“ตลาดรอมฎอน ซี.เอส.” จากศรัทธาเดือนบวช สู่กลไกเศรษฐกิจมุสลิมแห่งปัตตานี
จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดปัตตานีปี 2567 ชาวบ้านในพื้นที่ ทั้งชาวมุสลิมและชาวไทยพุทธประสบปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องปากท้องและการทำกิน ซ้ำร้ายกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ราบรื่นเหมือนเมืองใหญ่ ยิ่งทำให้ชาวปัตตานีเจอทางตัน
“อนุศาสน์ สุวรรณมงคล” ทุนใหญ่ในปัตตานี ในฐานะเจ้าของโรงแรมซี.เอสปัตตานี ต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจท้องถิ่น จึงมีแนวคิดช่วยเหลือชาวบ้านจากภัยพิบัติ โดยใช้พื้นที่บริเวณสนามหญ้าหน้าโรงแรมให้เป็นตลาดนัดชั่วคราว “ตลาดรอมฎอน ซี.เอส.”ในช่วงเดือนรอมฎอน และไม่มีการเรียกเก็บค่าเช่า เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยได้มีโอกาสในการหารายได้เลี้ยงครอบครัวในช่วงเดือนบวช
ตลาดรอมฎอนซีเอส ถูกวางบทบาทให้เป็นแพลตฟอร์มเศรษฐกิจฮาลาลระดับชุมชน ด้วยระบบข้อมูล การจัดการผู้ค้า และกลไกการแบ่งปันเป็นองค์ประกอบสำคัญ ต่อยอดไปสู่การสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการฮาลาลในพื้นที่ชายแดนใต้ ทั้งในด้านอาหาร วัตถุดิบ และบริการที่เกี่ยวข้องกับวิถีมุสลิม โดยใช้ตลาดรอมฎอนเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้และทดสอบตลาด
ไทยพับลิก้า พูดคุยกับ นายนนทวัชร์ คงเหมาะ หรือเอ็ม ผู้จัดการตลาด และเป็นคนไทยพุทธที่ต้องบริหารตลาดให้ชาวมุสลิม ตั้งแต่แนวคิดการทำตลาด ความสำเร็จ จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยสามารถตั้งหลักทางเศรษฐกิจได้ เกิดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในพื้นที่ ตลอดจนกลไกความร่วมมือระหว่าง หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และสถาบันการศึกษา
ทำไมต้องตลาด ‘เดือนรอมฎอน’
ตลาดรอมฎอนซีเอส เป็นตลาดนัดที่จัดขึ้นบริเวณหน้าโรงแรมซี.เอส. ปัตตานี จ.ปัตตานี โดยจัดขึ้นเฉพาะช่วงเดือนรอมฎอน หรือเดือนถือศีลอดของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม และเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อรองรับการจับจ่ายของพี่น้องชาวไทยมุสลิมในช่วงเดือนรอมฎอน เปิดให้บริการในช่วงบ่าย-เย็นตั้งแต่ประมาณ 14.00 – 18.30 น. เพื่อให้ผู้คนสามารถมาซื้ออาหารและขนมสำหรับละศีลอดก่อนพระอาทิตย์ตกดิน
นายนนทวัชร์ อธิบายว่า ตลาดรอมฎอนเป็นวัฒนธรรมหนึ่งของชาวมุสลิม และมีหลายแห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ชาวมุสลิมอาศัยอยู่จำนวนมากอย่างปัตตานี ไม่ว่าจะเป็น ตลาดรอมฎอนจะบังติกอ, ตลาดรอมฎอนปูยุด หรือแม้แต่ที่ตลาดรอมฎอนยะหริ่ง ฯลฯ
เช่นเดียวกับ ตลาดรอมฎอนซีเอส จัดขึ้นโดยมีโรงแรมซี.เอส. ปัตตานี เป็นผู้ริเริ่ม โดยปี 2569 นับเป็นปีที่สองที่จัดตลาดแห่งนี้ขึ้น
นายนนทวัชร์ กล่าวว่า การทำตลาดในปีแรกได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีทั้งจากผู้ค้าและผู้ที่มาจับจ่ายใช้สอย จากความสำเร็จเรื่องยอดขายสินค้าที่หมุนเวียนประมาณหลักล้านบาทต่อวัน โดยกลุ่มพ่อค้าแม่ค้ามืออาชีพมีรายได้อย่างต่ำถึงหลักหมื่นบาทต่อวัน โดยทีมงานได้เดินสำรวจสอบถามถึงยอดในการสต็อกสินค้า และราคาของสินค้าที่นำมาจำหน่ายภายในตลาดจากพ่อค้าแม่ค้า ตลอดจนสอบถามถึงจำนวนยอดขายสินค้าว่าจำหน่ายหมดหรือไม่
นายนนทวัชร์ กล่าวถึงจุดเด่นของตลาดรอมฎอนซีเอสคือทำเลที่สะดวกต่อการเดินทาง ไม่เก็บค่าเช่าพ่อค้าแม่ค้า อีกทั้งพนักงานที่บริหารจัดการภายในตลาดก็เป็นคนของโรงแรม เนื่องจากเป็นช่วงเดือนบวชจะมีงานน้อยลง
