โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทรัมป์เรียกร้องชาติพันธมิตรส่งเรือรบร่วมคุมช่องแคบฮอร์มุซ

PostToday

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรส่งกองเรือรบเข้าสู่พื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อคุ้มกันการเดินเรือและเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก หลังอิหร่านประกาศเตรียมยกระดับการตอบโต้การโจมตีของสหรัฐต่อฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของตน

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันเสาร์ว่า ประเทศต่าง ๆ ที่ได้รับน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซควรมีบทบาทในการดูแลเส้นทางดังกล่าว พร้อมย้ำว่าสหรัฐจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่และประสานงานกับประเทศที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การเดินเรือดำเนินไปอย่างราบรื่น

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีสัดส่วนการขนส่งน้ำมันประมาณร้อยละ 20 ของปริมาณการค้าพลังงานโลก การที่อิหร่านมีศักยภาพในการขัดขวางการเดินเรือในพื้นที่นี้ ทำให้เตหะรานมีอำนาจต่อรองทางยุทธศาสตร์อย่างมากต่อสหรัฐและพันธมิตร

สถานการณ์ตึงเครียดเกิดขึ้นหลังจากกองกำลังสหรัฐโจมตีเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์ก (Kharg Island) ในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่านที่รองรับการส่งออกมากถึงร้อยละ 90 ของประเทศ โดยกองบัญชาการกลางของสหรัฐระบุว่าได้โจมตีเป้าหมายกว่า 90 จุด รวมถึงคลังทุ่นระเบิดทางทะเล บังเกอร์เก็บขีปนาวุธ และฐานทัพอื่น ๆ

เกาะคาร์ก (Kharg Island) ของอิหร่าน

สงครามระหว่างอิสราเอล สหรัฐ และอิหร่านซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 คน ส่วนใหญ่อยู่ในอิหร่าน และก่อให้เกิดความปั่นป่วนครั้งใหญ่ต่ออุปทานน้ำมันโลก ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น

ในอิหร่าน สื่อท้องถิ่นรายงานว่าการโจมตีทางอากาศในเมืองอิสฟาฮานได้คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 15 คน หลังโรงงานผลิตตู้เย็นและเครื่องทำความร้อนถูกโจมตี ขณะที่กองทัพอิสราเอลยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดได้ลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีรายงานว่าการปฏิบัติการขนถ่ายน้ำมันบางส่วนในรัฐฟูไจราห์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นศูนย์เติมเชื้อเพลิงเรือระดับโลก ถูกระงับชั่วคราวหลังเกิดเหตุโดรนโจมตีและไฟไหม้จากเศษซากที่ตกลงมา

โฆษกกองทัพอิหร่านได้เรียกร้องให้ประชาชนในยูเออีอพยพออกจากท่าเรือและท่าเทียบเรือ รวมถึงสถานที่ที่เรียกว่าเป็น “ที่หลบซ่อนของสหรัฐ” โดยกล่าวหาว่าสหรัฐใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานโจมตีเกาะของอิหร่าน

ในโพสต์อีกข้อความหนึ่ง ทรัมป์ยังระบุว่าในระหว่างนี้ สหรัฐจะเพิ่มการปฏิบัติการทางทหารตามแนวชายฝั่ง โดยโจมตีเรือและกำลังทางทะเลของอิหร่านอย่างต่อเนื่อง พร้อมคาดหวังว่าหลายประเทศ เช่น จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร จะส่งเรือรบเข้าร่วมภารกิจรักษาความปลอดภัยการเดินเรือในช่องแคบดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีประเทศใดประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะเข้าร่วมปฏิบัติการตามข้อเรียกร้องของสหรัฐ ขณะที่รัฐบาลฝรั่งเศสระบุเพียงว่ากำลังหารือกับพันธมิตรเพื่อจัดตั้งกลุ่มความร่วมมือคุ้มกันเส้นทางเดินเรือเมื่อสถานการณ์ความมั่นคงมีเสถียรภาพมากขึ้น

ด้านอิหร่านยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าว โดยผู้นำสูงสุด โมจตาบา คาเมเนอี ยืนยันว่าช่องแคบฮอร์มุซควรถูกปิด ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเตือนว่า หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศถูกโจมตีเพิ่มเติม อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีบริษัทของสหรัฐหรือบริษัทที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับสหรัฐในภูมิภาค

ในวันเดียวกัน กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เปิดเผยว่า อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกล 9 ลูก และส่งโดรนโจมตีอีก 33 ลำมายังพื้นที่ของประเทศ พร้อมประกาศเตือนประชาชนให้อพยพออกจากบริเวณท่าเรือสำคัญ เช่น ท่าเรือเจเบลอาลีในดูไบ ท่าเรือคาลิฟาในอาบูดาบี และท่าเรือฟูไจราห์

นักวิเคราะห์ในภูมิภาคระบุว่า ประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซียกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากสงครามที่ไม่ได้เริ่มต้นจากตนเอง แต่ต้องรับผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ขณะที่ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...