โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โดนขายของรัวๆ จนอยากหนี ทำไม Hard Selling ยิ่งเร่งขาย คนยิ่งไม่อยากซื้อ

TODAY

อัพเดต 19 มี.ค. เวลา 09.02 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. เวลา 09.02 น. • TODAY

Hard Selling คือเทคนิคการขายประเภทหนึ่งที่คนขายจะเน้น “การปิดการขายให้ได้เร็วที่สุด” โดยอาจจะไม่สนใจวิธีการเท่าไหร่นัก

เหมือนกับเวลาเราเดินผ่านคลินิกเสริมความงาม แล้วโดนพนักงานขายเดินเข้ามาขวางทาง พร้อมบอกว่า “พี่ขอ 2 นาทีนะ” ก่อนจะอธิบายสรรพคุณขายสินค้าแบบรัว ๆ

และต่อให้เราจะอยากเดินหนีพนักงานก็จะยังพูดตื้อให้เราซื้ออยู่อย่างนั้นจนเรารู้สึกไม่ดี

เคยสงสัยกันไหมว่าบางครั้งคุณภาพสินค้าที่ขายด้วยวิธีการแบบนี้ก็ไม่ได้แย่ แถมเผลอ ๆ ตัวเราเองก็มีความต้องการสินค้านั้นอยู่แล้วด้วย

แต่ทำไมเราถึงรู้สึกอึดอัดชะมัด เวลาโดนขายของด้วยวิธีการแบบนี้ ?

มีรายการ Podcast ชื่อว่า Marketing Made Clear ที่จัดโดย “Will Green” ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด
ได้อธิบายสาเหตุทางจิตวิทยาเบื้องหลังความรู้สึกอึดอัดเวลาโดน Hard Selling เอาไว้ได้น่าสนใจมาก ๆ

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร TODAYBizview สรุปมาให้อ่านแบบสนุก ๆ

Will Green เล่าให้ฟังว่าเวลาเราโดนขายของด้วยวิธีการ Hard Selling จะทำให้เกิดกลไกทางจิตวิทยาในหัวเราขึ้น 3 ข้อหลัก ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกอึดอัดและมองสินค้านั้น ๆ ในแง่ลบได้แก่

1. กลไกการต่อต้านทางจิตวิทยา

ตามธรรมชาติมนุษย์ทุกคนจะมีความรู้สึกหวง “อิสระในการเลือก” ของตนเองมากอยู่แล้ว

เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนพยายามมาบงการ บังคับ หรือจำกัดทางเลือกของเรา เช่น การบอกว่า “สินค้านี้ดี ต้องซื้อเดี่ยวนี้”, “ถ้าพลาดไปไม่ได้ซื้อแล้วนะ” หรือคำพูดอื่น ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่มีสิทธิ์เลือก

สมองจะสั่งการให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านทันทีทำให้เรามักจะเลือก “ปฏิเสธ” ข้อเสนอนั้นไว้ก่อน
เพื่อยืนยันว่าตัวเรายังมีอำนาจในการตัดสินใจอยู่นั่นเอง

2. สัญชาตญาณความระแวง

ถ้าเรารู้สึกได้ว่าคนขายต้องการปิดการขายมากเกินไป สมองของเราจะตีความสินค้านั้น ๆ
ไปในทางลบไว้ก่อนเสมอ

ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่า iPhone 17 Pro มีราคาปกติ 40,000 บาท แต่จู่ๆ มีคนเดินมาเร่ขาย
ให้เราในราคา 25,000 บาท พร้อมบอกให้เราซื้อทันที ถ้าพลาดไม่ได้ราคานี้แล้วนะ

แทนที่จะดีใจ ว่าเราจะได้ซื้อของถูก แต่สมองเราจะคิดไปก่อนแล้วว่า ใช่ของปลอมไหม ?
หรือเป็นของมีตำหนิ ? ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วอาจจะเป็นโปรโมชันลดแลกแจกแถมของแบรนด์ก็ได้

3. กระตุ้นอารมณ์เชิงลบ

หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินว่าคนเราจะตัดสินใจซื้อสินค้าอะไรสักอย่างด้วย “เหตุผล” ไม่ก็ “อารมณ์” เสมอ

สำหรับ Hard Selling จะเป็นเทคนิคการขายที่กระตุ้นให้ลูกค้าเกิดอารมณ์เชิงลบ ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความกลัว หรือ ความวิตกกังวล เพื่อปิดการขาย

เหมือนกับเวลาเราโดนพนักงานขายตื้อมากๆ เราจะเริ่มรู้สึกอึดอัด รำคาญ จนสุดท้ายเราก็ตัดสินใจซื้อสินค้านั้นๆ เพราะต้องการตัดรำคาญ ไม่อยากคุยกับพนักงานขายแล้ว

แบบนี้จะถือว่ากลยุทธ์ Hard Selling ของพนักงานขายใช้ได้ผลนั่นเอง

อ่านมาถึงตรงนี้สรุปง่าย ๆ อีกครั้ง ว่า Hard Selling ก็เป็นเพียงเทคนิคการขายประเภทหนึ่งที่ก็มีข้อดีข้อเสียไม่ต่างจากวิธีการขายแบบอื่น ๆ เลย

โดยข้อดีของการขายแบบนี้ คือจะใช้เพิ่มยอดขายระยะสั้นได้ดี ส่วนข้อเสียก็แน่นอนว่าส่งผลเสียต่อภาพจำของแบรนด์และอาจจะส่งผลตรง ๆ ในมุมของอัตราการซื้อซ้ำ ในระยะยาว

และแม้วิธีการขายแบบนี้อาจจะไม่ถูกใจใครหลายคนไปบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นเทคนิคการขาย
ที่ก็ยังใช้ได้ผลเรื่อย ๆ ทำให้ยังมีคนหยิบมาใช้เรื่อย ๆ นั่นเอง

และที่น่าสนใจคือหลักจิตวิทยาพวกนี้เราสามารถเอามาประยุกต์ใช้กับงานพาร์ตอื่น ๆ ในด้านการตลาดได้ด้วย

ยกตัวอย่างเช่น “กลไกการต่อต้านทางจิตวิทยา” ที่บอกว่าคนเราจะรู้สึกหวงอิสรภาพในการเลือกของตัวเอง

ดังนั้นถ้าคิดกลับกันว่า ถ้าเราทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเองมีอิสระในการเลือกได้ก็น่าจะส่งผลดีกับแบรนด์ได้เช่นกัน

มีตัวอย่างหนึ่งที่ดูเหมาะกับเรื่องนี้มากคือหนึ่งในคำโฆษณาของ NETFLIX ในยุคแรก ๆ ที่บอกว่า
“ดูได้ทุกที่ ยกเลิกได้ทุกเวลา” (Watch Anywhere, Cancel Anytime)

เพราะในช่วงนั้นคนยังติดภาพจำว่าโมเดลธุรกิจแบบ Subscription รายเดือนจะมีขั้นตอนยกเลิกที่ยุ่งยาก หลาย ๆ คนเลยไม่เปิดใจสมัคร NETFLIX

ดังนั้นการใช้คำโฆษณาแบบนี้จะเหมือนเป็นการสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจว่า “เราไม่ผูกมัดคุณนะ คุณมีอิสระเต็มที่” ช่วยให้ลูกค้าเปิดใจมาสมัครใช้บริการง่ายขึ้นนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...