เหตุผลที่นายนนทวัชร์มองว่าต้องเป็นตลาดนัดเดือนถือศีลอด เพราะ
- เป็นเจตนารมณ์ของโรงแรมซี.เอส. ที่ต้องการใช้บทบาทของภาคเอกชนในการมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจท้องถิ่นในพื้นที่ จังหวัดปัตตานี
- สนับสนุนการจ้างงานในพื้นที่และเชื่อมโยงชุมชน
- โครงสร้างระบบเศรษฐกิจไทยที่ไม่ตอบโจทย์ชาวมุสลิมให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่
“ชาวมุสลิมมีมิติศาสนาคือการอยู่ร่วมกับครอบครัว สังเกตได้เลย เวลาชาวมุสลิมสามจังหวัดออกนอกพื้นที่เขาทำงานอะไร รปภ. เจ้าหน้าที่สนามบิน ไรเดอร์…ไม่มีชาวมุสลิมในระดับบริหารหรืออยู่ในองค์กรใหญ่ เพราะเขาโดนจำกัดว่าพอถึงเดือนรอมฎอนต้องกลับบ้าน พอกลับมาใหม่ก็ต้องทำงานที่ turnover rate สูง คำถามคือองค์กรไหนให้เขาหยุดงานเป็นเดือน นี่เป็นโครงสร้างของประเทศที่ไม่วางระบบหยุดงานให้พี่น้องมุสลิม แต่เดือนรอมฎอนในมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มีพื้นที่หยุดงาน เราไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างใหญ่ได้ เลยต้องสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ให้มีแหล่งงาน”
ที่สำคัญคือ การเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาของบุตรหลานชาวมุสลิมในกรุงเทพฯ เพื่อกลับมาจำหน่ายสินค้าในช่วงรอมฎอนด้วย
เดือนรอมฎอนไม่เพียงเป็นช่วงเวลาแห่งศรัทธา หากยังเป็นช่วงที่การจับจ่ายอาหารละศีลอดมีความคึกคัก การจัดตั้งตลาดจึงเป็นการตอบโจทย์ ทั้งวิถีชีวิต ศาสนา และเศรษฐกิจ และการกลับคืนสู่บ้านเกิดของคนในชุมชนในเวลาเดียวกัน
ใช้ ‘ข้อมูล’ บริหารตลาด เอื้อกลุ่มเปราะบาง
“ปีที่แล้วเราเน้นยอดขาย ตั้งเป้าตัวเลขว่าเดือนรอมฎอนต้องได้ 100 ล้านบาท จึงเปิดรับร้านค้าแบบไม่อั้น สุดท้ายปัญหาก็ตามมาเต็มไปหมดเลย ผมมานั่งทบทวนแล้วเห็นว่าโจทย์เรื่องตัวเลขอาจไม่เหมาะ”
บทเรียนการทำตลาดในปีแรกทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากปริมาณสู่ ‘คุณภาพ’ โดยคำว่าคุณภาพคือตลาดต้องสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และ ‘การกระจายรายได้สู่ฐานราก’ ผ่านกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่มในตลาด ได้แก่ (1) กลุ่มเปราะบาง (2) กลุ่มที่พอเอาตัวรอด และ (3) กลุ่มมืออาชีพ
ไม่มีพื้นที่ไหนในประเทศที่เหมาะสมเท่ากับพื้นที่สามจังหวัดในเรื่องการแก้ปัญหาความยากจน เพราะพื้นที่สามจังหวัดมีปัญหาภัยความมั่นคง การท่องเที่ยวก็น้อย สร้างแหล่งงานก็ยาก ใครจะกล้ามาลงทุน ความเชื่อมั่นไม่มี ผิดกับที่อื่นที่มีความสงบ
ตลาดรอมฎอนซีเอส จึงพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลของผู้ค้าภายในตลาดจากการลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ และวางแผนจะเก็บข้อมูลของผู้มาเดินจับจ่ายใช้สอยในตลาด เพื่อเป็นข้อมูลเชิงลึกในการวิเคราะห์สินค้า แหล่งวัตถุดิบท้องถิ่น และการจ้างงานในพื้นที่ โดยสินค้าที่ขายในตลาดจะเป็นอาหารและเครื่องดื่มเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ระบบจัดระเบียบผู้ค้าในตลาดรอมฎอนซีเอส อยู่ภายใต้โครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม (Cluster) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และโครงการแก้ปัญหาความยากจนเชิงยุทธศาสตร์ ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี นำโดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหาร และจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.)
