ใกล้ออกจากคุก ทักษิณนับวันรอ ไปตรวจสุขภาพ
ใกล้ออกจากคุก! “ทักษิณ” ดีใจ เฝ้านับวันในเรือนจำฯ กว่า 243 วันครึ่ง หลังต้องเยี่ยมผ่านลูกกรงมาตลอด "อิ๊งค์" ระบุพ่อไม่ได้คุยเรื่องเส้นทางการเมืองหลังจากได้พักโทษให้ฟัง คุยแต่เรื่องหลาน เตรียมไปตรวจสุขภาพกับหมอแบบครบวงจร
วันที่ 7 พ.ค. เวลา 11.00 น. ที่เรือนจำกลางคลองเปรม กรุงเทพมหานคร ครอบครัวชินวัตร นำโดยนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค พร้อมภรรยา น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ หรือติ๊ก น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือเอม พร้อมสามี นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออิ๊งค์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย พร้อมสามี นายปิฎก สุขสวัสดิ์ หรือปอ เป็นตัวแทนครอบครัวเดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 61 พร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ
ภายหลังการเข้าเยี่ยมประมาณ 1 ชม. น.ส.แพทองธารออกมาเปิดเผยว่า จากที่ตนได้คุยกับคุณพ่อ ท่านก็รู้สึกดีใจ เพราะก็เป็นการเยี่ยมผ่านลูกกรงเป็นครั้งสุดท้าย และในวันจันทร์นี้ก็จะเป็นการมารับ ซึ่งทุกคนก็ดีใจ นอกจากนี้ คุณพ่อฝากบอกว่าอยู่มา 241 วันแล้ว แต่ถ้านับก็ต้องเป็น 243 วันครึ่ง ซึ่งคุณพ่อก็เป็นคนนับของเขาเองตามกระบวนการ ส่วนได้มีการพูดคุยเรื่องเส้นทางการเมืองหลังจากนี้หรือไม่ว่าพอท่านออกมาแล้วจะทำอย่างไรต่อไปนั้น
"ยอมรับว่าเราไม่ได้คุยกันเรื่องการเมืองเลย คุยแต่เรื่องชีวิตและหลานๆ ลูกๆ ไม่คุยเรื่องการเมืองเลย ส่วนหากได้ออกมาแล้วคุณพ่ออยากจะทำอะไรนั้น ท่านก็ไม่ได้มีอะไรมาก บอกแค่ว่าต้องไปตรวจสุขภาพ เพราะไม่ได้ตรวจแบบครบๆ มากว่า 8 เดือนเเล้ว ออกมาก็คงดูแลเรื่องสุขภาพ ทั้งนี้ กรณีที่คุณพ่ออาจมีลุ้นเรื่องการไม่ต้องติดกำไล EM ไปตลอด โดยสามารถยื่นคำร้องไปยังกรมคุมประพฤติได้นั้น เรื่องนี้ก็คงให้เป็นไปตามกระบวนการ"
ส่วนกรณีที่จนถึงปัจจุบันนี้ยังคงมีผู้เห็นต่างทางการเมืองออกมาคัดค้านการพักโทษนายทักษิณ และบอกด้วยว่าหากนายทักษิณได้พักโทษจริงจะมีการร้องประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 แก่คณะกรรมการทั้ง 3 คณะนั้น น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ก็ขอให้เขาได้ทำตามสิทธิ
อดีตนายกฯ ย้ำว่า "เรื่องกำไล EM เราก็ไม่ได้ต้องการอยากให้มีประเด็นอะไร ก็อยากให้ทุกอย่างได้เป็นไปตามกระบวนการ และถ้าอย่างที่ออกมาว่าต้องใส่กำไล EM เราก็ต้องใส่ เป็นไปตามกระบวนการ เราไม่อยากมีปัญหาอะไรอยู่แล้วค่ะ"
ส่วนเมื่อถามว่า กำไล EM จะต้องติดตั้งแต่ในเรือนจำหรือทางคุณทักษิณต้องไปติดกำไล EM ที่สำนักงานคุมประพฤติ กรุงเทพมหานคร 1 นั้น ปรากฏว่า น.ส.แพทองธารไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนที่ครอบครัวชินวัตรจะยกมือไหว้ขอบคุณสื่อมวลชนและคนเสื้อแดง
ทั้งนี้ ระหว่างที่ น.ส.แพทองธารได้เดินขึ้นไปยังรถยนต์ส่วนตัวเตรียมเคลื่อนขบวนออกจากพื้นที่เรือนจำ ได้มีคนเสื้อแดงเป็นผู้หญิงสูงวัยที่มาเฝ้ารอต้อนรับแต่เช้าได้นำของฝากจากจังหวัดมหาสารคามมามอบให้ครอบครัวชินวัตร ซึ่งเป็นน้ำพริกปลาร้ากับแคบหมู จำนวนอย่างละ 2 ชุด ซึ่งเป็นสินค้า OTOP จากจังหวัดมหาสารคาม พร้อมย้ำว่า ในวันอาทิตย์ที่ 10 พ.ค.69 และวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.69 ตนจะเดินทางมารอต้อนรับท่านทักษิณด้วย
