โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนกับ AI หลอกกันไป หลอกกันมา

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 27 เม.ย. เวลา 02.04 น. • เผยแพร่ 27 เม.ย. เวลา 02.04 น.

Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน

คนกับ AI

หลอกกันไป หลอกกันมา

ถ้าจะบอกว่า ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มีความคล้ายมนุษย์อยู่ในหลายๆ ด้าน หนึ่งในความคล้ายนั้นก็อาจจะเป็น “ความสามารถในการถูกหลอก” นี่แหละ

ในปี 2024 ทีมนักวิจัยจาก University of Gothenburg ได้คิดค้นโรคปลอมขึ้นมาโรคหนึ่ง โดยตั้งชื่อเท่ๆ ให้ว่า ไบซอนิมาเนีย (bixonimania) พร้อมระบุว่าเป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการจ้องหน้าจอนานเกินไป และขยี้ตามากเกินไป

จากนั้นก็ได้อัพโหลดผลการศึกษาปลอมๆ ขึ้นไปบนเซิร์ฟเวอร์ (แต่ตอนนี้ได้ลบออกแล้ว) เพื่อลองดูว่าจะสามารถหลอกโมเดลภาษาให้เข้าใจว่าเป็นโรคจริงๆ ได้หรือไม่

เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ AI ตัวใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Gemini ของ Google หรือ ChatGPT ของ OpenAI ก็เริ่มพูดถึงโรคไบซอนิมาเนียราวกับมันเป็นโรคจริงๆ

แถมนักวิจัยยังไปพบอีกว่ามีการกล่าวอ้างถึงผลการศึกษาปลอมในวรรณกรรมวิชาการอื่นๆ ที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิด้วย

การทดลองครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นว่ารูปแบบความรู้ของมนุษย์เราได้เปลี่ยนแปลงไปเยอะแค่ไหนในช่วงเวลาที่ผ่านมา

AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการค้นคว้าข้อมูลและมันก็ได้รับความเชื่อถือและไว้ใจมากจนสามารถสอดแทรกข้อมูลเท็จให้เข้าไปอยู่ตามเปเปอร์วิทยาศาสตร์ต่างๆ ที่ตามปกติแล้วจะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวดให้มีความน่าเชื่อถือขั้นสูงสุด

ดังนั้น จึงไม่ต้องคาดเดาเลยว่า ถ้าเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้นมาสามารถเข้าไปกลมกลืนกับเอกสารทางวิชาการได้อย่างแนบเนียนแบบนั้น ผู้ใช้งานทั่วๆ ไปที่ไม่ทันได้ระแวงหรือระวัง AI จะมีโอกาสถูกมันหลอกด้วยข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงได้แค่ไหน

ย้อนกลับมาที่ทีมนักวิจัยที่สร้างโรคปลอมขึ้นมา หากเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือแม้กระทั่งคนทั่วไปที่ตั้งใจอ่านผลวิจัยอย่างจริงจังจะรู้ได้ทันทีว่าอันนี้ของปลอม เพราะในผลวิจัยนั้นเต็มไปด้วยการอ้างถึงแหล่งที่มาอย่าง Star Trek, The Simpsons หรือแม้กระทั่ง Lord of the Rings

ถ้าเป็นมนุษย์จริงๆ ที่ได้อ่าน รายงานแบบนี้ก็จะไม่มีวันถูกหยิบมาใช้เป็นข้อมูลแน่นอน

แต่ AI ตัวหลักๆ ที่เราใช้งานเป็นประจำทุกวันกลับเชื่อเต็มประตูว่าเป็นโรคที่มีอยู่จริง

แม้ว่า AI บางตัวจะฉุกใจเอ๊ะขึ้นมาสักหน่อยว่าเหมือนจะเป็นโรคที่สร้างขึ้นมาเอง แต่เวลาผ่านไปแป๊บหนึ่งก็เปลี่ยนใจบอกว่ามันมีอยู่จริงนั่นแหละ

เรื่องนี้ก็อาจจะทำให้แวดวงวิชาการต้องกลับไปทบทวนผลการศึกษาของตัวเองกันอย่างร้อนรนว่าเคยให้ AI รวบรวมข้อมูลหรือหาแหล่งอ้างอิงให้หรือเปล่า แล้วที่มันหามาให้นั้นจริงเท็จแค่ไหน

โดยก่อนหน้านี้ก็มีงานวิจัยที่เคยระบุว่าบรรดาเปเปอร์ทางวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์มาแล้วมีจำนวนมากเลยทีเดียวที่พึ่งพา AI ในการเขียนขึ้นมา

