"ปตท.” กู้วิกฤติพลังงาน บทพิสูจน์เสียสละเพื่อชาติ
#ปตท. #ทันหุ้น – สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือขนส่งพลังงานสำคัญของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนที่สูงต้องตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงครั้งใหญ่
แต่เบื้องหลังความมั่นคงที่ไทยยังมีพลังงานใช้ไม่ขาดมือ คือ การทำงานอย่างหนักของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. ที่กำลังเร่งบริหารจัดการความมั่นคงพลังงานเชิงรุกอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีน้ำมันใช้ต่อเนื่อง
@ ความมั่นคงต้องมาก่อน
นาทีนี้การดำเนินงานของ ปตท. ไม่ใช่เพียงการทำธุรกิจตามปกติ แต่คือ “การรักษาความมั่นคงทางพลังงาน” เพื่อไม่ให้เกิด “ภาวะขาดแคลน” ในประเทศ
โดยได้ยกระดับมาตรการบริหารจัดการน้ำมันดิบ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านการขนส่งที่อาจหยุดชะงัก ทั้งการติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมกับปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบนอกพื้นที่ขัดแย้งทันที
ย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นของวิกฤติ เรือบรรทุกน้ำมันดิบ Serifos ปริมาณ 2 ล้านบาร์เรลของ ปตท. ต้องติดค้างบริเวณท่าเรือชาร์จาห์ ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2569 ปตท. ไม่รอช้าที่จะตัดสินใจจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นมาทดแทนทันที โดยอาศัยศักยภาพของเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศต้องเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงาน
@ ปตท. ยักษ์เทรดโลก
สาเหตุที่ ปตท. สามารถจัดหาน้ำมันมาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปได้ทันท่วงที มาจากเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง
สถานะในปัจจุบันจึงไม่ได้เป็นแค่เพียงผู้จัดหาน้ำมันอย่างแต่ก่อน แต่คือ บริษัทเทรดดิ้งน้ำมันข้ามชาติ มีการค้าต่อวัน 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงกว่ากำลังการผลิตในประเทศที่ 680,000 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยมีโมเดล “Out-Out” หรือ การซื้อจากประเทศหนึ่งไปขายให้อีกประเทศหนึ่งโดยไม่ผ่านไทย เป็นท่าไม้ตายสำคัญ ที่ช่วยให้ ปตท. สามารถเปลี่ยนเส้นทางพลังงานที่กำลังจะส่งไปขายต่างประเทศ ให้กลับเข้าสู่ประเทศไทยได้ทันทีในภาวะฉุกเฉิน
ด้วยปริมาณการค้าแบบ Out-Out ที่สูงถึง 15 ล้านบาร์เรลต่อเดือน จึงสามารถชดเชยการนำเข้าจากช่องแคบฮอร์มุซที่หายไปประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อเดือนได้อย่างสบาย
@ ยอมเสียสละเพื่อชาติ
อย่างไรก็ตามการรักษาความมั่นคงนี้มีราคาที่ต้องจ่าย ปตท. ต้องตัดสินใจซื้อน้ำมันในจังหวะที่ตลาดตึงตัว ซึ่งราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้จะรู้ดีว่ามีความเสี่ยงที่จะขาดทุนในระยะสั้น เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงในภายหลัง แต่เพื่อความปลอดภัยของระบบพลังงาน ปตท. ถือว่าต้นทุนนี้คือ “ค่าประกันความมั่นคง” ให้กับคนไทย
นอกเหนือจากส่วนต่างราคาน้ำมัน ปตท. ยังต้องแบกรับภาระด้านสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินมหาศาล รวมแล้วกว่า 230,000 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย หลักประกันการจัดซื้อ 63,000 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียน 137,000 ล้านบาท เงินค้างชำระจากกองทุนน้ำมัน 35,000 ล้านบาท
ภาระเหล่านี้ส่งผลให้เกิดต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นกว่า 7,000 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้ ปตท. ยอมแบกรับไว้เองโดยไม่ส่งผ่านไปยังราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค
ทั้งหมดที่ ปตท. ดำเนินการมา คือเครื่องพิสูจน์ถึงบทบาท “บริษัทพลังงานแห่งชาติ” ที่ยอมเสียสละกำไรและแบกรับความเสี่ยง ดั่งเกราะป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจประเทศต้องหยุดชะงัก!
การบริหารของ ปตท. พิสูจน์แล้วว่า ไม่ใช่มองแค่เรื่องของตัวเลขในงบการเงิน แต่เมื่อเกิด “วิกฤติ” การตัดสินใจยอมเสียเลือดเพื่อสร้างความมั่นใจด้านพลังงาน อันเป็นการรักษาลมหายใจของประชาชน ให้เดินหน้าต่อไปเป็นสิ่งสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่แสนเปราะบาง