โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชวนสำรวจโลกของหมาจร ที่กำลังรอใครสักคนมาเป็น ‘บ้าน’ ผ่านหนังใหม่ GDH ‘โกฮัง..หัวใจโกโฮม’

The Momentum

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

แด่หมาแมวจรทุกตัว ที่กำลังเฝ้าฝันถึงบ้านแสนอบอุ่นซักหลังหนึ่ง

แด่เพื่อนแท้สี่ขาทุกตัว ที่สมควรได้รับความรักและความสุขในทุกช่วงเวลาของชีวิต

***บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาในภาพยนตร์***

เชื่อว่าในชีวิตของใครหลายคนล้วนต้องเคยเดินผ่าน ‘หมาจร’ สิ่งมีชีวิตสี่ขาที่ชอบนอนเรียงรายอยู่ตามข้างทาง วนเวียนอยู่ในตลาดสด สวนสาธารณะ วัด โรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งนั่งมองผู้คนเดินเข้า-ออกอยู่บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ

สำหรับคนรักสัตว์หรือคนที่นิยามตนเองว่าเป็น ‘ทาสหมา’ คงไม่พ้นต้องหยุดแวะทักทาย หยอกล้อ ป้อนข้าวป้อนขนมให้เจ้าสี่ขา แต่ไม่นานเราก็ต้องบอกลา เดินผ่านไป แล้วกลับไปใช้ชีวิตของตัวเองต่อ

หากในวันหนึ่งเราได้วนกลับมายังสถานที่เดิม แล้วพบว่าเพื่อนรักสี่ขายังคงนอนรออยู่ที่เดิม คอยเปิดบริการให้มนุษย์ได้แวะ ‘เติมหมา’ อยู่เสมอ นั่นก็คงเป็นเรื่องน่าอุ่นใจไม่น้อย

แต่หากเราไม่เคยได้วนกลับไปยังสถานที่นั้นอีกเลย หรือแม้กระทั่งการพบกันระหว่างเรากับหมาจรเป็นเพียงครั้งแรกและครั้งสุดท้าย เคยลองจินตนาการหรือไม่ว่า หลังจากนั้นเส้นทางชีวิตของพวกเขาจะดำเนินต่อไปอย่างไร

โกฮัง..หัวใจโกโฮมภาพยนตร์จากค่ายหนัง GDH ชวนทุกคนมาสำรวจเส้นทางตลอดทั้งชีวิตของหมาจร 1 ตัว กับความฝันสุดแสนจะเรียบง่าย อย่างการได้มีบ้านและได้รับความรักจากมนุษย์ โดยผลงานเรื่องนี้สร้างขึ้นจาก 3 ผู้กำกับ ได้แก่ ชยนพ บุญประกอบ, นัฐวุฒิ พูนพิริยะ และอัตตา เหมวดี

เส้นทางการผจญภัยของเด็กชายโกฮัง นายโกฮัง และคุณลุงโกฮัง

ภาพยนตร์นี้เริ่มต้นด้วยเรื่องราวของลูกหมาจรขนสีขาวราวกับตุ๊กตา และจมูกสีชมพูอันเป็นเอกลักษณ์ มีที่อยู่อาศัยแรกคือหน้าร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมง ก่อนที่วันหนึ่งจะได้พบกับ ‘ฮิโระ’ หัวหน้าวิศวกรวัยใกล้เกษียณชาวญี่ปุ่น (ยาซูชิ คิตะจิมะ) ผู้ตัดสินใจรับเลี้ยงเจ้าลูกหมาตัวนี้และมอบชื่อให้ว่า ‘โกฮัง’

เด็กชายโกฮังมีช่วงวัยเด็กที่บ้านริมทะเล ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายไปกับการเล่นสนุก กิน นอน ทำลายข้าวของ ฉี่รดที่นอน วิ่งเล่นริมชายหาด ตามประสาความซนของหมาเด็ก

ก่อนที่ในเวลาต่อมา โกฮังจะเผชิญกับเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องแยกจากกับฮิโระ พลิกผันสู่การเป็นหมาจรอีกครั้งและย้ายมาอยู่ในบ้านพักพิงสุนัขจรจัด ที่เต็มไปด้วยเพื่อนหมาจรมากมาย แต่สภาพไม่ค่อยสู้ดีมาก อย่างไรก็ตาม โกฮังได้พบกับ ‘น้ำชา’ (พิ้งกี้-ปู มามี ตา) แรงงานสาวชาวเมียนมาที่เข้ามาดูแล ปกป้อง และเติมความรักให้กับโกฮังอีกครั้ง

