ผ่านมา 8 ปี 3 เลือกตั้ง! ศาลอาญาเพิ่งยกฟ้อง คดีชุมนุมเรียกร้องให้ประยุทธ์จัดเลือกตั้ง #UN62
คดีชุมนุมของกลุ่ม "คนอยากเลือกตั้ง" เมื่อปี 2561 เรียกร้องให้คสช. จัดเลือกตั้งโดยโปร่งใสและคืนอำนาจให้ประชาชนพิจารณาคดียืดเยื้อมานาน ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องแล้ว โดยศาลเห็นว่า จำเลยปฏิบัติตามขั้นตอนของพ.ร.บ.ชุมนุมฯ แล้ว ไม่ได้สร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง ไม่ได้ใช้ความรุนแรง เป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ยกฟ้องข้อหายุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ลงโทษปรับคนละ 200 บาท ฐานใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต
เหตุของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21-22 พฤษภาคม 2561 กลุ่มนักกิจกรรมจำนวนหนึ่งรวมตัวกันเฉพาะกิจในนาม "กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง" จัดชุมนุมเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จัดการเลือกตั้งตามกลไกของรัฐธรรมนูญ 2560 หลังเลื่อนกำหนดการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง โดยนัดหมายชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และค้างคืนที่หน้าหอประชุมเล็กหนึ่งคืน ก่อนออกเดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 4 ปี การทำรัฐประหารยึดอำนาจของ คสช. การชุมนุมครั้งนั้นมีผู้นำการชุมนุมที่เป็นที่จดจำ เช่น อานนท์ นำภา รังสิมันต์ โรม สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือนิวและณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ เป็นต้น
การเดินขบวนเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากถูกขัดขวางโดยกำลังตำรวจชุดควบคุมฝูงชน เมื่อเดินขบวนออกจากรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ถูกกำลังตำรวจตั้งแถวขวางบริเวณหน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ทำให้ขบวนเคลื่อนต่อไม่ได้และมีการยื้อยุดกันบริเวณนั้น ต่อมาเมื่อผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งที่จะตามเข้ามาสมทบแต่เข้ามาไม่ได้รวมตัวกันบริเวณหน้ากองสลากเก่า จึงตัดสินใจเดินไปยังทำเนียบรัฐบาลเลย และก็ถูกตำรวจอีกหลายร้อยนายตั้งแถวสกัดที่บริเวณถนนราชดำเนินนอกหน้าอาคารสหประชาชาติ และจับกุมผู้อยู่ในเหตุการณ์ไปทั้งหมด ทำให้มีคนถูกดำเนินคดีจากคดีนี้อย่างน้อย 62 คน และเรียกคดีนี้เป็นชื่อเล่นว่า UN62
การฟ้องคดีถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวน 41 คน ถูกฟ้องฐานชุมนุมทางการเมือง ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช. ซึ่งศาลยกฟ้องไปแล้วเมื่อปี 2566 ส่วนคดีหลักมีจำเลย 21 คนที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นแกนนำในการจัดชุมนุม ถูกตั้งข้อหายุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป กระทำการใดๆให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองตามมาตรา 215 เมื่อเจ้าหน้าที่สั่งให้เลิกแล้วก็ไม่เลิก ตามาตรา 216 ร่วมกันชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ห้าคน ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ข้อ 12 ร่วมกันเดินแถวหรือเดินขบวนกีดขวางการจราจร ร่วมกันชุมนุมกีดขวางทางเข้าออกหน่วยงานของรัฐหรือสถานศึกษา ร่วมกันชุมนุมสาธารณะในระหว่างมีคำสั่งห้าม ร่วมกันชุมนุมสาธารณะโดยก่อให้เกิดความเดือดร้อนเกินสมควร ขัดขวางการฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลการชุมนุมสาธารณะ ร่วมกันไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลการชุมนุมสาธารณะตามพ.ร.บ.ชุมนุมฯ ข้อหาลักทรัพย์จากการต่อกระแสไฟฟ้า ข้อหาทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหาย และข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต
หลังใช้เวลาพิจารณาคดีนานเกือบ 8 ปี ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 9:00 น. โดยในวันนี้อานนท์ นำภา และเอกชัย หงส์กังวาน ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจากคดีอื่นจึงถูกพาตัวมาจากเรือนจำเพื่อฟังคำพิพากษา ส่วนจำเลยคนอื่น รวมทั้ง ปิยรัฐ จงเทพ สส.พรรคประชาชน ชลธิชา แจ้งเร็ว อดีตสส. พรรคประชาชน สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ อดีตกรรมาธิการพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง, ศรีไพร นนทรี สหภาพแรงงานแพลตฟอร์มไรเดอร์ เดินทางมาศาล ส่วนรังสิมันต์ โรม ซึ่งเคยเป็นจำเลยในคดีนี้ไม่ได้มาศาลเพราะถูกแยกไปดำเนินคดีต่างหากเนื่องจากใช้เอกสิทธิ์ของสส. เลื่อนคดีออกไป จำเลยคนหนึ่งอยู่ระหว่างบวชเป็นพระภิกษุ และจำเลยอีกคนหนึ่งปัจจุบันประกอบอาชีพเป็นข้าราชการตำรวจ ด้านทนายความจำเลยแถลงต่อศาลว่า จำเลยหนึ่งคนเสียชีวิตแล้วระหว่างการพิจารณาคดี จำเลยอีกสองคนป่วยติดเตียงไม่สามารถมาศาลได้ เบื้องต้นศาลจะเลื่อนไปฟังคำพิพากษาในวันอื่นและให้อัยการโจทก์ไปสืบข้อเท็จจริงว่า จำเลยเสียชีวิตแล้วจริงหรือไม่ แต่ฝ่ายโจทก์ไม่ได้คัดค้านข้อเท็จจริงนี้ และจำเลยหลายคนไม่สะดวกมาศาลในวันหลัง ศาลจึงสั่งให้พาตัวจำเลยที่ป่วยอยู่มาศาลให้ได้ และนัดฟังคำพิพากษาใหม่ในเวลา 14:00 น.