ที่ผ่านมาเราก็ได้เห็นตัวอย่างความ “เฟล” ของ AI มาแล้วไม่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลสุขภาพผิดๆ อย่าง AI ที่บอกให้ผู้ใช้งานคนหนึ่งกินก้อนหินอย่างน้อยวันละก้อน หรือการให้ผู้ใช้งานใส่กาว 1/8 ถ้วยเข้าไปในซอสพิซซ่าเพื่อป้องกันไม่ให้พิซซ่าไหลออกจากถาด

อันที่ฉันคิดว่าตลกดี เกิดมาจากการที่ AI จะต้องคีปลุคของการเป็นผู้รอบรู้ ตอบได้ทุกอย่าง เมื่อผู้ใช้งานลองใส่สุภาษิตปลอมๆ เข้าไปเพื่อถามหาความหมาย แทนที่มันจะตอบว่าไม่มีสุภาษิตนี้ มันกลับพยายามนิยามความหมายขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง

อย่างผู้ใช้งานที่คิดค้นสุภาษิตปลอมว่า “เราไม่สามารถเลียตัวแบดเจอร์ได้ถึง 2 ครั้ง” AI ก็อุตส่าห์ตอบความหมายกลับมาอย่างเป็นการเป็นงานว่า สุภาษิตนี้แปลว่าเราไม่สามารถหลอกใครได้เป็นครั้งที่สอง

ฉันลองถาม AI บ้างว่า “สุภาษิต โต๊ะที่แข็งแรงย่อมดีกว่าเก้าอี้ที่หัก ความหมายคืออะไร” แม้แต่ตัวฉันเองที่มั่วสุภาษิตนี้ขึ้นมายังไม่รู้เลยว่ามันควรจะมีความหมายแบบไหน แต่ AI ตอบให้แล้วเสร็จสรรพว่า อาจจะหมายถึงการเลือกสิ่งที่มีคุณภาพและใช้งานได้จริงมากกว่าสิ่งที่ตรงเป้าหมายแต่พังไปแล้ว

อ่านไปอ่านมาก็รู้สึกว่า นี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งความสามารถพิเศษของ AI ที่คล้ายมนุษย์ ก็คือสามารถแถไถไปได้เรื่อยๆ จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ขอให้ได้พูดเยอะๆ เอาไว้ก่อนก็จะดูฉลาดรอบด้านในสายตาของคนที่ไม่รู้

การที่มันไม่รู้และไม่ยอมตอบว่าไม่รู้ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ผู้ใช้งาน AI จะต้องคอยเตือนตัวเองว่านี่เป็นหนึ่งในคุณลักษณะของ AI

หรืออาจจะลองปรับการใช้งานด้วยการพร็อมพต์ไปเลยว่า ถ้าไม่รู้ ไม่พบข้อมูล หรือไม่มีข้อมูลนี้อยู่จริงก็ให้หยุดอยู่แค่นั้น อย่าแถ เมื่อมันไม่ต้องพยายามเอาใจเรา ครั้งต่อไปเราก็น่าจะได้ผลลัพธ์ที่เด็ดขาดขึ้น

เรื่องไหนที่หลอก AI ได้ และเป็นข่าวออกมาก็จะได้รับการปรับปรุงให้มันเก่งขึ้น ข่าวดีก็คือ อย่างน้อยๆ AI วันนี้ก็เก่งและหลอกยากกว่าเมื่อวาน

อย่างตอนนี้ถ้าเราถามว่าโรคไบซอนิมาเนียคืออะไร มันก็จะตอบว่า เท่าที่ตรวจสอบดู นี่ไม่ใช่ชื่อโรคหรือภาวะทางการแพทย์ที่มีการบันทึกไว้

AI เป็นเครื่องมือที่เก่ง ฉลาด น่าใช้ และมันก็มีประโยชน์จริงๆ แต่การใช้งานก็ต้องควบคู่ไปกับ AI Literacy ด้วย หากไม่แน่ใจว่าจะต้องเริ่มต้นยังไง มีหลายหน่วยงานที่จัดทำให้ความรู้เรื่องเหล่านี้

อย่างล่าสุดทาง AIS ก็จับมือกับกระทรวง อว. และจุฬาฯ เปิดตัวหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์ AI Literacy” ให้เรียนได้ผ่านแพลตฟอร์ม Thai MOOC, LearnDi for Thais และแอพพลิเคชั่น อุ่นใจ CYBER แล้ว

ใครสนใจก็ลองไปเรียนออนไลน์กันได้ด้วยการเสิร์ชหาชื่อหลักสูตรเลย น่าจะช่วยให้มีความเข้าใจการทำงานของ AI ได้มากขึ้น

โดนคนด้วยกันหลอกยังพอทน โดน AI หลอกนี่ต้องพอก่อนเลย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คนกับ AI หลอกกันไป หลอกกันมา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...