โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

นักวิทยาศาสตร์หนุ่มวางยาเพื่อนร่วมงาน อ้างไม่พอใจอีกฝ่ายชอบด้อยค่าหลังได้เลื่อนตำแหน่ง

เดลินิวส์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
นักวิทยาศาสตร์หนุ่มใหญ่ชาวญี่ปุ่นยอมรับว่าแอบใส่สารเคมีอันตรายลงในเครื่องดื่มของเพื่อนร่วมงานโดยอ้างว่าอีกฝ่ายมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปหลังจากได้รับการเลื่อนตำแหน่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานกรณีนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซินเจตนาใส่สารเคมีแปลกปลอมลงในเครื่องดื่มของเพื่อนร่วมงาน โดยว่าเป็นเพราะไม่พอใจที่เพื่อนคนดังกล่าวทำตัวไม่เหมือนเดิมหลังจากที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง

มาโกโตะ คุโรดะ วัย 41 ปี ถูกจับกุมและตั้งข้อหากระทำการละเมิดความปลอดภัยโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และปลอมปนผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน "ด้วยเจตนาเพื่อฆ่า ทำร้าย หรือทำให้สุขภาพของผู้อื่นตกอยู่ในอันตราย" เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

คุโรดะยอมรับกับศาสตราจารย์ประจำห้องปฏิบัติการว่า เขาโกรธเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งซึ่งคุโรดะระบุว่า ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ประกอบกับเรื่องเล็กน้อยอื่นๆ อีกหลายเรื่อง "ที่สะสมรวมกัน"

เพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นผู้เสียหายคนถูกระบุในรายงานข่าวเพียงชื่อย่อว่า “ทีเอ็ม” ตามเอกสารฟ้องร้องระบุว่า ทีเอ็มและคุโรดะรู้จักกันในปี 2560 และทำงานร่วมกันที่สถาบันวิจัยไข้หวัดใหญ่ของมหาวิทยาลัยในเมืองแมดิสันมาเป็นเวลาห้าปี

มหาวิทยาลัยวิสคอนซินระบุในแถลงการณ์ว่า ทางมหาวิทยาลัยได้รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่สองคนในคณะสัตวแพทยศาสตร์แล้ว และขณะนี้คุโรดะอยู่ในช่วงพักงานตามระเบียบ รวมทั้งเพิกถอนสิทธิ์ในการเข้าถึงทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยทั้งทางกายภาพและดิจิทัล และสิทธิพิเศษในการวิจัย

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเนื่องจากข้อจำกัดทางฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวระหว่างการสืบสวนและการดำเนินคดีทางอาญาที่ยังไม่สิ้นสุด

เหตุการณ์นี้เริ่มขึ้นเมื่อทีเอ็มได้เปิดขวดน้ำที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานมาประมาณสองวัน และสังเกตว่ามีกลิ่นแปลกๆ ตอนที่เขาหยิบมาดื่มอีกครั้งในวันที่ 4 เมษายน เขารู้สึกว่าน้ำมีรสชาติประหลาดจนถึงกับพ่นน้ำออกมา จากนั้นทีเอ็มสังเกตในวันที่ 6 เมษายนว่า รองเท้าของเขาก็มีกลิ่นประหลาด ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นสารคลอโรฟอร์ม

หลังจากนั้นได้มีการนำขวดน้ำและรองเท้าไปตรวจสอบและได้ผลเบื้องต้นว่า มีสารคลอโรฟอร์มเข้มข้นปนเปื้อน

ทางสถาบันได้เรียกตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจของมหาวิทยาลัย หลังจากคุโรดะเป็นคนยอมรับกับทั้งทีเอ็มและหัวหน้างานว่าเขาเป็นคนปลอมปนสารเคมีลงในขวดน้ำของทีเอ็ม

ศาสตราจารย์รายหนึ่งยังบอกกับตำรวจด้วยว่าคุโรดะได้ตอบกลับอีเมลและยอมรับว่าปลอมปนขวดน้ำดังกล่าว พร้อมระบุว่า "ผมได้แจ้งเจ้าตัวแล้วด้วย ผมเสียใจมากครับ"

ข้อมูลจากเอกสารฟ้องร้องระบุว่า คุโรดะบอกกับศาสตราจารย์ว่าเขาใส่สารฟอร์มัลดีไฮด์ลงในเครื่องดื่มของทีเอ็มเพราะ "โกรธที่ทีเอ็มไม่ปฏิบัติตามกฎของห้องปฏิบัติการเรื่องการสวมเสื้อกาวน์และแว่นตานิรภัย"

คุโรดะบอกเจ้าหน้าที่ว่า เขาโกรธทีเอ็มมาสักพักแล้ว โดยเฉพาะหลังจากทีเอ็มได้รับการเลื่อนตำแหน่ง แต่เขาไม่ได้ เขาความรู้สึกว่าทัศนคติของทีเอ็มเปลี่ยนไปและปฏิบัติกับผู้ใต้บังคับบัญชาเหมือนคนที่ด้อยกว่า

เมื่อเขาเห็นขวดน้ำที่มีน้ำอยู่ครึ่งขวดบนโต๊ะของทีเอ็มในวันที่ 5 เมษายน เขาจึงกลับไปที่ห้องปฏิบัติการและใช้ไซริงค์ดูดสารพีเอฟเอผสมกับไตรซอลปริมาณ 2 หรือ 3 ไมโครลิตรจากตู้เย็นในที่ทำงานของเขาเพื่อนำไปใส่ในขวดน้ำดังกล่าว

เอกสารประกอบการฟ้องร้องระบุว่า คุโรดะใส่สารผสมประมาณ 0.5 ไมโครลิตรลงในขวดน้ำของทีเอ็ม จากนั้นก็ใส่สารผสมประมาณ 1.5 ไมโครลิตรลงในรองเท้าแต่ละข้างของทีเอ็มที่เขาเก็บไว้ที่ทำงาน ซึ่งปริมาณดังกล่าวอาจทำให้ผู้สัมผัสเกิดผื่นและความไม่สบายตัว

คุโรดะบอกเจ้าหน้าที่ว่า เขาหวังให้ทีเอ็มล้มป่วย เป้าหมายของเขาคือทำให้อีกฝ่าย "รู้สึกแย่" และกล่าวว่า เมื่อประมาณหนึ่งปีที่แล้ว เขาเคยอยากให้เกิดเรื่องร้ายๆ กับทีเอ็ม เพราะเขาเชื่อว่า "เรื่องแย่ๆ มักเกิดขึ้นกับคนไม่ดี"

คุโรดะยังถูกกล่าวหาว่าใช้แชตจีพีทีเพื่อค้นหาปริมาณสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ โดยแชตบอตเอไอได้ให้ตัวเลขปริมาณสารเคมีที่สามารถกินได้พร้อมทั้งคำเตือน

บันทึกของศาลไม่ได้ระบุว่าคุโรดะได้ให้การรับสารภาพในชั้นศาลหรือไม่ แต่มีการตั้งวงเงินประกันตัวเป็นเงินสด 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 162,000 บาท) ภายใต้เงื่อนไขว่าเขาต้องส่งมอบหนังสือเดินทาง ห้ามติดต่อกับทีเอ็ม และอยู่ห่างจากห้องปฏิบัติการใดๆ ของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน

ที่มา : nbcnews.com

เครดิตภาพ : Dane County Jail

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...