โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

หญิงตามเทรนด์ไวรัล "กินบลูเบอร์รี" เพื่อสุขภาพ สุดท้ายป่วย นิ่วในกระเพาะอาหาร

Khaosod

อัพเดต 17 เม.ย. เวลา 08.40 น. • เผยแพร่ 17 เม.ย. เวลา 08.40 น.

วัยรุ่นหญิงจีน ตามเทรนด์ไวรัล "กินบลูเบอร์รี" จำนวนมาก ติดต่อกัน 2 วัน หวังสุขภาพดี สุดท้ายป่วย "นิ่วในกระเพาะอาหาร" แพทย์เตือน คน 4 กลุ่มที่ควรเลี่ยง

เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ เทรนด์ฮิตในโลกออนไลน์จีนอ้างว่า “บลูเบอร์รีช่วยต้านการอักเสบ” หรือเป็น “ยาต้านอักเสบตามธรรมชาติ” ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยแห่ซื้อมารับประทานตามกัน

อย่างไรก็ตาม เกิดกรณีเตือนภัยเมื่อหญิงรายหนึ่งในมณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีนรับประทานบลูเบอร์รีในปริมาณมากติดต่อกัน 2 วัน จนเกิดอาการปวดท้องรุนแรงและอาเจียน ก่อนถูกนำตัวส่งห้องฉุกเฉิน

แพทย์ตรวจพบก้อนแข็งในกระเพาะอาหาร และวินิจฉัยว่าเป็น“นิ่วในกระเพาะอาหาร” ซึ่งมีสาเหตุจากการบริโภคบลูเบอร์รีมากเกินไปในระยะเวลาสั้น ทำให้เพกตินและแทนนินจับตัวเป็นก้อน อาจรุนแรงถึงขั้นก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้

รายงานจากสื่อจีนระบุว่า หญิงคนดังกล่าวเชื่อข้อมูลที่เผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับประโยชน์ของบลูเบอร์รี จึงรับประทานวันละประมาณ 250 กรัมต่อเนื่อง 2 วันส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องเฉียบพลัน คลื่นไส้ และกรดไหลย้อน เมื่อเข้ารับการตรวจจึงพบว่ามีนิ่วในกระเพาะแล้ว

แพทย์ระบุว่า บลูเบอร์รีมีสารแอนโทไซยานินและใยอาหารสูง ซึ่งมีส่วนช่วยลดการอักเสบระดับต่ำเรื้อรัง ส่งเสริมสุขภาพหลอดเลือด และปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ อีกทั้งสารต้านอนุมูลอิสระยังช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงกลุ่มอาการเมตาบอลิกอย่างไรก็ตาม ต้องเน้นย้ำว่า คุณสมบัติ “ต้านการอักเสบ” ของอาหารเป็นเพียงการดูแลระยะยาว แตกต่างจากยาปฏิชีวนะหรือยาต้านอักเสบทางการแพทย์โดยสิ้นเชิง

พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า แม้บลูเบอร์รีจะเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ แต่มีเพกตินและแทนนินในปริมาณสูง หากรับประทานขณะท้องว่างและในปริมาณมาก สารเหล่านี้จะทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะ และจับกับโปรตีนจนกลายเป็นก้อนแข็งที่ย่อยยาก โดยเฉพาะผู้ที่มีระบบย่อยอาหารอ่อนแอหรือไวต่อสิ่งกระตุ้น อาจยิ่งเพิ่มภาระให้ระบบทางเดินอาหาร และเสี่ยงต่อภาวะลำไส้อุดตันได้

นักโภชนาการแนะนำว่า ผู้ใหญ่ควรรับประทานบลูเบอร์รีในปริมาณที่เหมาะสมและไม่ควรกินขณะท้องว่าง โดยปริมาณที่เหมาะสมคือวันละประมาณ 1 กำมือ (ราว 10–20 ผล) และควรเลือกผลขนาดกลางเพื่อให้ได้ทั้งรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ

พร้อมย้ำว่าไม่ควรมองบลูเบอร์รีเป็น “ยารักษาโรค” โดยเฉพาะการอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หากละเลยการรักษาและหวังพึ่งอาหารเพียงอย่างเดียว อาจทำให้อาการเล็กน้อยลุกลามเป็นภาวะรุนแรง เช่น การติดเชื้อเป็นหนองหรือภาวะขาดน้ำ

4 กลุ่มเสี่ยงควรหลีกเลี่ยงการกินบลูเบอร์รีในปริมาณมาก

แพทย์ยังระบุถึงคน 4 กลุ่มที่ไม่ควรบริโภคบลูเบอร์รีมากเกินไป ได้แก่

1.ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ควรระวังปริมาณน้ำตาลในผลไม้ที่อาจกระทบระดับน้ำตาลในเลือด

2.ผู้ที่มีภาวะม้ามและกระเพาะอ่อนแอ หรือท้องเสียง่าย

เนื่องจากบลูเบอร์รีมีฤทธิ์เย็น อาจทำให้อาการแย่ลง

3.ผู้ป่วยโรคไต

เนื่องจากออกซาเลตในบลูเบอร์รีอาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดนิ่ว

4.ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น วาร์ฟาริน)

เพราะสารซาลิไซเลตในบลูเบอร์รีอาจรบกวนฤทธิ์ยา และเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีเลือดออก

ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า แม้อาหารจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่การบริโภคต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม และไม่ควรเชื่อตามกระแสโดยขาดความรู้ที่ถูกต้อง

ที่มา ETtoday

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หญิงตามเทรนด์ไวรัล "กินบลูเบอร์รี" เพื่อสุขภาพ สุดท้ายป่วย นิ่วในกระเพาะอาหาร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...