมายถึงกลุ่มดาวมีชื่อต่างกัน 12 หมู่ เมื่อดวงอาทิตย์โคจรผ่านดาวกลุ่มใด ก็เรียกชื่อราศีตามดาวกลุ่มนั้น เช่น ราศีมีน, ราศีเมษ ฯลฯ
สงกรานต์ของราชสำนัก
รัฐโบราณอุษาคเนย์ต่างรับมหาสงกรานต์จากอินเดียใต้เหมือนกันทุกรัฐ เช่น รัฐบนเกาะชวา (อินโดนีเซีย), รัฐศรีเกษตร (พม่า), รัฐศรีโคตรบูร (ลาว), รัฐอีศานปุระ (กัมพูชา), รัฐจามปา (เวียดนาม), รัฐทวารวดี (ไทย)
แล้วต่างยกย่องเป็นขึ้นปีใหม่ของตนเหมือนกันทุกรัฐ ด้วยการทำพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ในเทวสถานและในราชสำนัก
รัฐทวารวดี ในไทย มีศูนย์กลางอยู่เมืองศรีเทพ (อ .ศรีเทพ จ. เพชรบูรณ์) พบประติมากรรมหินเป็นเทวรูป “พระสุริยเทพ“ หลายองค์ ซึ่งสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ให้แสงสว่างและเป็นต้นทางปฏิทินสุริยคติที่กำหนดสงกรานต์ทุกเดือน (เรียก “สงกรานต์เดือน”) กับ “มหาสงกรานต์” เฉพาะเดือนเมษายน เป็นหลักฐานเก่าสุดในไทย
แต่ประชาชนไม่รู้จักสงกรานต์ เพราะเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เฉพาะของราชสำนักเท่านั้น ดังนั้นประชาชนขึ้นปีใหม่ เริ่มปีนักษัตรใหม่ เดือนอ้าย และมีการละเล่นในพิธีขอฝน เดือน 5 หน้าแล้งเป็นปกติ ช่วงเวลาเดียวกับสงกรานต์
แปลงสงกรานต์เป็นเถรวาท
สงกรานต์ตามคติทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูจากรัฐทวารวดี ศรีเทพ-ละโว้ ลุ่มน้ำป่าสักถูกแปลงเป็นพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา เรื่อน พ.ศ. 1700 แล้วแพร่หลายไปรัฐอื่นๆ เช่น รัฐอโยธยา (อยุธยา), รัฐหริภุญชัย (ลำพูน) ฯลฯ
[จากรัฐหริภุญชัย สงกรานต์แพร่หลายไปเมืองเชียงใหม่ รัฐล้านนา แล้วส่งต่อให้เมืองสิบสองพันนา (ในจีน) สืบมาจนทุกวันนี้]
สงกรานต์ตามคติพุทธเถรวาท ลังกา ในอยุธยา เริ่มแรกเฉพาะราชสำนักเท่านั้น ไม่แพร่หลายถึงราษฎร พบหลักฐานลาลูแบร์ว่าประชาชนอยุธยาไม่รู้จักสงกรานต์ (รัฐเจินละในบันทึกจีนโจวต้ากวาน เดือน 5 เป็นพระราชพิธีสรงน้ำพระ)
ดังนั้นในขณะราชสำนักอยุธยาขึ้นปีใหม่สงกรานต์ (เมษายน) ส่วนประชาชนอยุธยาขึ้นปีใหม่เดือนอ้าย (พฤศจิกายน-ธันวาคม) แล้วมีการละเล่นขอฝน เดือน 5
ประชาชนเล่นสงกรานต์
สงกรานต์ทางศาสนาพุทธ สืบต่อจากอยุธยา, ธนบุรี เป็นที่รู้จักของคนบางกลุ่มในบางกอก ดังพบบทพรรณนาสงกรานต์ในนิราศเดือน ของเสมียนมี (กวีแผ่นดิน ร.3)
ตำนานสงกรานต์ในนิทานเรื่องท้าวกบิลพรหม ถูกทำให้แพร่หลายด้วยจารึกที่วิหารพระนอน วัดโพธ์ (ท่าเตียน) แผ่นดิน ร.3 เป็นพยานว่าความรู้สงกรานต์ถูกกระจายผ่านพิธีกรรมในวัดทั่วประเทศ โดยพระสงฆ์ยกนิทานท้าวกบิลพรหมจากวัดโพธิ์ไปเทศน์บอกญาติโยม แล้วแปลงเซ่นผีบรรพชนเป็นพุทธ เรียก “ชักบังสุกุล”
จากนั้นประชาชนส่วนมากทั้งประเทศรู้จักสงกรานต์ผ่านเพลงสุนทราภรณ์ที่ออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงสมัยแรกๆ แต่ถูกกระตุ้นขนานใหญ่เมื่อมีการท่องเที่ยว อย่างเป็นทางการ
นับแต่นั้นสงกรานต์เน้นสาดน้ำอย่างจริงจังเพื่อสร้างมูลค่าจากวัฒนธรรมท่องเที่ยว และประสบความสำเร็จอย่างสูงในปัจจุบัน แต่คำอธิบายของทางการไทยไม่แยกแยะตรงไหนของพื้นเมืองดั้งเดิม ตรงไหนรับจากอินเดียใต้ ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน
ผลิตซ้ำ
ชาตินิยมทางประวัติศาสตร์ด้วยอารมณ์และความรู้สึกคลั่งความเป็นไทย “เชื้อชาติไทย” ต้องการให้สงกรานต์เป็นประเพณีของไทยเท่านั้น ซึ่งสืบเนื่องจากระบบการศึกษาที่ไม่ซื่อตรงต่อเหตุผลตามหลักฐานวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา ดังนั้นสื่อมวลชนจึงต้อง “ผลิตซ้ำ” เรื่องสงกรานต์ตามข้อมูลหลักฐานวิชาการเท่าที่ตรวจพบขณะนี้ที่ไม่ตรงกับอารมณ์และความรู้สึกคลั่ง “เชื้อชาติไทย” ที่ไม่มีจริง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ | ขอฝน และสงกรานต์ วัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th