ในช่วงบ่ายจำเลยสองคนที่ป่วยมีรถพยาบาลไปรับที่บ้านและพาตัวมาศาลในสภาพที่นอนอยู่บนเตียง โดยจำเลยที่ป่วยต้องอยู่ในห้องเวรชี้และฟังคำพิพากษาผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ไม่ได้ขึ้นมาในห้องพิจารณาคดี ศาลเริ่มอ่านคำพิพากษาในเวลาประมาณ 14:20 น. สรุปได้ว่า ขณะเกิดเหตุมีรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 44 รับรองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ แต่เสรีภาพการชุมนุมอาจถูกจำกัดได้โดยกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี และกฎหมายดังกล่าวจะต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ซึ่งพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 กำหนดหลักเกณฑ์การชุมนุมไว้เพื่อกำกับดูแลความสงบเรียบร้อย โดยสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
ก่อนวันจัดชุมนุมจำเลยที่ 12 (ชลธิชา) มีหนังสือแจ้งไปยังสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม แจ้งการชุมนุมว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม โดยจะเคลื่อนขบวนไปหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และจะเลิกการชุมนุมในเวลาไม่เกิน 18:00 น. เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว แม้ตำรวจจำแจ้งกลับว่า การชุมนุมดังกล่าวอาจขัดต่อคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 เรื่องการห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปก็ตาม แต่เมื่อภายหลังหัวหน้าคสช. ได้มีคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 22/2561 ให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 ไปแล้วจึงไม่อาจกล่าวได้ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดอีกต่อไป การชุมนุมที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21-22 พฤษภาคม 2561 จึงเป็นการชุมนุมโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
พฤติการณ์ของการชุมนุมในคดีนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายปากที่เป็นพยานโจทก์มาเบิกความได้ความว่า ตำรวจนำแผงเหล็กไปตั้งปิดการจราจรเป็นแนวยาวบริเวณหน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ไม่ใช่ผู้ชุมนุมเป็นฝ่ายเริ่มก่อน การมีรถกระบะติดเครื่องขยายเสียงของผู้ชุมนุม และมีรายงานเหตุรถชน แต่สำนวนสอบสวนไม่ปรากฏการบาดเจ็บ มีเพียงการยื้อกันของผู้ชุมนุมกับตำรวจ แต่ผู้ชุมนุมไม่สามารถผ่านแนวรั้วเหล็กออกไปได้ ส่วนที่มีผู้ชุมนุมไปรวมตัวกันบริเวณหน้ากองสลากเก่าก็เป็นเพราะตำรวจตั้งแผงกั้นไว้ ไม่สามารถเข้าไปที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้
เมื่อมีกลุ่มผู้ชุมนุมเดินไปถึงหน้าอาคารสหประชาชาติ ในเวลาประมาณ 14:20 น. ตำรวจก็ตั้งแผงเหล็กกั้นไม่ให้ผู้ชุมนุมไปถึงทำเนียบรัฐบาล จึงเสียช่องทางการจราจรไปเพราะการกระทำของตำรวจเอง ตามรายงานบอกว่า การชุมนุมเดินเท้านั้นเสียช่องทางการจราจรไป 1 ช่องทาง จึงไม่ได้กีดขวางทางเข้าออกสถานที่ราชการ ไม่ได้ก่อให้เกิดความไม่สะดวกของประชาชนที่สัญจร ไม่ได้ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเกินสมควรที่จะคาดหมายได้ ไม่ถึงขนาดกีดขวางการจราจร โดยสภาพปกติของการชุมนุมเดินเท้าที่ต้องกีดขวางการจราจรอยู่บ้าง ขณะที่จำเลยบางคนเบิกความว่า นั่งแท็กซี่ไปถึงบริเวณดังกล่าว แสดงว่าถนนสามารถสัญจรได้ จึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้ง 18 คน ชุมนุมกีดขวางทางสาธารณะหรือกีดขวางทางเข้าออก หรือทำให้เสียหายซึ่งทรัพย์สินของผู้อื่น หรือขัดขวางหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน
สำหรับความผิดฐานยุยงปลุกปั่น หรือต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ฝ่ายโจทก์มีพล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารฝ่ายกฎหมายของคสช. เบิกความว่า จำเลยชุมนุมทางการเมือง ปราศรัยโจมตีคสช. เรียกร้องให้ทหารเลิกสนับสนุนรัฐบาล ให้ทหารไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งพล.ต.บุรินทร์ ไม่ได้เห็นเหตุการณ์เอง เป็นเพียงการฟังมาจากคำบอกเล่า พิจารณาจากคำปราศรัยของจำเลยจากบันทึกวิดีโอของตำรวจแล้วพบว่า "จำเลยที่ 1 กล่าวว่า ข้อเรียกร้องของเรา คือ เลือกตั้งปีนี้ … ใครจะไปสน.ชนะสงคราม ขอให้ตามไปอย่างสงบ" จำเลยที่ 2 กล่าวว่า "เราต่อสู้กับระบอบของมาเฟีย ที่ผู้นำพิน็อคคิโอไม่ยอมให้เลือกตั้ง …" ในคำปราศรัยมีการแจ้งขั้นตอนการชุมนุม และเส้นทางการชุมนุมให้ไม่ใช้ความรุนแรง โดยไม่ปรากฏว่า มีการขนคนมาชุมนุม เป็นการรวมตัวของคนที่เห็นด้วยกัน ไม่ใช่ม็อบจัดตั้งที่ขนคนมาเรียกร้องให้ได้จุดประสงค์ทางการเมือง
ตำรวจที่เป็นพยานโจทก์เบิกความว่า การชุมนุมครั้งนี้ไม่มีความรุนแรง ผู้ชุมนุมไม่ได้ใช้กำลังทำร้ายตำรวจ เจตนาคือให้มีการเลือกตั้ง เมื่อจำเลยอ่านแถลงการณ์เสร็จก็ยอมให้ตำรวจจับกุมโดยดี เมื่อต่อมาพล.อ.ประยุทธ์ประกาศวันเลือกตั้งแล้วก็ไม่มีการจัดการชุมนุมอีก จำเลยจึงไม่ได้มีเจตนาสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง เป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ไม่มีพฤติกรรมประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ ไม่ส่อว่าจะเป็นความผิดตามมาตรา 116 มาตรา 138 ไม่มีเจตนาพิเศษเพื่อจะกระทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ไม่เป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 215 เมื่อสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิกจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 216
สำหรับความผิดฐานลักทรัพย์ มีเจ้าหน้าที่การไฟฟ้านครหลวงเบิกความว่า พบผู้ชุมนุมต่อไฟจากตู้ไฟหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปยังเต้นท์ผู้ชุมนุมและรถเครื่องเสียง มีการใช้ไฟฟ้าตลอดถึงช่วงเวลา 22:00 น. เมื่อผู้ชุมนุมเคลื่อนตัวออกเจ้าหน้าที่ก็ไปตัดสายไฟที่เชื่อมต่อ และไปแจ้งความคำนวนค่าไฟฟ้าได้ 122 บาท ศาลเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เพียงมีการต่อสายไฟฟ้า แต่ไม่ปรากฏว่าบุคคลใดเป็นผู้ต่อ อาจไม่ใช่จำเลยในคดีนี้ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย และในส่วนคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญาฟังว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์จึงต้องฟังว่าไม่ได้กระทำละเมิด และไม่ต้องคืนเงินค่าไฟฟ้า
ก่อนวันนัดชุมนุมจำเลยที่ 12 มีหนังสือแจ้งการชุมนุมไปยังสถานีตำรวจนครบาลชนะสงครามแล้ว แต่ในการชุมนุมมีการใช้เครื่องเสียงบนรถกระบะ ซึ่งต้องขออนุญาตต่อเจ้าหน้าที่สังกัดกรุงเทพมหานคร ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ.2493 เมื่อไม่ปรากฏว่ามีหนังสือขออนุญาตไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จำเลยทั้ง 18 จึงร่วมกันทำผิดฐานโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง ให้ลงโทษปรับคนละ 200 บาท ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง
หลังศาลอ่านคำพิพากษา เอกชัย ได้กล่าวต่อศาลว่า "แต่ผมไม่ได้จับไมค์เลย ไม่ได้พูดอะไรเลยนะ ผมจะโดนข้อหาเครื่องขยายเสียงได้ยังไง?" แต่ศาลไม่ได้ตอบอะไร แล้วเอกชัยยังหันกลับมาคุยกับจำเลยอีกหลายคนว่า "นี่ไงหลายคนนี่ก็ไม่ได้จับไมค์เลย ทำไมต้องโดนกันหมด…"