เวลาล่วงเลยผ่านไปจนกระทั่งสรรพนามเปลี่ยนเป็น ‘คุณลุงโกฮัง’ สุนัขสูงวัยที่ย้ายมาใช้ชีวิตใกล้มหาวิทยาลัยและกลายเป็นขวัญใจของเหล่านักศึกษา ที่นั่นโกฮังได้พบกับ ‘เปเล่’ (จินเจษฎ์ วรรธนะสิน) และ ‘ใจดี’ (ต้นตะวัน ตันติเวชกุล) ผู้กลายเป็นทั้งเจ้านายและบ้านของโกฮังตลอดไป

เจ้านาย 3 คน บอกรักโกฮัง 3 ภาษา

จุดเด่นที่เห็นได้อย่างชัดเจนของหนังเรื่องนี้คือ การเล่าถึงความรักที่เรียบง่ายและบริสุทธิ์ของสุนัขที่มีต่อคน

ตลอดชีวิตของโกฮังต้องปรับตัวเข้ากับเจ้านายถึง 3 คน 3 ช่วงวัย อีกทั้งเจ้านายแต่ละคนยังมีสัญชาติและภาษาที่ใช้ในการพูดคุยกับโกฮังแตกต่างกัน

ทว่าโกฮังกลับสามารถสร้างความรัก ความผูกพัน และความภักดีให้กับเจ้านายทั้ง 3 คนได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่มีกำแพงภาษาหรือความแตกต่างทางวัฒนธรรมเข้ามาเป็นอุปสรรคแต่อย่างใด

ความรักของโกฮังที่มีต่อเจ้านายเกิดขึ้นได้ง่าย และซื่อตรงมากกว่าที่คิด และคงไม่ต่างกับสุนัขตัวอื่นๆ บนโลกนี้ ที่แม้จะไม่สามารถสื่อสารหรือแสดงออกผ่านคำพูดได้ แต่ขอเพียงแค่ได้รับการปฏิบัติจากมนุษย์ด้วยความรักและความเมตตา เพื่อนแท้สี่ขาก็พร้อมที่จะมอบโลกทั้งใบของเขาให้กับเราตลอดไป

คงเหมือนกับที่ใจดีได้บอกกับเปเล่เอาไว้ ขณะที่กำลังลูบหัวคุณลุงโกฮัง

“หมามันจดจำรายละเอียดในชีวิตได้ดีกว่าคน

“ยิ่งถ้ามีคนมาทำดีกับมัน เวลาช่วงนั้นก็จะผ่านไปช้ามาก”

ภาพยนตร์ที่ Dog Person ควรต้องดู

ต้องบอกก่อนว่า ผู้เขียนเติบโตมาในครอบครัวที่เลี้ยงหมามาตั้งแต่วัยเยาว์ การนิยามตนเองว่าเป็นทาสหมาจึงไม่กระดากปากมากนัก

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้เขียนเฝ้ารอภาพยนตร์เรื่องนี้มาตั้งแต่ปล่อย Trailer ออกมาให้รับชมเป็นน้ำจิ้ม แม้รู้ดีว่ายังไงเสีย… เมื่อเดินเข้าสู่โรงภาพยนตร์แล้วคงเศร้าจนไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้แน่

ซึ่งคงไม่ปฏิเสธว่า พอเอาเข้าจริงแล้ว เราได้ยินเสียงสะอื้นของผู้ชมภายในโรงภาพยนตร์ออกมาเป็นระยะๆ ตลอดช่วงเวลาเกือบ 3 ชั่วโมงของความยาวหนัง และทำให้จมูกของใครหลายคนกลายเป็นสีชมพูคล้ายกับเจ้าโกฮัง

รวมถึงผู้เขียนเองที่มีหมาเด็กสีขาวลักษณะคล้ายคลึงกับเด็กชายโกฮังนอนรออยู่ที่บ้าน ขณะเดียวกัน สุนัขตัวอื่นๆ ที่แสดงประกอบอยู่ในเรื่องยังมีชื่อและลักษณะชวนให้นึกถึงเพื่อนสี่ขาที่ได้เดินทางกลับดาวไปแล้ว ยิ่งทำให้ผู้เขียนอินไปกับเนื้อเรื่องได้อย่างง่ายดาย

ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจยัดความดราม่าหรือความสงสาร อีกทั้งยังไม่ได้จบเศร้าเพื่อทรมานจิตใจคนดู เหมือนกับที่ผู้กำกับหนังการันตีก่อนหน้านี้แล้วว่า ‘หมาไม่ตาย’

แต่เส้นเรื่องที่ดูเรียบง่าย กลับทำให้คนรักสัตว์รู้สึกรีเลตได้อย่างลึกซึ้ง ผ่านการหยิบเอารายละเอียดเล็กๆ หรือประเด็นที่แสดงให้ถึงความผูกพันระหว่างคนกับเพื่อนรักสี่ขา

