โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

กยท.ทุ่มงบ 200 ล้าน ดันยางไทยเบอร์ 1 โลก

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 30 มี.ค. เวลา 09.14 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. เวลา 09.14 น. • สุริตะ

กยท. ผนึกกำลังนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และ ภาคเอกชน ร่วมขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมยาง ตอบโจทย์ความต้องการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จัดสรรงบรองรับกว่า 200 ล้านบาท/ปี หวังพัฒนาเพิ่มมูลค่าผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางยางพาราของโลก เร่งส่งเสริมการใช้ยางพันธุ์ใหม่ให้ผลผลิตสูง บริหารจัดการโรคยาง และการใช้น้ำหมักชีวภาพ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี โชว์นวัตกรรมการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อรองรับEUDR พร้อมเดินหน้าถ่ายทอดเทคโนโลยีแผ่นยางกันน้ำลาย หุ่นจำลองทางการแพทย์ ยางรัดของ และถุงมือการเกษตร

นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน ใน

การประชุมวิชาการและสัมมนาการบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยียางพารา การยางแห่งประเทศ ไทย ปี 2569 เมื่อเร็วๆนี้ ว่า งานวิจัยและนวัตกรรม มีส่วนสำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมยางพาราของไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง กยท. ได้ให้ความสำคัญกำหนดเป็นนโยบายหลักที่จะขับเคลื่อนงานวิจัย นวัตกรรม รวมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ภาคการปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดย กยท. ได้จัดสรรงบประมาณรองรับไว้ถึงปีละ 200 ล้านบาทอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมงานวิจัยและนวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำ ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืน กลางน้ำ ที่ต้องการพัฒนาแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้ยางพารา ไปจนถึงปลายน้ำ คือ ที่ต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมและตลาดยางพาราก้าวสู่ระดับสากล เพื่อผลักดันให้เป็นประเทศไทยเป็นศูนย์กลางยางพาราของโลก

การประชุมในครั้งนี้มีทั้ง ผู้บริหาร นักวิจัย นักวิชาการของ กยท. และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง คณาจารย์จาก สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง ตลอดจนภาคเอกชน เข้าร่วมประชุมมากกว่า 200 คน ในรูปแบบOnsite และ Online ถือเป็นเวทีสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรม จากทั้งหน่วยงานภายในของ กยท. สถาบันการศึกษา และหน่วยงานพันธมิตร เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้เหล่านั้นไปสู่ การใช้ประโยชน์จริงในภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งยังจะทำให้ได้รับทราบปัญหา อุปสรรค แนวทางแก้ไขในการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนความต้องการของของเกษตรกร ทิศทางในการพัฒนาอุตสาหกรมยางพาราของไทยให้สอดคล้องกับปริบททางเศรษฐกิจ สถานการณ์ยางพาราคาปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคตด้วย

รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. กล่าวต่อว่า ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ กยท. จะนำไปถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้จริงในปีจะแบ่งเป็น 3 ระดับด้วยกัน ในระดับต้นน้ำ ได้แก่ พันธ์ุยางใหม่ 2 พันธุ์ คือ พันธุ์สถาบันวิจัยยาง251 (RRIT 251) เป็นพันธุ์ยางที่ต้านทานต่อโรคเส้นดำ ให้ผลผลิตสูง ถ้าปลูกในพื้นที่ปลูกยางเดิมให้ผลผลิตเนื้อยางแห้งเฉลี่ย 10 ปีกรีด ประมาณปีละ 439 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ถ้าปลูกในพื้นที่ปลูกยางใหม่ให้จะผลผลิตเนื้อยางแห้งเฉลี่ย 10 ปีกรีด ประมาณปีละ 339 กิโลกรัมต่อไร่ และพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3904 (RRIT 3904) เป็นพันธ์ุที่ต้านทานต่อโรคใบร่วงไฟทอฟธอรา ราแป้ง เส้นดำ และราสีชมพู ให้ผลผลิตสูงเช่นกัน ถ้าปลูกในพื้นที่ปลูกยางเดิมให้ผลผลิตเนื้อยางแห้งเฉลี่ย 10 ปีกรีด ประมาณปีละ 460 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ถ้าปลูกในพื้นที่ปลูกยางใหม่ให้ผลผลิตเนื้อยางแห้งเฉลี่ย 10 ปีกรีด ประมาณปีละ 389 กิโลกรัมต่อไร่

นอกจากนี้ ในระดับต้นน้ำ ยังมีผลงานวิจัยและนวัตกรรม เกี่ยวกับการบริหารจัดการโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคใบจุดกลมในยางพารา โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้ผลผลิตยางเพิ่มขึ้น และอีกผลงานในระดับต้นน้ำที่เป็นนโยบายของรัฐบาล คือ การใช้ประโยชน์น้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำและจากน้ำนมดิบ ซึ่ง กยท.จะยกระดับให้เป็น ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ โดยได้บูรณาการดำเนินการขึ้นทะเบียนเป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากกรมวิชาการเกษตร ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับเพิ่มธาตุอาหารบางตัวให้เป็นไปตามที่คุณสมบัติปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งนำขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย เพื่อจะได้ให้หน่วยงานรัฐสามารถจัดซื้อได้ตามระเบียบพัสดุ ซึ่งจะทำให้การใช้น้ำหมักชีวภาพทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีที่ีมีราคาแพงเห็นผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังจะมีการพัฒนาต่อยอดทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำหมักชีวภาพชนิดเม็ด เพื่อนำไปใช้ในโครงการปลูกทดแทนอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบัน กยท.มีน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำประมาณ 3.5 ล้านลิตร และน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบประมาณ 1.12 ล้านลิตร

