โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน” ยกมือไหว้ขอโทษประชาชน ปมนํ้ามันหน้าปั๊มไม่พอ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 มี.ค. เวลา 14.46 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 07.46 น.

"อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน" ยกมือไหว้ขอโทษประชาชน ปมนํ้ามันหน้าปั๊มไม่พอ รับเกิดจากดีมานด์พุ่ง-กระจายเชื้อเพลิงสะดุด ยันสต๊อกประเทศยังเพียงพอ

วันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน

โดย นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ได้ยกมือไหว้ขอโทษประชาชน ก่อนจะแถลงว่า ตนขอประธานโทษถึงความโกลาหล และอุปสรรคที่เกิดขึ้นหน้าสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ โรงกลั่นน้ำมันประเทศไทยมีทั้งสิ้น 6 โรง มีกำลังการกลั่นในแต่ละวันอยู่ที่ 175 ล้านลิตร โดยนำน้ำมันดิบมากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งจะได้น้ำมันเบนซินอยู่ที่ 32-33 ล้านลิตร น้ำมันดีเซล 75-80 ล้านลิตร นํ้ามันเครื่องบินเจ็ต 25 ล้านลิตร นํ้ามันเตา 13 ล้านลิตร และอีกส่วนหนึ่งเป็นแก๊สหุงต้มและแอลพีจี รวม 6-7 ล้านกิโลกรัม

นายสราวุธ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเราได้แก้ปัญหาคอขวดในการจัดส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการ เพราะในเวลาปกติ โรงกลั่นจะขายให้ผู้ค้ารายใหญ่ ที่เรียกว่าผู้ค้ามาตรา 7 หรือบางครั้งจะส่งให้พ่อค้าคนกลาง ที่เรียกว่าจ็อบเบอร์ โดยผู้ค้ามาตรา 7 จะส่งให้สถานีบริการนํ้ามันของตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ประกอบด้วยแบรนด์ต่างๆ และปั๊มอิสระ ขณะเดียวกันก็จะส่งให้จ็อบเบอร์ด้วย แต่หลังเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ การส่งน้ำมันให้จ็อบเบอร์อาจจะผิดพลาด เพราะบางจุดอาจจะไม่ได้รับนํ้ามัน และโดยปกติ จ็อบเบอร์จะขนน้ำมันไปให้ภาคอุตสาหกรรม แต่เมื่อขนไปไม่ได้ หลายภาคส่วน ก็มาเติมกันที่สถานีบริการ

นายสราวุธ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว กระทรวงพลังงานได้รับบัญชาจากนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี ประสานกับโรงกลั่นทุกโรงให้กลั่นอย่างเต็มที่ คอยเฝ้าระวังไม่ให้มีการหยุดผลิต และให้ผู้ค้ามาตรา 7 จัดส่งน้ำมันให้จ็อบเบอร์ เพื่อช่วยกระจายเชื้อเพลิงไปยังจุดอื่นๆ ที่ไม่ใช่สถานีบริการ

ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการประสานขอความอนุเคราะห์จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย รวมถึง กทม. ในการขออนุญาตขยายเวลาจัดส่งน้ำมันเพิ่มขึ้น เพื่อกระจายไปยังสถานีบริการต่างๆ ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานจะร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ ร่วมกันดูแลไม่ให้เกิดการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามจุดต่างๆ

นายสราวุธ กล่าวว่า ส่วนปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศที่มีในสต๊อกและตามกฏหมายรวมแล้ว 42 วัน และมีน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งเพิ่มมา 29 วัน โดยเป็นน้ำมันที่ได้เพิ่มเติมจากแองโกลาและสหรัฐอเมริกา อยู่ระหว่างการเดินทางเข้ามาในประเทศ ดังนั้นรวมทั้งสิ้นแล้ว มีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการไม่น้อยกว่า 101 วัน

นายสราวุธ กล่าวว่า ในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา มีการเดินหน้าตรวจสต๊อกน้ำมันดิบ น้ำมันดีเซลและเบนซิน ใน 23 จังหวัด 53 คลัง ผลปรากฏชัดว่าเรามีปริมาณน้ำมันสำรองรวมทั้งสิ้น 42 วัน ที่อยู่ในประเทศ และอยู่ระหว่างเดินทางมาในประเทศ 59 วัน

ขณะเดียวกัน ได้มีการตรวจการสำรองนํ้ามันที่สถานีบริการทั่วประเทศ ตรวจไปแล้ว 1,502 สถานี พบว่ามีสถานีที่ต้องปิดบริการเพราะน้ำมันหมด ประมาณ 150 แห่ง เปิดให้บริการแต่มีน้ำมันไม่ครบและอยู่ระหว่างรอน้ำมัน 1,039 แห่ง และมีสถานีที่เพียงพอต่อการจำหน่าย 306 แห่ง ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบสถานีที่ปิดให้บริการ พบว่าไม่ได้มีการกักตุน เป็นสภาพที่เกิดขึ้นจริง

นายสราวุธ กล่าวว่า ยืนยันว่า เรายังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอในประเทศ และอยากจะขอความกรุณาให้ประชาชนใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ไม่มีความจำเป็นต้องกักตุน และขอความร่วมมือในการช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง

เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการเจรจาซื้อน้ำมันจากประเทศรัสเซีย นายสราวุธ กล่าวว่า ประเทศไทยเคยใช้น้ำมันจากรัสเซียช่วงก่อนปี 2565 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาหารือกันว่า จะดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อที่จะไม่ให้โดนการแซงก์ชัน แต่ยังมีประเด็นอื่นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาให้รอบคอบ

เมื่อถามว่า ขณะนี้น้ำมันอยู่ในมือใคร ที่สามารถจะนำมาส่งที่ปั๊มได้ นายสราวุธ กล่าวว่า เรากลั่นน้ำมันทุกวัน ได้วันละ 175 ล้านลิตร ทุกโรงกลั่นยังทำงานปกติ แต่ในช่วงที่ผ่านมา การใช้น้ำมันของสถานีบริการ ใช้กันถึง 90 ล้านลิตร บางวันก็ถึง 120 ล้านลิตร เกินจากปริมาณที่เราจะกันได้ ดังนั้น หากเรากลับมาสู่การใช้ปกติได้ ก็จะเข้าสู่ภาวะปกติ และยืนยันว่า เรามีปริมาณการกลั่นที่เพียงพอ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...