พฤติกรรมแสบๆ ของโกฮังอย่าง ฉี่รดที่นอน ทำลายข้าวของ วิ่งลงบ่อโคลน กลัวพลุหรือกลัวเสียงดัง ชอบเล่นน้ำ ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่คนเคยเลี้ยงหมาแทบทุกคนต้องพบเจอ ไม่ต่างจากฮิโระ น้ำชา เปเล่ และใจดี ที่ได้เจอมาจากวีรกรรมของเจ้าโกฮัง

ดังนั้นเสียงร้องไห้และสะอื้นของใครหลายคน อาจไม่ได้เกิดจากความเศร้าหรือความรู้สึกบีบหัวใจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะหนังกำลังทำให้เราเกิดความรู้สึกอบอุ่น ซึ้งใจ คิดถึงไปพร้อมกันมากกว่า

สำหรับหลายคน สิ่งที่ได้ออกมาจากโรงภาพยนตร์ นอกจากเศษทิชชู่ที่ใช้ซับคราบน้ำตาแล้ว คงเป็นความรู้สึกที่อยากจะรีบพุ่งตัวกลับบ้านไปหาเพื่อนรักสี่ขาที่กำลังรอเราอยู่ รวมถึงการเปลี่ยนมุมมองต่อหมาจรอย่างแน่นอน

หมาจรทุกตัวยังต้องการความรัก

ภาพยนตร์นี้เลือกใช้เจ้าสี่ขาเป็นตัวละครหลักในการดำเนินเรื่อง เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ชีวิตของหมาจรอย่างตรงไปตรงมา แม้เส้นเรื่องไม่ได้หนักหน่วง ซับซ้อน หรือหวือหวามากนัก แต่ก็ชวนให้ตกตะกอนและตั้งคำถามหลังชมภาพยนตร์จบว่า ถ้าเหล่าหมาจรไม่ได้โชคดี มีมนุษย์รับเลี้ยงดังเช่นโกฮัง ชีวิตพวกเขาจะเป็นอย่างไร

ในตอนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเผยให้เห็นสภาพของหมาจรหลายชีวิตที่ผอมโซ หิวโหย ทรมานอยู่ในบ้านพักพิงสุนัขจรจัด ซึ่งฉากหน้าอาจดูเหมือนป็นการรับเลี้ยงสงเคราะห์ แต่เบื้องหลังคือการกักขังทรมานเพื่อเรี่ยไรเงินบริจาค ชวนให้คนรักหมาดูแล้วรู้สึกอึดอัดใจอยู่ไม่น้อย

แต่นี่อาจเป็นเพียงแค่หนึ่งในภาพสะท้อนความจริงของปัญหาหมาจรที่มีอยู่ในสังคมไทย

ในความเป็นจริง ปัญหาหมาจรจัดถือเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อสังคม ทั้งด้านความปลอดภัยจากความเสี่ยงถูกสุนัขกัด ซึ่งเกิดจากสัญชาตญาณการป้องกันตัวและความหวาดระแวงต่อมนุษย์ รวมถึงปัญหาด้านสุขอนามัยที่มาในรูปแบบของกลิ่นและเสียงรบกวนจากบรรดาเหล่าสี่ขาที่ถูกทอดทิ้ง

ขณะเดียวกันสำหรับหมาจรที่อาจไม่ได้โชคดีเหมือนโกฮัง คงไม่พ้นต้องเผชิญกับความยากลำบากไปตลอดชีวิต หรือซ้ำร้ายไปกว่านั้น อาจถูกมนุษย์นำมาใช้เป็นเครื่องมือหากิน ผ่านการเรี่ยไรเงินบริจาค ที่ไม่ได้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับสัตว์เหล่านี้ได้อย่างแท้จริง ดังเช่นที่เห็นในภาพยนตร์

ปัญหานี้กำลังสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่เข้มงวดมากพอ ประกอบกับการขาดมาตรการเชิงนโยบายที่ชัดเจนในการจัดการหมาแมวจรจัดจากทางภาครัฐ ส่งผลให้ปัญหาดังกล่าวยังคงยืดเยื้อและไม่จางหายไปจากสังคมไทย

สุดท้ายนี้ผู้เขียนหวังว่าการมาถึงของภาพยนตร์โกฮัง..หัวใจโกโฮมคงจะช่วยเปลี่ยนมุมมองให้เพื่อนมนุษย์หันมามอบความรักและโอกาสให้หมาจรได้มี ‘บ้าน’ เป็นของตัวเองสักครั้งในชีวิต

และช่วยเปิดโอกาสให้เพื่อนแท้สี่ขาเหล่านี้ได้มีลองมอบความรักและความจงรักภักดีทั้งหมดที่มีให้กับ ‘เจ้านาย’ ที่พวกเขาเฝ้ารอมาตลอดชีวิต

อ้างอิง:

- https://themomentum.co/feature-world-stray-dog/

- https://baramizilab.co.th/blog/poordogs/

- https://www.thaipbs.or.th/news/content/314447

- https://www.dogilike.com/content/tip/6617/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...