นายนนทวัชร์ กล่าวถึงการจัดระเบียบในส่วนของผู้ค้าว่า ตลาดจะส่งเสริมผู้ขายที่มีการเชื่อมโยงกับท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น พ่อค้าแม่ค้าที่อุดหนุนสินค้าจากประมงท้องถิ่น แม่ค้าที่เอาเมนูอาหารประจำบ้าน หรืออัตลักษณ์อาหารพื้นถิ่นมาขาย อีกทั้งบางหมวดสินค้าจะถูกกันไว้ให้กับกลุ่มที่เปราะบางหรือกลุ่มที่ไม่เก่ง อีกทั้งตลาดยังช่วยเลือกสินค้าที่เหมาะสมกับผู้ค้า เพราะตลาดให้ความสำคัญกับการจ้างงานคนพื้นที่และต้องเชื่อมโยงชุมชน
“ผมมองมิติเศรษฐกิจฐานรากว่าทำอย่างไรให้ชุมชนมีรายได้ ให้ความสำคัญกับแหล่งที่มา อย่างคนขายน้ำส้ม ระหว่างคนซื้อน้ำส้มสำเร็จรูปจากพื้นที่อื่น กับคนขายน้ำส้มแท้ จ้างคนในพื้นที่มานั่งคั้น ผมให้ความสำคัญกับกลุ่มหลัง”
ตลาดยังจำกัดสิทธิเมนูที่ให้กลุ่มเปราะบางขายเป็นหลัก เช่น อินทผาลัม น้ำ เครื่องดื่ม ส้ม อ้อย เครื่องดื่มเมนูอย่างง่ายที่คนไม่ต้องมีทักษะมาขายได้ ไม่มีเหตุผลที่ต้องให้ร้านค้าใหญ่ขาย
นี่คือการให้โอกาสและรายได้ คือการคิดมิติที่เราคุมอำนาจตลาดและบริหารกลไกโดยเอาความเท่าเทียมเป็นตัวช่วย
เมื่อพ่อค้าแม่ค้าลงทะเบียนขายของ หากพบว่าเมนูสินค้าที่จะจำหน่ายซ้ำกันมาก ทีมงานจะหยิบมิติกลุ่มเปราะบางขึ้นมาดูเป็นลำดับแรกๆ และจะให้สิทธิกลุ่มนี้ก่อน แต่ถ้ากลุ่มเปราะบางเสนอขายสินค้าซ้ำกัน จึงมาดูมิติการเชื่อมโยงชุมชนผ่านการจ้างงานและแหล่งวัตถุดิบ
สนามทดลองของนักศึกษา ม.อ. ปัตตานี
ส่วนมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาตลาดรอมฏอนซีเอส 3 ส่วน คือ
(1) จัดการระบบข้อมูลโดยทีมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักวิทยบริการม.อ.ปัตตานี ได้ให้การสนับสนุนเรื่องการออกแบบระบบฐานข้อมูลผู้ประกอบการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาด เช่นการจัดเก็บข้อมูลของผู้ค้า ตลอดจนประเภทสินค้า แหล่งวัตถุดิบ/การวิเคราะห์ปริมาณความต้องการสินค้าในช่วงเวลาต่างๆ การติดตามการหมุนเวียนรายได้โดยประมาณ การใช้ข้อมูลเชิงระบบช่วยให้การจัดสรรพื้นที่
(2) จัดระบบการลงทะเบียนและบริหารผู้ค้า ได้มีการพัฒนาระบบลงทะเบียนล่วงหน้า เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรพื้นที่จำหน่ายสินค้า โดยมีการวางแนวทางระบบลงทะเบียนออนไลน์/ฐานข้อมูลกลาง การกำหนดโควตาผู้ประกอบการ ซึ่งร้านค้าในแนวทางดังกล่าวถือเป็นการสะท้อนหลักธรรมาภิบาลและลดความขัดแย้งในการบริหารพื้นที่ตลาด
(3) จัดระบบการแบ่งปันภายในตลาด สอดคล้องกับหลักจิตวิญญาณของเดือนรอมฎอน โดยตลาดได้ออกแบบกลไกการแบ่งปันภายในตลาด มีมุมของอาหารที่แบ่งปัน ทำระบบคูปองในการสนับสนุนอาหาร ที่จะแบ่งปัน ซึ่งผลจากการจัดทำระบบดังกล่าวจะทำให้ทราบถึงจำนวนของร้านค้าที่แจกจ่ายอาหาร ตลอดจนจำนวนผู้ที่มารับสิทธิ์
จากการทำงานร่วมกับของภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และบพท. ได้วิเคราะห์ผลลัพธ์เชิงนโยบาย ดังนี้
- ระดับจุลภาพ รายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น เกิดผู้ประกอบการฮาลาลรุ่นใหม่
- ระดับกลาง เกิด Supply Chain Manager และเกิดเครือข่าย Halal Value Chain
