หญิงตามเทรนด์ไวรัล "กินบลูเบอร์รี" เพื่อสุขภาพ สุดท้ายป่วย นิ่วในกระเพาะอาหาร
วัยรุ่นหญิงจีน ตามเทรนด์ไวรัล "กินบลูเบอร์รี" จำนวนมาก ติดต่อกัน 2 วัน หวังสุขภาพดี สุดท้ายป่วย "นิ่วในกระเพาะอาหาร" แพทย์เตือน คน 4 กลุ่มที่ควรเลี่ยง
เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์
เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569
รายงานจากสื่อต่างประเทศ เทรนด์ฮิตในโลกออนไลน์จีนอ้างว่า “บลูเบอร์รีช่วยต้านการอักเสบ” หรือเป็น “ยาต้านอักเสบตามธรรมชาติ” ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยแห่ซื้อมารับประทานตามกัน
อย่างไรก็ตาม เกิดกรณีเตือนภัยเมื่อหญิงรายหนึ่งในมณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีนรับประทานบลูเบอร์รีในปริมาณมากติดต่อกัน 2 วัน จนเกิดอาการปวดท้องรุนแรงและอาเจียน ก่อนถูกนำตัวส่งห้องฉุกเฉิน
แพทย์ตรวจพบก้อนแข็งในกระเพาะอาหาร และวินิจฉัยว่าเป็น“นิ่วในกระเพาะอาหาร” ซึ่งมีสาเหตุจากการบริโภคบลูเบอร์รีมากเกินไปในระยะเวลาสั้น ทำให้เพกตินและแทนนินจับตัวเป็นก้อน อาจรุนแรงถึงขั้นก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้
รายงานจากสื่อจีนระบุว่า หญิงคนดังกล่าวเชื่อข้อมูลที่เผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับประโยชน์ของบลูเบอร์รี จึงรับประทานวันละประมาณ 250 กรัมต่อเนื่อง 2 วันส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องเฉียบพลัน คลื่นไส้ และกรดไหลย้อน เมื่อเข้ารับการตรวจจึงพบว่ามีนิ่วในกระเพาะแล้ว
แพทย์ระบุว่า บลูเบอร์รีมีสารแอนโทไซยานินและใยอาหารสูง ซึ่งมีส่วนช่วยลดการอักเสบระดับต่ำเรื้อรัง ส่งเสริมสุขภาพหลอดเลือด และปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ อีกทั้งสารต้านอนุมูลอิสระยังช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงกลุ่มอาการเมตาบอลิกอย่างไรก็ตาม ต้องเน้นย้ำว่า คุณสมบัติ “ต้านการอักเสบ” ของอาหารเป็นเพียงการดูแลระยะยาว แตกต่างจากยาปฏิชีวนะหรือยาต้านอักเสบทางการแพทย์โดยสิ้นเชิง
พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า แม้บลูเบอร์รีจะเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ แต่มีเพกตินและแทนนินในปริมาณสูง หากรับประทานขณะท้องว่างและในปริมาณมาก สารเหล่านี้จะทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะ และจับกับโปรตีนจนกลายเป็นก้อนแข็งที่ย่อยยาก โดยเฉพาะผู้ที่มีระบบย่อยอาหารอ่อนแอหรือไวต่อสิ่งกระตุ้น อาจยิ่งเพิ่มภาระให้ระบบทางเดินอาหาร และเสี่ยงต่อภาวะลำไส้อุดตันได้
นักโภชนาการแนะนำว่า ผู้ใหญ่ควรรับประทานบลูเบอร์รีในปริมาณที่เหมาะสมและไม่ควรกินขณะท้องว่าง โดยปริมาณที่เหมาะสมคือวันละประมาณ 1 กำมือ (ราว 10–20 ผล) และควรเลือกผลขนาดกลางเพื่อให้ได้ทั้งรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ
พร้อมย้ำว่าไม่ควรมองบลูเบอร์รีเป็น “ยารักษาโรค” โดยเฉพาะการอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หากละเลยการรักษาและหวังพึ่งอาหารเพียงอย่างเดียว อาจทำให้อาการเล็กน้อยลุกลามเป็นภาวะรุนแรง เช่น การติดเชื้อเป็นหนองหรือภาวะขาดน้ำ
4 กลุ่มเสี่ยงควรหลีกเลี่ยงการกินบลูเบอร์รีในปริมาณมาก
แพทย์ยังระบุถึงคน 4 กลุ่มที่ไม่ควรบริโภคบลูเบอร์รีมากเกินไป ได้แก่
1.ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ควรระวังปริมาณน้ำตาลในผลไม้ที่อาจกระทบระดับน้ำตาลในเลือด
2.ผู้ที่มีภาวะม้ามและกระเพาะอ่อนแอ หรือท้องเสียง่าย
เนื่องจากบลูเบอร์รีมีฤทธิ์เย็น อาจทำให้อาการแย่ลง
3.ผู้ป่วยโรคไต
เนื่องจากออกซาเลตในบลูเบอร์รีอาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดนิ่ว
4.ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น วาร์ฟาริน)
เพราะสารซาลิไซเลตในบลูเบอร์รีอาจรบกวนฤทธิ์ยา และเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีเลือดออก
ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า แม้อาหารจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่การบริโภคต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม และไม่ควรเชื่อตามกระแสโดยขาดความรู้ที่ถูกต้อง
ที่มา ETtoday
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หญิงตามเทรนด์ไวรัล "กินบลูเบอร์รี" เพื่อสุขภาพ สุดท้ายป่วย นิ่วในกระเพาะอาหาร
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th