นอกจากนี้ ทนายวิญญัติแจ้งว่า กรณีการติดกำไล EM ของนายทักษิณ จะมีการติดกำไล EM ตั้งแต่ในเรือนจำกลางคลองเปรม ณ วันที่ 11 พ.ค.69 หรือจะต้องเดินทางไปติดที่สำนักงานคุมประพฤตินั้น ทางเราจำเป็นต้องรอการเข้ามาชี้แจงของเจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติให้เรียบร้อยก่อน ส่วนการเข้าพบรายงานตัวการพักโทษคุมประพฤติภายหลังออกจากเรือนจำ คุณทักษิณ จะต้องดำเนินการภายใน 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค.69-13 พ.ค.69 อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า โดยเฉพาะในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.69 ทางครอบครัวชินวัตรทุกคนจะเดินทางมารอต้อนรับนายทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของลูกหลานรวม 10 คน และอดีตภรรยาอย่างคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ และยังมีในส่วนของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เป็นต้น
ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายทักษิณกำลังจะได้รับการพักโทษและให้อยู่นอกเรือนจำว่า "ถามความเห็นส่วนตัวผม ผมโอเคในหลักการ เพราะผมยึดหลักความถูกต้อง ยึดหลักตามกฎหมาย ในเมื่อเขากระทำผิด และรับผิดแล้ว ติดคุกแล้ว เราก็ถือว่าโอเค ก็ต้องชื่นชมเขาที่ติดคุกแล้ว แต่หลังจากนั้นไปแล้วก็เป็นเรื่องของเขาที่จะต้องเป็นคนวางแผนอนาคตของตัวเอง"
เมื่อถามว่า หลังนายทักษิณได้รับการพักโทษแล้วจะส่งผลทางการเมืองอย่างไรหรือไม่ นพ.วรงค์กล่าวว่า ถ้าเราดูท่าทีการระดมมวลชน เชิญชวนพี่น้องประชาชนไปต้อนรับการออกจากคุกก็สะท้อนว่าเขายังไม่ทิ้งการเมือง แต่ถามว่าเขาผิดอะไรหรือไม่ก็ต้องถือว่าไม่ผิด เขามีสิทธิ์ที่จะทำ แต่การทำในรูปแบบนี้อยากให้ตระหนักถึงอดีตที่ผ่านมาว่า อะไรที่ตัวเองเคยทำผิดพลาดก็ควรจะรับรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ส่วนจะมีผลต่อทางการเมืองหรือไม่นั้น ถ้าเคารพกติกา ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ก็ไม่มีปัญหา จะทำอะไรก็ทำ เพราะถือว่าเป็นคนไทยมีสิทธิเสรีภาพและได้ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว แต่ก็ต้องย้ำอีกครั้งว่าควรจะตระหนักถึงอดีตที่ผ่านมาอะไรที่ทำไม่ถูก
ที่กระทรวงยุติธรรม กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดยนายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่ม คปท. ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยมีนายกิตติวิทย์ คงบุญรักษ์ หัวหน้าศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับมอบเรื่องแทน เพื่อขอให้ยับยั้งคณะกรรมการพิจารณาพักการลงโทษ 3 คณะ ในประเด็นการพิจารณาการกระทำผิดวินัยหรือผิดอาญาระหว่างถูกคุมขังของนายทักษิณ
ทาง คปท.เห็นว่า การพิจารณาตามคำชี้แจงของกรมราชทัณฑ์ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และอ้างระเบียบกฎหมายไม่ถูกต้อง โดยขาดการนำเอาคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แต่กลับนำมาอ้างบิดเบือนทำลายข้อเท็จจริง ทั้งที่ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาออกคำสั่งคือ 1.การส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 55 และกฎกระทรวงฯ 2.การบังคับโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยทราบดีว่าตนไม่ได้ป่วยวิกฤตฉุกเฉิน และ 3.จำเลยมีส่วนตัดสินใจปฏิเสธการผ่าตัดโรคหัวใจและกระดูกคอ แต่เลือกผ่าตัดนิ้วล็อกและเอ็นไหล่ขวา ซึ่งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เป็นผลให้การรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจขยายเวลาออกไป
นายพิชิตกล่าวว่า คำสั่งศาลฎีกาทั้ง 3 ประเด็น ชัดเจนว่านายทักษิณรับรู้และอยู่ในกระบวนการบังคับโทษมิชอบ ซึ่งอาจมีโทษอาญาตามมา และเป็นการกระทำผิดวินัยระหว่างต้องขัง ซึ่งผู้ผิดวินัยจะไม่ได้รับการพักโทษตามลักษณะต้องห้ามในการนำตัวออกไปกักขังนอกเรือนจำ ตามประกาศกรมราชทัณฑ์ ข้อ 3 (2) (ข) และ (ค) คือมีประวัติกระทำผิดวินัย หรือเคยกระทำผิดเงื่อนไขหรือผิดอาญาระหว่างถูกกุมขังในสถานที่อื่น ดังนั้น คณะกรรมการพักโทษทั้ง 3 คณะต้องนำประเด็นนี้มาพิจารณา ไม่ใช่ไปอ้างเรื่องการไม่กระทำความผิดซ้ำตามมาตรา 92 และ 93 ซึ่งการกระทำของกรมราชทัณฑ์อาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157.