- ระดับมหภาค ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ สร้างเครือข่ายผู้ประกอบการฮาลาล และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในพื้นที่ชายแดนใต้
ทั้งนี้ ตลาดรอมฎอน ซีเอส ปัตตานี เป็นพื้นที่ทดลองปฏิบัติการจริงสำหรับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยฯ ในการนำองค์ความรู้ทางวิชาการไปประยุกต์ใช้กับผู้ประกอบการในสถานการณ์จริง เช่นการให้คำแนะนำผู้ประกอบการเกี่ยวกับการลงทะเบียนระบบดิจิทัล การทดลองผลิตภัณฑ์ที่กำลังดำเนินงานวิจัย การประชาสัมพันธ์ร้านค้าชุมชน B-Ru shop ของมหาวิทยาลัยในมุมมหาวิทยาลัย เพื่อเชื่อมโยงทฤษฎีกับการปฏิบัติจริง สอดคล้องกับบทบาทมหาวิทยาลัยในฐานะกลไกพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและสังคม
ระบบแบ่งปันตามหลักศาสนา
ปัจจุบันตลาดค่อยๆ เติบโตจนกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนที่มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 200 ร้านค้า และมียอดขายจากปีก่อนถึง 30 ล้านบาท มีผู้คนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยสูงสุดถึงหมื่นคนต่อวัน
อีกจุดเด่นคือ ‘ระบบการแบ่งปัน’ จากหลักคิดศาสนาอิสลามที่ว่า ถ้าสามารถบริหารจัดการให้อาหารไปถึงมือคนที่อยากจะรับ อยากทานจะก่อให้เกิดประโยชน์คุณค่าอย่างมหาศาล จึงได้มีการจัดทำระบบเพื่อการจัดสรรระบบแบ่งปันขึ้น ที่สามารถตรวจสอบได้ว่าในแต่ละวันมีการแบ่งกันกี่มื้อ กี่สิทธิ์ โดยผู้ค้าสามารถแจ้งความจำนงในระบบลงทะเบียนว่าอยากจะแบ่งอาหารกี่มื้อในแต่ละวัน ขณะเดียวกันจะมีการจัดทำข้อมูลฝั่งคนที่มาเดินตลาดเพื่อจะรู้ได้ว่าในพื้นที่มีคนเปราะบางอยู่กี่กลุ่มที่เดินมารับอาหารในตลาด หรือมาซื้อสินค้าในตลาดแล้วมีโอกาสได้รับแบ่งปัน 1 User 1 สิทธิ์ต่อวัน
“เรามีการจัดวางระบบเรื่องการแบ่งปัน ถ้าเราทำระบบสามารถตรวจเช็คได้ว่ามีการแบ่งกันกี่มื้อกี่สิทธิ์มีการแบ่งกันแบบไหน พ่อค้าแม่ค้าสามารถให้ยังไงได้บ้าง สามารถให้เขาแจ้งความจำนงในระบบว่า เขาอยากจะแบ่งอาหารกี่มื้อในแต่ละวัน เช่น 3 มื้อหรือ 2 มื้ออะไรอย่างนี้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ อยู่แล้วที่เขาจะแบ่งปัน เป็นเรื่องของการทำบุญหรือที่เรียกว่าซะกาต”
นอกจากมุมศาสนา สิ่งที่ตลาดอยากสื่อสารให้ชาวมุสลิมคือการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ การมีจิตสาธารณะ และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ซึ่ง ‘ระบบแบ่งปัน’ คือระบบนิเวศที่ทำให้คนที่มีมากกว่าแบ่งปันให้คนที่มีน้อยกว่า ผ่านกลไกตลาด
แล้วถ้าวันนี้เราทำเท่าที่ทำได้ให้มีประสิทธิภาพแต่จะมาตั้งเป้าในเรื่องของการแบ่งปันแทนเพื่อให้ตลาดมีเสน่ห์ นายนนทวัชร์ ได้กล่าวไว้
นายนนทวัชร์ต่อว่า จากที่ได้ทำงานร่วมกับคณาจารย์นักวิจัย ม.อ.ปัตตานี ทำให้มองเป้าหมายของตลาดรอมฎอนซีเอส เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ประกอบการให้มีศักยภาพ และสามารถยกระดับไปเชื่อมต่อกับตลาดรอมฏอนในโลกอิสลาม โดยเฉพาะตลาดรอมฏอนซาอุดิอาระเบีย