vivo X300 Ultra และ X300 FE รุกตลาดโลกด้วยสเปคกล้องเรือธงและขุมพลัง Snapdragon รุ่นล่าสุด
vivo ประกาศเดินเครื่องทำตลาดสากลสำหรับสมาร์ตโฟนเรือธงซีรีส์ล่าสุดอย่างX300 Ultra และX300 FE อย่างเป็นทางการ โดยประเดิมตลาดยุโรปในประเทศสเปนช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ ชูจุดเด่นนวัตกรรมกล้องถ่ายภาพความละเอียดสูงระดับ 200 ล้านพิกเซลและชิปประมวลผลสถาปัตยกรรมใหม่ล่าสุด
หลังจากเปิดตัวและวางจำหน่ายในประเทศจีนไปเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา vivo ได้ยืนยันแผนการนำสมาร์ตโฟนเรือธงแห่งปีอย่างX300 Ultra ออกสู่ตลาดโลก โดยข้อมูลจากร้านค้าออนไลน์อย่างเป็นทางการของvivo ในประเทศสเปนระบุว่าตัวเครื่องจะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 24 เมษายนนี้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นกำหนดการเดียวกับประเทศอื่นๆ ในโซนยุโรป ในขณะเดียวกัน รุ่นรองท็อปอย่าง X300 FE ที่เคยเปิดตัวในรัสเซียเมื่อเดือนก่อน ก็เตรียมลุยตลาดโลกด้วยเช่นกัน โดยมีการปรับเปลี่ยนดีไซน์เล็กน้อยจากเวอร์ชันที่เคยวางจำหน่ายไปก่อนหน้านี้
สำหรับ vivo X300 Ultra ถูกวางตัวให้เป็นสมาร์ตโฟนเรือธงที่เน้นศักยภาพด้านการถ่ายภาพขั้นสุด โดยจัดเต็มฮาร์ดแวร์ระดับพรีเมียม ดังนี้
- หน้าจอแสดงผลแบบ LTPO AMOLED ขนาด 6.82 นิ้ว ความละเอียด 1440x3168 พิกเซล พร้อมอัตรารีเฟรช 144HZ
- ขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผลระดับท็อป Snapdragon 8 Elite Gen 5
- หน่วยความจำ RAM มีให้เลือกขนาด 12GB และ 16GB คู่กับพื้นที่จัดเก็บข้อมูลความจุ 256GB, 512GB และสูงสุด 1TB
- ชุดกล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 200 ล้านพิกเซลบนเซนเซอร์ขนาด 1 ต่อ 1.2 นิ้วพร้อมระบบกันสั่นแบบกิมบอล กล้องเทเลโฟโตแบบเพอริสโคปความละเอียด 200 ล้านพิกเซลรองรับการซูมออปติคัล 3.7 เท่าพร้อมระบบกันสั่น OIS และกล้องอัลตราไวด์ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล
- กล้องหน้าความละเอียด 50 ล้านพิกเซลรองรับระบบโฟกัสอัตโนมัติ
- แบตเตอรี่ความจุ 6,600mAh รองรับระบบชาร์จไวผ่านสาย 100W และไร้สาย 40W
ทางด้านvivo X300 FE ยังคงมอบประสิทธิภาพที่ทรงพลังในระดับที่เข้าถึงง่ายขึ้น ด้วยสเปคที่น่าสนใจ ได้แก่
- หน้าจอ LTPO AMOLED ขนาด 6.31 นิ้ว ความละเอียด 1216x2640 พิกเซล อัตรารีเฟรช 120HZ และดันความสว่างสูงสุดได้ถึง 5,000 นิต
- ใช้ชิปประมวลผล Snapdragon 8 Gen 5 พร้อม RAM ขนาด 12GB และพื้นที่จัดเก็บข้อมูล 256GB หรือ 512GB
- ระบบกล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซลพร้อมระบบกันสั่น OIS กล้องเทเลโฟโตแบบเพอริสโคปความละเอียด 50 ล้านพิกเซลซูมออปติคัล 3 เท่าพร้อมระบบกันสั่น OIS และกล้องอัลตราไวด์ 8 ล้านพิกเซล
- กล้องหน้าความละเอียด 50 ล้านพิกเซลพร้อมระบบโฟกัสอัตโนมัติ
- แบตเตอรี่ความจุ 6,500mAh รองรับระบบชาร์จไวผ่านสาย 90W และชาร์จไร้สาย 40W
สมาร์ตโฟนทั้งสองรุ่นจะทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 16 ครอบทับด้วยส่วนติดต่อผู้ใช้งาน OriginOS ของทาง vivo การตัดสินใจนำสมาร์ตโฟนรุ่นท็อปออกมาทำตลาดโลกครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณท้าชนคู่แข่งในตลาดพรีเมียมอย่างเต็มรูปแบบ
ก้าวต่อไปที่ต้องจับตามองคือการประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการและรายชื่อกลุ่มประเทศที่จะได้รับสิทธิ์วางจำหน่ายในเฟสต่อไป การรุกตลาดโลกครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความทะเยอทะยานของ vivo ที่ต้องการชิงพื้นที่ในตลาดสมาร์ตโฟนระดับไฮเอนด์ โดยใช้เทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพที่พัฒนาร่วมกับฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูงเป็นอาวุธหลักในการดึงดูดผู้ใช้งานทั่วโลก
แหล่งที่มา gsmarena