ส่วนในระดับกลางน้ำ มีผลงานวิจัยและนวัตกรรม การตรวจสอบย้อนกลับเพื่อรองรับ EUDR (EU Deforestation Regulation) ที่กำหนดให้สินค้าละผลิตภัณฑ์ 7ชนิด(รวมยางพารา) ที่นำเข้าสหภาพยุโรป(EU) ต้องปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาได้ว่าไม่ได้รุกพื้นที่ป่า และจะต้องมีเอกสารสิทธิ์ที่ดินถูกต้องอีกด้วย ทั้งนี้คาดว่า สหภาพยุโรปจะนำมาบังคับใช้ในปลายปี 2569นี้ ซึ่งEUDR ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยางพาราไทย และสร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่มีความต้องการสินค้าที่ยั่งยืนและมูลค่าสูงขึ้นได้ เป็นการพลิกโฉมยางพาราไทยสู่การเป็นผู้นำตลาดยางโลก เพราะขณะนี้มีเพียงประเทศไทยและแอฟริกาใต้ เท่านั้นที่มีความพร้อมรับมือกฎระเบียบ EUDR ทั้งนี้ กยท. มีฐานข้อมูลดิจิทัลสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นยาง สวนยาง สหกรณ์ที่รับซื้อยาง และโรงงานแปรรูป ไปจนถึงการส่งออก โดยสามารถออกใบรับรองให้กับผู้ส่งออกยางได้ทันทีที่ EUDR มีผลบังคับใช้

สำหรับงานวิจัยและนวัตกรรมระดับปลายน้ำ ซึ่งเป็นระดับที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมยางทั้งระบบ และมีส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้ประเทศไทยมีรายได้จากยางพาราปีละ 500,000 ล้านบาทตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ปลายน้ำจะช่วยสร้างเพิ่มมูลค่าให้กับยางธรรมชาติ มากกว่า ผลิตภัณฑ์ในระดับต้นน้ำ และกลางน้ำ ซึ่งกยท.มีผลงานวิจัยระดับปลายน้ำล่าสุดที่สามารถนำไปถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น แผ่นยางกันน้ำลาย (Rubber Dam) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อแยกฟันที่ต้องการรักษาออกจากบริเวณช่องปาก และป้องกันไม่ให้น้ำลายเข้าไปในพื้นที่ที่ทันตแพทย์กำลังทำงานอยู่ ช่วยลดอาการระคายเคือง มีความยืดหยุ่นสูง และทนทานต่อการฉีกขาด ไม่เป็นพิษต่อผู้ป่วย หุ่นจำลองทางการแพทย์ ใช้เป็นอุปกรณ์ฝึกทักษะที่เสมือนจริง เพื่อใช้ฝึกหัดหัตถการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการฉีดยา เย็บแผล เจาะเลือด และอื่นๆ ก่อนปฏิบัติจริงในผู้ป่วย ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและทักษะความชำนาญให้กับบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งยังมีวิจัยยางรัดของ ถุงมือภาคการเกษตรจากน้ำยางข้น เป็นต้นอีกด้วย

นอกจากนี้ กยท.ยังมีผลงานวิจัยและนวัตกรรมมีความสำคัญต่อเกษตรกร คือ การให้บริการห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ดิน ตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ของศูนย์วิจัยยางบุรีรัมย์ ที่ได้พัฒนาห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ดินจนได้รับมาตรฐานสากล โดยสามารถตรวจวิเคราะห์ความเป็นกรด-ด่าง ความต้องการปูนของดิน การนำไฟฟ้า อินทรีย์วัตถุในดิน เนื้อดิน ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริมในดิน ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผลความแม่นยำสูง ซึ่งเกษตรกรสามารถนำดิินมาตรวจสอบ เพื่อใช้ปุ๋ยให้ตรงกับความต้องการของดิน แก้ปัญหาดินเสื่อม ลดต้นทุน ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และเพิ่มผลผลิต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดค่าบริการ เพื่อเป็นช่องทางหารายได้ให้กับ กยท.อีกช่องทางหนึ่ง

“เวทีการประชุมวิชาการและสัมมนาการบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยียางพารา เป็นเวทีีที่รวบรวมนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ ตัวแทนภาคเอกชนที่เป็นผู้ประกอบการเกี่ยวข้องกับยางพารา สหกรณ์ สถาบันเกษตรกร เกษตรกรชาวสวนยาง มาร่วมประชุมบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้ได้งานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการยาง ตลอดจนการทอดเทคโนโลยีให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและเกิดประโยชน์สูงสุด" รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท.กล่าวในตอนท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...